ตอนที่ 1 เทียนเอิน (1)
สนามอาชาเทียนเอินตั้งอยู่ที่เมืองบูรพาจิงจ้าว เดิมเป็สถานที่ขี่ม้าของอดีตฮ่องเต้เฉียนหลงสือ ต่อมาราชวงศ์เปิดทุ่งล่าสัตว์จิงหนานขึ้น ทำให้ที่นี่กลายเป็สถานที่ฝึกม้าของเหล่าบุรุษและสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งต้าอันแทน
ยามนี้ด้านนอกสนามอาชาเทียนเอิน มีดรุณีสองคนเดินขนาบเคียงกันมา ด้านหลังยังมีบ่าวรับใช้จูงม้าติดตามมาด้วยไม่น้อย
ดรุณีหน้ามนหนึ่งในสองนางนั้นเอ่ยขึ้นว่า “อาหนิง เมื่อครู่เ้าทำข้าใจริงๆ! กลัวเ้าจะไม่ได้สติเสียแล้ว!”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าอาหนิงแย้มยิ้ม พร้อมกับเผยดวงหน้างามหยด ตอบกลับเบาๆ ว่า “เหล่าเซิน[1]...ข้าไม่เป็ไร เ้าวางใจได้”
นางเกือบลืมไปแล้วว่า นางในตอนนี้ไม่ใช่เหล่าไท่จวิน[2]จากตระกูลกู้ผู้สูงศักดิ์มั่งมีแห่งหนานผิงอีกต่อไป แต่เป็เยี่ยสุยจากตระกูลเยี่ยแห่งซงหยาง
เยี่ยสุย นามรองอาหนิง นางมาฝึกม้าที่สนามอาชาเทียนเอินกับสหายคู่ใจเสิ่นเหวินฮุ่ย แต่กลับไม่ระวังพลัดตกจากม้า นางแค่หมดสติไปพักหนึ่ง ไม่ทันไรก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว โชคดีที่ไม่เป็อะไร…
ทว่าความเป็จริง กลับไม่เป็เช่นนั้น
เยี่ยสุยจำได้แม่นยำว่า เมื่อยี่สิบปีก่อนตนเคยประสบเหตุพลัดตกหลังม้าและสลบไสลไปสามวันสามคืนจึงจะฟื้นคืนสติ
นางฟังเสียงพูดเจื้อยแจ้วของเสิ่นเหวินฮุ่ย สมองพลันหวนนึกถึง…
รัชศกไท่หนิงปีที่ห้า ฮ่องเต้รับสั่งให้หัวหน้ากองงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ส่งกล่องของขวัญร่วมงานฉลองวันเกิดวัยสี่สิบปีของนาง ขุนนางมากมายในราชสำนักพากันส่งของล้ำค่านานาชนิดมาให้ บรรดาลูกหลานกตัญญูของนางต่างแย่งกันเข้ามาแนะนำตัวจนแทบจะแยงเข้ามาในตา จากนั้น…
จากนั้นนางตื่นขึ้นมาก็อยู่ในสนามอาชาเทียนเอินแล้ว ข้างกายมีเสิ่นเหวินฮุ่ยหรือพี่หญิงฮุ่ย สหายคนสนิทที่เป็ห่วงนางเสียยิ่งกว่าอะไร
สนามอาชาเทียนเอินน่ะหรือ...นางจำได้ชัดเจนยิ่ง นี่คือการขี่ม้าครั้งสุดท้ายในชีวิตนาง จำได้ว่าเมื่อถึงวัยปักปิ่น[3]ได้ไม่นาน ก็เคยมาสนามอาชาเทียนเอินกับพี่หญิงฮุ่ย
บัดนี้คือตอนนั้นเองหรือ คือยี่สิบห้าปีก่อนหรือนี่?!
