“ฝ่ามือนกกระจิบ”
หลัวเซียนรู้มานานแล้วว่า อาจารย์ของตนเองมีวิชาฝีมือติดตัว เพียงแต่ที่แล้วมาหงสือเมิ่งไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ส่วนหงลู่อินบุตรชาย วิชาฝีมือที่ใช้เป็วิชาภายนอกทั่วไปของสำนักเส้าหลิน ไม่นับว่าโดดเด่นอันใด เพียงพอให้ปกป้องตนเองจากนักเลงทั่วไปแต่ยังไม่พอให้ออกท่องเที่ยวในยุทธภพ วิชาฝ่ามือนกกระจิบของหงสือเมิ่ง เป็ท่าฝ่ามือของสำนักพรต อารามเมฆขาวที่เมืองหลวงเปี้ยนจิง
เมื่อสองร้อยปีก่อนหน้า หลัวเซียนในวัยสี่สิบกว่าอาละวาดไปทั่วยุทธภพ เคยประลองกับเ้าอารามเมฆขาวในยุคนั้น ท่าฝ่ามือนกกระจิบ ปกคลุมเต็มนภานี้ เป็วิชาขึ้นชื่อของเ้าอารามเมฆขาว แบ่งออกเป็สามระดับ คือปกคลุมเสี้ยวนภา ปกคลุมครึ่งนภา ขั้นสูงสุดเรียกว่าปกคลุมเต็มนภา ที่หงสือเมิ่งใช้ออกอยู่ในขั้นต้นของปกคลุมเสี้ยวนภาเท่านั้น
จูเกิงเฉินแม้ถูกกงเล็บของหงสือเมิ่งทำร้าย แต่พลังฝีมือของหงสือเมิ่งยังไม่พอที่จะสำแดงอนุภาพของท่าฝ่ามือนี้ได้ จูเกิงเฉินแม้โลหิตหลั่งไหล ทั่วร่างกายแต่าแตื้นเช่นนี้ ยิ่งกระตุ้นให้จูเกิงเฉินลงมือด้วยความเหี้ยมโหดยิ่งกว่าเดิม
เดิมทีหงสือเมิ่งก็ยากจะรับมือจูเกิงเฉินอยู่แล้ว เมื่อจูเกิงเฉินลงมือดุดันกว่าเดิม หงสือเมิ่งก็เริ่มมือไม้ปั่นป่วน กลุ่มโจรร้ายกว่ายี่สิบคน ผู้คุ้มกันสี่คนที่เหลือรับมือได้ไม่นานก็ถูกทำร้ายจนล้มลง ไม่ทราบเป็ตายเช่นไร หงลู่อินสู้พลางถอยพลาง เกรงว่าอีกเพียงอึดใจหงลู่อินคงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้
หลัวเซียนพยายามสิบกว่าปี ไม่้าเปิดเผยต่อผู้คนที่ใกล้ชิดว่าตนเองนั้นมีวิชาฝีมือติดตัว แต่หากหลัวเซียนไม่ลงมือ เกรงว่าหงสือเมิ่งสองพ่อลูกคงต้องสละชีวิตในวันนี้แล้ว
หงสือเมิ่งถูกฝ่ามือของจูเกิงเฉินกระแทกใส่จนกระเด็นไปด้านหนึ่ง หลัวเซียนไม่รอช้า กางแขนออกสองข้างกระโจนเอาตัวบังไว้ด้านหน้าของหงสือเมิ่ง ใช้ขาซ้ายเป็แกน ถีบเท้าขวาไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
จูเกิงเฉินเห็นเพียงเงาสีฟ้าอ่อน วูบผ่านตา ร่างของหลัวเซียนก็เข้ามาขวางตนเองกับหงสือเมิ่งแล้ว ยังไม่ทันที่จูเกิงเฉินจะทันได้แยกแยะ ฝ่าเท้าของหลัวเซียนก็กระทบกับอกอย่างเต็มแรง
จูเกิงเฉินอุทานดัง “เอ้ะ” คำหนึ่ง ร่างกายก็ลอยลิ่วไปด้านหลัง อย่างฉุดรั้งไม่อยู่
