เทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน]

    ตอนที่ 34 ใต้ผืนดิน

     ความมืดใต้ผืนดินไม่ใช่ความมืดธรรมดา มันหนาแน่น อับชื้น และแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้


      หลัวอวิ๋นยืนอยู่หน้าทางลงใต้โกดังเก่า สายตานิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ เขาไม่รีบร้อน แม้ช่องทางนี้จะถูกเปิดขึ้นจากการที่เขากำจัดหน่วยเฝ้ายามไปก่อนหน้า แต่เขารู้ดีว่าความเงียบเช่นนี้ มักซ่อนบางสิ่งไว้เสมอ

       

       “โอมจังงัง กำบังกาย”


       เสียงท่องคาถาแผ่วเบา ร่างของเขาพร่าเลือน ก่อนจะกลืนหายไปกับเงามืด


       ก้าวแรกที่ลงสู่บันไดหิน เสียงฝีเท้าเบาจนแทบไม่ได้ยิน อุโมงค์ทอดยาวลงไปด้านล่าง กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นโลหิตจางๆลอยขึ้นมาตามอากาศ ยิ่งลงลึกแรงกดดันยิ่งเพิ่มขึ้น หลัวอวิ๋นหยุดเพียงชั่วครู่ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย


       “พลังหนาแน่นกว่าที่คิด”


       อุโมงค์แคบค่อยๆเปิดกว้างขึ้น แสงไฟจากคบเพลิงปรากฏเป็นระยะ เสียงโลหะกระทบหินดังสม่ำเสมอ เมื่อหลัวอวิ๋นมาถึงจุดหนึ่ง เขาชะลอฝีเท้าลง


       เบื้องหน้าคือภาพที่ทำให้สายตาของเขาเย็นลง ชายฉกรรจ์จำนวนมากกำลังใช้เครื่องมือขุดหินอย่างหนักหน่วง บางคนมีโซ่ล่ามที่ข้อเท้า บางคนมีบาดแผลเต็มตัว เลือดแห้งกรังติดตามเสื้อผ้า รอบๆด้านมีนักล่าของหอเนตรโลหิตยืนคุมอยู่ พวกมันสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก


       “เร็วเข้า!” เสียงแส้ฟาดลง


       “ถ้ายังชักช้าอยู่ จะได้ไปนอนรวมกับพวกนั้น!”


       ชายแก่คนหนึ่งล้มลง ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วย เพึยงแค่มองครู่เดียวก็เบือนหน้าหนีไป หลัวอวิ๋นมองภาพนั้นเพียงครู่ก่อนจะเบนสายตาออก เขาไม่เคฃื่อนไหว ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา


       เขาเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่นั้นอย่างเงียบงัน ลึกลงไป ลึกลงไปอีก จนกระทั่งลมหายใจของเขาชะงักเล็กน้อย เบื้องหน้าปรากฏหินสีเข้มขนาดใหญ่ฝังอยู่ในผนังอุโมงค์ แสงจางๆแผ่ออกมาจากภายใน ลมปราณหนาแน่นจนสัมผัสได้ด้วยผิวหนัง มันไหลเวียนช้าๆเหมือนมีชีวิต หลัวอวิ๋นยืนมอง สายตาแน่นิ่งราวกับหลงอยู่ในมนต์สะกด


       “นี่แหละ”


       “แกนแร่ปราณ”



       เขาไม่ได้เข้าไปทันที เบนสายตาสังเกตรอบด้านมีนักล่าคุมอยู่ไม่มาก เมื่อตัดสินใจได้แล้วหลัวอวิ๋นจึงเริ่มเคลื่อนไหว เงาร่างของเขาเลื่อนไหลไปตามผนัง ค่อยๆเข้าใกล้ ใกล้ขึ้น



       จนกระทั่ง มือแตะลงบนผิวของแร่ ในวินาทีนั้น ลมปราณพุ่งเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรุนแรง เหมือนน้ำทะลักเข้าสู่หลุมลึก ดวงตาของหลัวอวิ๋นวูบไหว แต่เขาคุมไว้ได้ แหวนมิติเปล่งแสง ส่วนหนึ่งของแกนแร่หายไป ถูกเก็บเข้าไปในแหวนทันที