นางถูกปลูกฝังความอดทนมานาน ต่อให้รู้สึกหวาดกลัว ทว่าไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อย
เสิ่นเหวินฮุ่ยเห็นนางเงียบไป ก็นึกว่านางใกลัวเข้าแล้ว จึงกล่าวปลอบว่า “อาหนิงไม่ต้องกลัว หากคราวหน้าพวกเรามาอีก ให้ทหารยามคอยเฝ้าดูอยู่ด้านข้างก็ได้”
เยี่ยสุยเผยอปากน้อยๆ หมายพูดบางอย่าง สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงผงกศีรษะให้
พี่หญิงฮุ่ยคงนึกไม่ถึงว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่พวกนางมาสนามอาชาเทียนเอินเมื่อชาติที่แล้ว
ต่อมาไม่นาน เพราะเกิดเื่ที่บ้านตระกูลฮุ่ย พี่หญิงฮุ่ยแต่งงานออกไปไกลถึงเจี้ยนหนานเมืองอี้โจว และไม่ได้กลับมาที่จิงจ้าวอีกเลย
ส่วนตัวนาง เพราะตกม้าครานี้ทำให้หมดสติไปสามวันสามคืนและกลายเป็โรคหวาดกลัวม้า ไม่เคยขี่ม้าอีก
ไม่นึกเลยว่านางจะได้มาที่สนามอาชาเทียนเอินและตกจากหลังม้าอีกครั้ง
ที่ต่างกันคือ ครั้งนี้นางฟื้นคืนสติเร็ว ไม่ถึงกับหมดสติและต้องให้คนหามกลับไปเหมือนชาติที่แล้ว…
ยามนี้เสียงม้าร้องดังขึ้นบริเวณทางเข้าสนามอาชา ม้าพันธุ์ดีจำนวนหนึ่งวิ่งกรูเข้ามาทางเยี่ยสุย
เยี่ยสุยหันมองตามเสียงโดยไม่รู้ตัว ทว่าเนื่องจากอยู่ห่างออกมาเล็กน้อย จึงเห็นเพียงสีแดงเด่นสะดุดตา
เสิ่นเหวินฮุ่ยที่อยู่ข้างนางกลับเหมือนนึกอะไรได้ สีหน้าพลันขาวซีด เอ่ยเสียงสั่นว่า “คะ...คือถีฉี[4]! คือถีฉี!”
เยี่ยสุยกำลังสับสน นึกไม่ออกว่าอะไรคือถีฉี ไม่เข้าใจว่าทำไมเสิ่นเหวินฮุ่ยถึงเกรงกลัวเช่นนี้
เพียงประเดี๋ยวเดียว ยอดทหารม้าเ่าั้ก็รุดมาถึงเบื้องหน้า เยี่ยสุยเองก็มองเห็นชัดเจนแล้ว พวกเขาล้วนสวมเครื่องแบบทหารสีแดงที่มีลายปักเป็เอกลักษณ์
ลวดลายสี่ปีกอสรพิษ เมฆหมอกร่ายรำ นี่มัน...ชุดคำรามอสรพิษนี่!
อสรพิษปรากฏกายย่อมเกิดหายนะใหญ่หลวง นี่คือชุดคำรามอสรพิษที่เป็ตัวแทนแห่งหายนะ!
มาถึงตรงนี้ สุดท้ายเยี่ยสุยก็นึกได้ว่าอะไรคือถีฉี ทั้งยังรู้แล้วว่าทำไมเสิ่นเหวินฮุ่ยถึงกลัวเกรงขนาดนี้
ในสมัยหย่งเจา ราชวงศ์ไม่มีหน่วยสืบราชการลับ หน่วยลับนี้จะรับคำสั่งโดยตรงจากฮ่องเต้ คอยควบคุมดูแลคุกหลวง เชี่ยวชาญด้านการจับกุม บทลงทัณฑ์โเี้อำมหิตน่าหวาดผวา เหล่าสตรีในห้องหอทั้งต้าอันล้วนเคยได้ยินกันถ้วนทั่ว
ถีฉีคือขันทีที่ทำงานให้หน่วยสืบราชการลับ เมื่อได้ยินคำว่าถีฉีย่อมต้องมีศพตายเกลื่อน เือาบนองไปทั่ว
บัดนี้ถีฉีปรากฏตัวอยู่ที่นี่ หรือว่าสนามอาชาเทียนเอินจะเกิดเื่อะไร
เชิงอรรถ
^ เหล่าเซิน สรรพนามเรียกตนเอง สำหรับผู้มีอายุ^ ยศหรือบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานแก่มารดาพระญาติสนิท หรือมารดาขุนนางที่มีความชอบ^ วัยปักปิ่น หมายถึงหญิงสาวเมื่ออายุเข้าวัยสิบห้าสามารถใช้ปิ่นปักผมได้ บ่งบอกสถานะว่าถึงวัยที่แต่งงานได้แล้ว^ ถีฉี คือคำย่อของหน่วยสืบราชการลับ