หลัวเซียนก้มดูหงสือเมิ่งที่ล้มลง ใช้ปลายนิ้วอังไปที่จมูก หงสือเมิ่งยังคงหายใจอยู่
“ต้าเป่า เสี่ยวซาน เ้าพยุงอาจารย์เอาไว้ อย่าได้วิ่งวุ่นไปที่อื่น”
“อือ”
หยางต้าเป่า ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก รับคำอย่างเลื่อนลอย หยางเสี่ยวซานยังพอมีสติอยู่บ้าง รีบจับมือหยางต้าเป่าเข้าพยุงอาจารย์เอาไว้
หลัวเซียนวิ่งปราดอย่างรวดเร็วเข้าใกล้โจรร้าย พบเห็นคนไหนก็ฟาดฝ่ามือใส่ คนยี่สิบกว่าคนถูกหลัวเซียนฟาดล้มลงไปกว่าครึ่ง หงลู่อินที่กำลังย่ำแย่ ไม่ทันได้มีเวลาสำรวจรอบกาย ก่อนที่ดาบของโจรร้ายที่รับมืออยู่จะฟันลงมา กลับมีนิ้วมือสองนิ้วดีดเข้าใส่ที่ด้านข้างของดาบ
เสียงดัง “เช้ง” ดังก้องกังวาน ดาบใหญ่ที่กำลังฟาดลงมากระเด็นหลุดจากมือของโจรป่า อย่างรวดเร็วจนจับตามองไม่ทัน ง่ามมือของโจรผู้นั้นฉีกขาดโลหิตหลั่งไหล
หลัวเซียนไม่มีใจเมตตาให้กับโจรร้ายพวกนี้ ในความคิดของหลัวเซียน การสังหารคนโฉดไม่มีอันใดไม่ถูกต้อง หลัวเซียนลงมือรวดเร็วโหดร้ายยิ่ง ผ่านพบผู้ใดก็มีอันต้องล้มลง โลหิตไหลนอง ผ่านไปไม่ถึงชั่วก้านธูป โจรป่าทั้งยี่สิบคนก็กลายร่างเป็ซากศพ กลิ่นโลหิตคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ
“หลัว หลัวเซียน” หงลู่อิน ส่งเสียงเรียกหลัวเซียน ในใจยังแทบไม่เชื่อภาพที่เห็นตรงหน้า
หงสือเมิ่งยังคงสลบอยู่ หลัวเซียนตรวจสอบคนคุ้มกันทั้งหกคน มีสองคนที่เสียชีวิตอีกสี่คนยังไม่ถึงตาย
“ท่านอาหง อย่าเพิ่งถามมากความ ช่วยเหลือคนเจ็บก่อน”
“ได้” หงลู่อินพยุงตัวขึ้น อย่างยากลำบาก พอทราบว่าบิดายังมีชีวิตอยู่ก็กลับไปที่รถม้า ค้นหายาห้ามเืช่วยเหลือผู้คุ้มกันที่ยังสลบไสลอยู่ หลัวเซียนเดินไปยังซากศพของจูเกิงเฉิน ใช้เท้าเหยียบลงไปที่จุดลมปราณที่กลางหลัง
“หากเ้า้าตกตายตามผู้อื่นไป ก็แกล้งทำเป็ศพไปเถอะ ข้าจะนับถึงสาม หากยังไม่ตื่น จากนี้ก็ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้ว”
หลัวเซียนเพิ่มแรงที่ฝ่าเท้าไม่ทันไร ศพของจูเกิงเฉินก็ส่งเสียงร้องโอดโอย
“จอมยุทธน้อย ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแล้ว ไว้ชีวิตด้วย”
จูเกิงเฉินแกล้งทำเป็สลบลงไป แต่สายตายังลอบมองดูการต่อสู้ เห็นหลัวเซียนเคลื่อนไหวดังภูตพราย หลัวเซียนลงมือเช่นไรจูเกิงเฉินไม่อาจดูตามได้ทัน แต่จอมยุทธน้อยผู้นี้ลงมือโเี้ไม่เหมือนดังหน้าตา ผ่านไปทางใดต้องมีคนล้มตายลง