       

       เขารีบถอยออกมา รุดออกจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว เข้ามาลึกในอุโมงค์ หลัวอวิ๋นเลือกมุมอับสายตานั่งลงด้านหลังก้อนหินใหญ่ เขาไม่ลังเลหยิบแกนแร่ออกมา วางลงบนฝ่ามือลมหายใจลึก


       “อาคมเสริมกาย โลหิตค้ำร่าง” พลังเริ่มไหลออกมาจากหินแร่

       

       ทันทีที่เริ่มดูดซับ ทุกอย่างเปลี่ยนไป ลมปราณทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง เส้นลมปราณสั่นสะเทือน ร่างกายเกร็ง เลือดในกายเดือดพล่าน



       “อึก…” เขากัดฟันแน่น


       ตันเถียนของเขาดูดพลังเข้าไปอย่างไม่เลือก เหมือนหลุมดำ ยิ่งดูดยิ่งต้องการ ความเจ็บปวดพุ่งขึ้น เส้นลมปราณเหมือนจะฉีกขาด ลมหายใจขาดเป็นช่วง เหงื่อไหลลงเต็มใบหน้า


       “ยังไม่พอ”


       เขารับโคจรลมปราณกดพลังลง บังคับมันดึงให้เข้ารูป เวลาผ่านไป ไม่รู้กี่ลมหายใจ ไม่รู้กี่ช่วงเวลา


       จนกระทั่งเสียงบางอย่างดังขึ้นภายในร่าง เหมือนกำแพงแตก ลมปราณที่ไหลอย่างสับสน เริ่มนิ่งสงบลง จากกระจัดกระจายกลายเป็นรวมตัว หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นแววตาเปลี่ยนไป นิ่ง ลึก ราวกับหลุมดำที่ไร้จุดสิ้นสุด

       

       “รวมปราณขั้นกลาง”



       เขาหายใจออกยาว ร่างกายยังเจ็บ แต่พลังต่างออกไปอย่างชัดเจน เขากำหมัดแน่น รู้สึกถึงการควบคุมที่ดีขึ้น



       แต่ทันใดนั้นเงอ เสียงฝีเท้านับสิบดังขึ้น ค่อยๆเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา หลัวอวิ๋นหรี่ตา รีบเก็บแกนแร่ทันที ร่างค่อยๆเลื่อนหายไปกับสภาพแวดล้อม 



       “ตรวจให้ทั่ว”


       เป็นเสียงที่คุ้นเคย เป็นหยางจื้อเฟิงยืนอยู่ด้านหน้าคนนับสิบ หลัวอวิ๋นไม่ขยับ ลมหายใจเบาที่สุด แต่แล้วอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น เรียบ นิ่งแฝงไปด้วยควาทกดดัน


       “หยุด”


       ทุกเสียงเงียบทันที ฝีเท้าอีกคู่เดินเข้ามา ช้าแต่มั่นคง หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ทันที แรงกดดันนี้เขาเคยเจอ


       ชายผู้หนึ่งปรากฏตัวในชุดสีเข้ม ไร้ลวดลาย ใบหน้าสงบ แต่สายตาเย็นจนไร้ความรู้สึก เขาไม่ต้องแผ่พลัง แต่ทั้งพื้นที่เหมือนถูกกดไว้



       หยางจื้อเฟิงก้มศีรษะเล็กน้อย


       “ท่านฉิน”


       ฉินมู่เหยียน ผู้ตรวจสอบจากหอเนตรโลหิต เขากวาดสายตามองรอบๆก่อนจะพูดเพียงสั้นๆ


       “แร่ปราณ ถูกบุกรุก!”



       บรรยากาศนิ่งสนิท ไม่มีใครกล้าพูดและไม่มีใครขยับ หลัวอวิ๋นในเงามืด สายตานิ่ง หัวใจเต้นช้าลง ฉินมู่เหยียนหยุดสายตาเบนไปยังจุดหนึ่ง หยุดตรงที่เขาซ่อนอยู่



       “ออกมา”



       หลัวอวิ๋นรู้ทันตัวการพรางตัวใช้ไม่ได้ผลแล้ว เขาก้าวออกจากเงาพร้อมกับค้อนปรากฏในมือ สายตาทั้งสองปะทะกัน ไม่มีคำพูด ไม่มีการแนะนำตัว 



       ฉินมู่เหยียนขยับก่อน ร่างของเขาเลือนหายจากจุดเดิมในพริบตา สัญชาตญาณของหลัวอวิ๋นร้องเตือนทันที เขายกค้อนขึ้นรับแทบจะพร้อมกัน


       “เคร้ง!”


       เสียงปะทะดังสนั่น อุโมงค์ทั้งสายสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน แขนทั้งสองข้างของหลัวอวิ๋นชาจนแทบหมดความรู้สึก ร่างถูกกดถอยหลังไปหลายก้าว


       การโจมตีรวดเร็วและหนักเกินไป ต่างจากหยางจื้อเฟิงคนละระดับ ยังไม่ทันตั้งหลัก พลังอีกระลอกก็พุ่งเข้ามา หลัวอวิ๋นบิดตัวหลบ คมพลังเฉือนผ่านไหล่ซ้าย เลือดพุ่งกระจายทันที ความเจ็บแล่นขึ้นจนเส้นประสาทกระตุก แต่เขายังคงกัดฟันไม่ถอย ค้อนในมือเหวี่ยงสวนกลับอย่างรุนแรง ฉินมู่เหยียนยกมือขึ้นรับง่ายๆ


       “ปัง!”


       แรงกระแทกระเบิดออก แต่ร่างของอีกฝ่ายกลับไม่สั่นแม้แต่น้อยดวงตาของหลัวอวิ๋นนิ่งลงทันที คนตรงหน้าแข็งแกร่งเกินกว่าจะสู้ด้วยระดับรวมปราณทั่วไป


       “แค่นี้เองหรือ” ฉินมู่เหยียนกล่าวเรียบๆ 


       “ข้านึกว่าจะเก่งมากกว่านี้” สิ้นเสียง ร่างของเขาก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง


       หลัวอวิ๋นรับการโจมตีได้สองครั้ง แต่ครั้งที่สามกลับทะลวงผ่านการป้องกัน กระแทกเข้าที่หน้าอกเต็มแรง


       “อั่ก!”


       ร่างของเขาปลิวกระแทกผนังหิน เสียงกระดูกลั่นดังชัด เลือดไหลออกจากมุมปากทันที นักล่ารอบด้านมองภาพนั้นด้วยสายตาหวาดกลัวพวกมันไม่เคยเห็นฉินมู่เหยียนลงมือจริงมาก่อน และยิ่งไม่คิดว่าจะมีใครรับการโจมตีได้โดยยังลุกขึ้นยืน


       หลัวอวิ๋นใช้ค้อนค้ำร่างลุกขึ้นช้าๆ ลมหายใจหนักขึ้นทุกครั้งที่สูดเข้า ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน หากสู้ต่อแบบนี้ เขาจะต้องตายแน่ แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงหัวเราะเย็นชาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง


       “ในที่สุดเจ้าก็จนมุม”


       หยางจื้อเฟิงก้าวออกมา กระบี่ในมือเปื้อนเลือดจางๆ สายตามองหลัวอวิ๋นราวกับมองคนตาย


       “ครั้งก่อนเจ้าหนีไปได้ แต่คราวนี้ไม่มีทางแล้ว”



       หลัวอวิ๋นกวาดตามองทั้งสองคน หน้าหลังไม่มีทางให้ถอย ฉินมู่เหยียนยืนสงบนิ่ง ไม่รีบร้อนลงมือ ส่วนหยางจื้อเฟิงค่อยๆ เดินเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ


       “ต้องจับเป็นหรือไม่ขอรับ?”


       “ถ้าทำได้ก็ดี” ฉินมู่เหยียนตอบเรียบๆ “แต่ถ้าขัดขืน ฆ่ามันทิ้งซะ”


       ประโยคนั้นทำให้แววตาของหยางจื้อเฟิงเปลี่ยนไปทันที เขาพุ่งเข้าใส่หลัวอวิ๋นโดยไม่ลังเล คมกระบี่แทงตรงเข้าหาลำคอ หลัวอวิ๋นยกค้อนปัดออก แต่แรงอีกด้านจากฉินมู่เหยียนก็กดเข้ามาพร้อมกัน


       “ปัง!”