หลัวเซียนถอยหลังออกมาสองสามก้าว กล่าวว่า
“ข้าถาม เ้าตอบ หากตอบช้าไป ข้าจะตัดนิ้วเ้าหนึ่งนิ้ว หากครบสิบนิ้วยังไม่ได้ความอันใด ศีรษะโง่เขลานี้ก็ไม่ต้องมีแล้ว”
จูเกิงเฉินโขกศีรษะให้กับหลัวเซียน เสียงดังสนั่น ที่หน้าผากยังมีคราบโลหิตหลั่งไหล รับปากด้วยเสียงสั่นเทา
“จอมยุทธน้อย โปรดถามมา ข้าไม่กล้าไม่ตอบเด็ดขาด”
“พวกเ้าติดตาม คณะเดินทางข้ามาจากที่ใด”
จูเกิงเฉินเป็แค่โจรป่า ไหนเลยทราบว่าชายป่าด้านไหนอยู่หมู่บ้านใด เมืองใด จูเกิงเฉินเค้นคำพูดอยู่นานยังคิดไม่ออก หลัวเซียนบอกว่าหากตอบช้าจะตัดนิ้วออกหนึ่งนิ้ว จูเกิงเฉินไม่เห็นในมือหลัวเซียนถือกระบี่ดาบเอาไว้ ชะล่าใจว่าจอมยุทธน้อยเพียงกล่าววาจาข่มขู่ หลัวเซียนกวาดสายตามองไปรอบตัวเห็นดาบกระบี่หล่นอยู่ไม่ไกล จึงโบกมือคราหนึ่ง บังเกิดลมหอบใหญ่ม้วนเอากระบี่ที่อยู่บนพื้นดินลอยเข้ามาหา จูเกิงเฉินยังไม่ทันกะพริบตา ที่นิ้วก้อยซ้ายพลันเจ็บแปลบแทบขาดใจ โลหิตหลั่งไหลเป็สาย นิ้วก้อยซ้ายที่มีอยู่หลุดลอยไปแล้ว
จูเกิงเฉินส่งเสียงร้องจวนจะขาดใจ “อ้ากกกกก” ชูมือซ้ายโบกไปมาด้วยความเ็ป
หลัวเซียนลงมือรวดเร็วเกินไป จูเกิงเฉินกระทั่งมองยังมองไม่ออกว่าหลัวเซียนใช้กระบวนท่าใด มือของจูเกิงเฉินทั้งสองข้างล้วนวางอยู่บนพื้นดินในท่าคุกเข่า
เสียงร้องของจูเกิงเฉินทำให้หงลู่อินที่กำลังทำแผลให้ผู้าเ็ต้องหันมามอง หงลู่อินแม้ยินดีที่ตนเองกับบิดา รวมถึงคนในคณะหลายคนยังมีชีวิตอยู่ นี่ต้องขอบคุณที่หลัวเซียนลงมือช่วยเหลือ แต่ในใจของหงลู่อินยังหวาดหวั่น หลัวเซียนที่หงลู่อินรู้จักมาสิบกว่าปี เป็เพียงเด็กน้อยในครอบครัวธรรมดาจากหมู่บ้านหยางจิ้ง แต่หลัวเซียนในตอนนี้กลับคล้ายมีรัศมีของความน่ากลัวแผ่ซ่านออกมา
“เ้ายังไม่พูด” หลัวเซียนขยับกระบี่ในมือไปมา
จูเกิงเฉินหวาดกลัวแทบตายแล้ว ข่มกลั้นความเ็ป กล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน
“จอมยุทธน้อย ข้าติดตามพวก พวกท่าน มาจากชายป่าด้านตะวันออก ข้าไม่ทราบที่นั่นเรียกว่าอะไร”
จูเกิงเฉินยังคงสะอื้นด้วยความเ็ป
หลัวเซียนถาม
“พวกเ้ามีกันเท่านี้ หรือว่ายังมีพวกที่เหลืออยู่อีก”
“มี มี ข้า พวกข้าเป็คนของ ค่ายพยัคฆ์ซ่อน หัวหน้าค่ายเรียกว่าเกาลี่ฉี ในค่ายยังมีคนอีกเกือบร้อยคน”
“เป็ความจริง?”
“จริง จริงขอรับ ข้าไม่กล้าโกหก”
“ค่ายพยัคฆ์ซ่อน ของเ้าอยู่ไกลหรือไม่”
“หากจากตรงนี้ไปทางด่านเหนือของป่าราวสามสิบหลี่ขอรับ”
การลงมือสังหารโจรเมื่อครู่กระตุ้นความดุร้ายของหลัวเซียนขึ้นมา หลัวเซียนในชาติก่อนถูกชาวยุทธจักรตราหน้าเป็เป็พวกมารนอกรีต หลายสิบปีที่หลัวเซียนมือเปื้อนเื ต่อสู้แย่งชิงอยู่ในยุทธภพ ฆ่าโจรร้ายไม่กี่สิบคน ไม่นับว่าสลักสำคัญอย่างไร ต่อให้เข่นฆ่าเพิ่มอีกหลายสิบคนหลัวเซียนยังไม่นำมาใส่ใจ
ระยะทางสามสิบหลี่ ไม่นับว่าไกลเท่าใด ด้วยวิชาตัวเบาของหลัวเซียนใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หลัวเซียนหลับตาลง ตัดสินใจแน่แน่ว หันไปกล่าวกับหงลู่อิน
“ท่านอาหง ท่านดูแลคนเจ็บ กลบฝังท่านอาทั้งสอง ข้ามีธุระต้องทำ พวกท่านรอข้าอยู่ที่นี่ ไม่นานข้าจะรีบกลับมา”
โจรร้ายในละแวกนี้สมควรมีแต่คนจากค่ายพยัคฆ์ซ่อน พวกที่ออกมาต่างก็ถูกหลัวเซียนสังหารจนเหลือเพียงคนเดียว หลัวเซียนไม่กังวลว่า พวกหงลู่อินจะได้รับอันตราย
หงลู่อินได้ฟังที่หลัวเซียนกล่าว ยังไม่ทันจะได้สอบถาม ได้ยินคำสุดท้ายที่หลัวเซียนกล่าวคำมา “จะรีบกลับมา” หลัวเซียนก็ทะยานขึ้นฟ้า หอบหิ้วโจรที่รอดชีวิตเพียงผู้เดียวหายไปจนไกลลิบ
ค่ายพยัคฆ์ซ่อนตั้งอยู่กลางหุบเขา ยามค่ำคืนเงียบสงบเช่นนี้ภายในค่ายยังมีเสียงผู้คนร่ำร้อง ส่งเสียงหัวร่อดื่มสุราอยู่ด้านใน ที่ด้านนอกมีเวรยามเฝ้าอยู่ไม่กี่คน กำแพงค่ายทำขึ้นจากท่อนไม้สูงใหญ่ ทั้งสี่ด้านยังมีหอยิงธนู จุดคบไฟให้แสงสว่างเอาไว้
ที่ด้านหน้าประตูค่ายมีโจรหนวดเครารุงรังถือดาบยาวใหญ่เฝ้าอยู่ หนึ่งในนั้นเห็นคนผู้หนึ่งเดินฝ่าความมืดเข้ามาที่ประตูค่ายจึงส่งเสียงร้องถามออกไป
“หยุด เ้าเป็ใคร มาที่ค่ายพยัคฆ์ซ่อนใช่อยากตายหรือไม่”
คนผู้นั้นยังคงเดินเข้ามาไม่หยุดยั้ง เพียงแต่ดูเหมือนท่าทางซวนเซ พอเข้ามาใกล้จนพอมองเห็นใบหน้าจากแสงคบไฟที่จุดไว้ไม่ไกล ผู้ที่เฝ้าประตูค่ายก็จดจำออกมา ผู้ที่มาคือหัวหน้าหน่วยที่เพิ่งนำคนออกไป เมื่อหัวค่ำของคืนนี้
“หัวหน้าจู ท่าน ท่านเหตุใดจึงกลับมาแต่ผู้เดียวแล้วคนอื่นเล่า นี่ท่านได้รับาเ็หรือนี่”
จูเกิงเฉินส่งเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ความ พลางหันไปด้านหลังอย่างหวาดระแวง สายตาของจูเกิงเฉินทำให้โจรที่เฝ้ายามอยู่พลอยมองตามเข้าไปในความมืดที่ด้านหลัง
เสียงฝีเท้าไม่ดังนัก เดินเข้ามาใกล้ หลัวเซียนยิ้มแย้มเดินมือไพล่หลังเข้ามา แต่รอยยิ้มของหลัวเซียนนี้กลับทำให้คนของค่ายโจรที่เห็นรู้สึกเย็นวาบไปทั้งหัวใจ
ภายในค่ายโจร มีคนหลายสิบคนทั้งนั่งทั้งยืน ดื่มสุราส่งเสียงเอะอะอยู่รอบกองไฟ ฉับพลันประตูไม้ทั้งใหญ่ทั้งหนักที่ด้านหน้าค่ายก็แตกกระจายออก พร้อมด้วยเสียงโครมใหญ่ มีคนสามคนลอยละลิ่วเข้ามาด้านใน สร้างความตกตะลึงให้กับคนหลายสิบคนที่กำลังครื้นเครงอยู่
เมื่อควันจางลง กลับเห็นหนุ่มน้อยเยาว์วัยใช้มือปัดฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า เดินก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ ราวกับเดินชมสวนดอกไม้เช่นนั้น