       แรงกระแทกซัดเขาถอยอีกครั้ง หยางจื้อเฟิงไม่ปล่อยโอกาส ควบคุมกระบี่เปลี่ยนทิศ ฟันเฉียงเข้าที่สีข้าง


       “ฉัวะ!” เลือดสาดออกมา ความเจ็บแปลบแล่นทั่วร่าง


       “ฮ่า! หมดสภาพแล้วรึ” หยางจื้อเฟิงหัวเราะ “เมื่อก่อนอวดดีนักไม่ใช่หรือไง!”


       หลัวอวิ๋นไม่ตอบ ลมหายใจของเขาช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ ดวงตานิ่งผิดปกติ ฉินมู่เหยียนหรี่ตาเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เริ่มเปลี่ยนไป 


       ลมปราณรอบตัวหลัวอวิ๋นกำลังสั่น หยางจื้อเฟิงยังไม่รู้ตัว เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง หวังปิดฉากด้วยกระบวนท่าเดียว แต่คราวนี้ มือของหลัวอวิ๋นคว้าข้อมือเขาไว้แน่น หยางจื้อเฟิงชะงักทันที


       “อะไรกัน?”


       แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกข้อมือเริ่มลั่น ดวงตาของหลัวอวิ๋นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดงเข้ม เส้นเลือดปูดขึ้นตามลำคอและแขน ลมปราณใต้ดินเริ่มหมุนวนเข้าหาเขา


       “อาคมหลอมโลหิตกลืนปราณ”


       ทันทีที่คาถาจบลง พลังรอบด้านก็พุ่งเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่งพื้นดินสั่น อากาศหนักขึ้น เลือดไหลออกจากมุมปากของหลัวอวิ๋น แต่แรงกดดันจากร่างกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว หยางจื้อเฟิงเริ่มหน้าซีด


       “บ้าเอ๊ย ปล่อยข้า!”


       เขาพยายามดิ้นหนี แต่สายเกินไปแล้ว หลัวอวิ๋นเหวี่ยงค้อนขึ้นแล้วฟาดลงเต็มแรง


       “ปังงง!”


       เสียงกระดูกแตกดังสะเทือนอุโมงค์ กะโหลกของหยางจื้อเฟิงยุบลงทันที เลือดและเศษกระดูกกระจายเต็มพื้น ร่างทั้งร่างกระแทกพื้นอย่างไร้ชีวิต 


       “ตายคาที่”


       ทั้งอุโมงค์เงียบกริบ นักล่าทุกคนร่างแข็งค้าง ไม่มีใครคิดว่าหยางจื้อเฟิงจะถูกฆ่าในพริบตาแบบนี้ ฉินมู่เหยียนเองก็เงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่สายตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นครั้งแรก


       “วิชานั่น” เขาพึมพำ “น่าสนใจ”


       หลัวอวิ๋นไม่ปล่อยจังหวะให้หลุด เขาพุ่งเข้าหาฉินมู่เหยียนต่อทันทีพลังใหม่กำลังพลุ่งพล่านทั่วร่าง ค้อนในมือส่งเสียงครางราวกับรับพลังไม่ไหว


       “ตาย!”


       ค้อนฟาดลงอย่างรุนแรงที่สุดตั้งแต่เขาเคยใช้มา ฉินมู่เหยียนยกกระบี่ขึ้นมารับ


       “ตู้ม!”


       แรงปะทะระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทก อุโมงค์แตกร้าวเป็นทางยาว เท้าของฉินมู่เหยียนถอยหลังไปครึ่งก้าว เพียงแค่ครึ่งก้าว แต่พอให้ทุกคนเบิกตากว้าง เพราะนี่คือครั้งแรกที่มีคนผลักเขาถอยได้


       หลัวอวิ๋นไม่หยุด เขาโจมตีต่อเนื่องราวกับพายุ ค้อนฟาดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า พลังหลอมโลหิตทำให้ทุกการโจมตีหนักหน่วงผิดปกติ ฉินมู่เหยียนเริ่มตอบโต้จริงจังขึ้น แขนเสื้อของเขาฉีกขาดเล็กน้อยจากแรงปะทะ


       “เจ้าฝืนพลังเกินขีดจำกัด” เขากล่าวเสียงเย็น “ร่างเจ้ารับไม่ไหวหรอก”


       “งั้นก็ฆ่าเจ้าให้ทันก่อน!” หลัวอวิ๋นคำราม พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง ค้อนปะทะกับพลังของฉินมู่เหยียนตรงๆ


       ครั้งแรก


       “เคร้ง!”


       รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏบนผิวค้อน


       ครั้งที่สอง


       “เคร้ง!”


       รอยร้าวขยายกว้างขึ้น


       ครั้งที่สาม


       ฉินมู่เหยียนกดพลังลงเต็มที่


       “พอได้แล้ว”


       “ปัง!”


       เสียงแตกดังลั่น ค้อนโลหะแตกกระจายต่อหน้าต่อตา เศษเหล็กปลิวว่อนทั่วอุโมงค์ หลัวอวิ๋นชะงักไปเสี้ยววินาที อาวุธที่อยู่กับเขามาตลอด “พังแล้ว”


       และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฉินมู่เหยียนก็โจมตีสวนกลับ พลังมหาศาลซัดเข้าที่ร่างหลัวอวิ๋นเต็มแรง


       “อั่ก!”


       ร่างของเขาปลิวกระแทกพื้น กลิ้งไปหลายตลบ เลือดทะลักออกจากปากไม่หยุด พลังหลอมโลหิตเริ่มเสียการควบคุม เส้นลมปราณปวดราวจะแตกออกจากกัน หากยังฝืนสู้ต่อ เขาจะตายก่อนแน่นอนหลัวอวิ๋นกัดฟันแน่น เขาไม่ลังเลอีกต่อไป


       “อาคมแมลง จงกลายเป็นต่อแตน!” ฝูงแมลงพุ่งกระจายออกทุกทิศ


       “อาคมควายธนู!” ควายอาคมพุ่งเข้าชนเปิดทาง ในจังหวะที่ทุกอย่างปั่นป่วน เขาก็ใช้พลังสุดท้าย


       “โอมจังงัง กำบังกาย” ร่างของเขาพร่าเลือนแล้วหายไปในความมืด ฉินมู่เหยียนสะบัดพลังทำลายฝูงแมลงในพริบตา แต่เมื่อมองไปด้านหน้า หลัวอวิ๋นก็หายตัวไปแล้ว เหลือเพียงศพของหยางจื้อเฟิง เลือด และเศษค้อนแตกกระจายเต็มพื้น


       ฉินมู่เหยียนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองเศษค้อนชิ้นหนึ่งบนพื้น


       “เป็นวิชาน่าสนใจจริงๆ” เขากำเศษโลหะไว้ในมือ ดวงตาเย็นลงกว่าเดิม


       “ครั้งหน้า เจ้าหนีไม่รอดแน่”


       ด้านนอกภูเขา หลัวอวิ๋นปรากฏตัวกลางป่าทึบ ร่างของเขาโซเซอย่างหนัก ก่อนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น เลือดไหลหยดไม่หยุด แขนทั้งสองข้างสั่นเทา แต่ในมือเขายังคงกำเศษค้อนเอาไว้แน่น เขามองมันเงียบๆ อยู่นาน ก่อนสูดลมหายใจลึก สายตาค่อยๆ เย็นลงอีกครั้ง


       “ครั้งหน้า”


       “ข้าจะแข็งแกร่งกว่านี้”


       ลมกลางคืนพัดผ่านป่าเบาๆ ร่างของหลัวอวิ๋นฟุบลงหมดสติไปท่ามกลางความมืดมิด ขณะเดียวกัน กลุ่มนักล่าก็ออกค้นหาตามล่าทั่วทั้งภูเขา 


    ***ต่อไปจะลงตอนใหม่อย่างน้อยอาทิตย์ละ3ตอน หากเจอคำที่สะกดผิดต้องขออภัยด้วยนะครับ ใช้มือถือเขียนนิ้วเบียด***


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน] ที่คุณอ่าน