“หัวหน้าค่ายของพวกเ้าอยู่ที่ใด เรียกออกมาพบข้า”
หนึ่งในกลุ่มโจรที่ระงับความแตกตื่นได้ก่อน ส่งเสียงตวาด
“เด็กน้อยเ้าเป็ใคร กลับกล้ามาก่อกวนถึงค่ายพยัคฆ์ซ่อน”
หลัวเซียนตวัดเท้าอย่างรวดเร็วคราหนึ่ง เศษท่อนไม้ที่อยู่บนพื้นก็พุ่งออกไปด้านหน้าราวเร็วราวกับสายฟ้า ศีรษะของคนที่กล่าววาจาแตกออกราวกับแตงโมที่ถูกทุบ
“ข้าถามอีกครา หัวหน้าค่ายของพวกเ้าอยู่ที่ใด เรียกออกมาพบข้า”
โจรร้ายที่ฆ่าคนปล้นชิงโดยไม่เกรงกลัว ในตอนนี้กลับถูกน้ำเสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งข่มสะกด จนพากันถอยหลังหนีโดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากอีก
หลัวเซียนเงยหน้ามองไปทางด้านในของค่ายที่ปลูกสร้างอยู่เหนือพื้นดิน ชายรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินก้าวออกมา เปร่งเสียงดังราวกับฟ้าผ่า
“เ้าเป็ใคร กลับกล้ามาก่อเื่ในที่ของข้า เด็กน้อยไม่เคยผ่านโลก เพียงเห็นว่ามีฝีมืออยู่ท่าสองท่าก็คิดสร้างชื่อ”
เกาลี่ฉีหัวหน้าค่ายพยัคฆ์ซ่อน ฝึกวิชามาหลายสิบปีเป็ศิษย์ของสำนักดาบทมิฬ มีชื่อเสียงในด้านวิชาดาบใหญ่ ตั้งตัวเป็โจรูเา ปล้นฆ่ามาหลายปี ในเงื้อมมือของเกาลี่ฉีไม่ทราบว่าเข่นฆ่าไปมากน้อยเท่าใด
หลัวเซียนยังคงเดินอย่างช้า ๆ สมุนโจรต่างเกรงกลัวหลัวเซียนจะลงมือต่อตนเอง พากันเบียดเสียดหลบออกเป็ทางเดิน
“เ้าคือ เกาลี่ฉี”
“ใช่”
“ประเสริฐ วันนี้ในปีหน้าจะเป็วันครบรอบวันตายของเ้า” กล่าวจบหลัวเซียนพลันพุ่งทะยานไปด้านหน้า ใช้มือเปล่าฟาดฝ่ามือใส่เกาลี่ฉีโดยไม่ลังเล
เกาลี่ฉีนับว่ามีฝีมือไม่เบา ไม่ทราบซุกซ่อนดาบใหญ่โตเช่นนี้ไว้ที่ใด เกาลี่ฉีขวางดาบไว้ด้านหน้า รอรับท่าฝ่ามือของหลัวเซียน หลัวเซียนเปลี่ยนจากฝ่ามือเป็ดัชนี ดีดเข้าที่ด้านข้างของตัวดาบ เสียงดัง “เคร้ง” ก้องไปทั่วบริเวณ เกาลี่ฉีสองมือสั่นะเื ต้องถอยหลังไปหลายก้าว
หลัวเซียนไม่รีรอ ใช้ฝ่ามือต่างดาบฟันเข้าที่ข้อมือของเกาลี่ฉี เกาลี่ฉีหดมือทั้งสองกลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นสะบัดตัวกลับหลังถีบเท้าออกไปด้านหลังด้วยความเร็ว หลัวเซียนะโปราดขึ้น ใช้ฝ่าเท้าของเกาลี่ฉีเป็ที่หยั่งเท้าหยิบยืมกำลัง ลอยคว้างไปด้านตรงข้าม
ลงมือเพียงไม่กี่กระบวนท่า เกาลี่ฉีถึงกับเหงื่อโทรมกาย ฝ่ายตรงข้ามแม้ใช้เพียงมือเปล่าแต่ดาบในมือของเกาลี่ฉี กลับทำร้ายฝ่ายตรงข้ามไม่ได้แม้แต่ชายเสื้อ เด็กน้อยผู้นี้เป็ใครกัน เหตุใดจึงมีฝีมือสูงส่งเช่นนี้
เกาลี่ฉีถอยหลังอีกครา ปักดาบลงตรงหน้า ประสานมือกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบต่างจากที่ผ่านมา
“จอมยุทธน้อย ฝีมือสูงส่ง เราท่านไม่รู้จักกันเหตุใดจึงลงมือ ้าสังหารผู้แซ่เกา”
หลัวเซียนลอยตัวลงบนยอดเสาด้านหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ
“ข้ากล่าวไปแล้วว่า วันนี้ในปีหน้าจะเป็วันครบรอบวันตายของเ้า คำพูดไม่อาจคืนคำ พวกเ้าตั้งตัวเป็โจร ที่ผ่านมาสังหารผู้คนไปนับไม่ถ้วน ยังถามหาเหตุผลอันใด ใช่กล่าววาจาไร้สาระแล้ว"