หลังจากใช้ชีวิตเป็พนักงานออฟฟิศผ่านมาสามเดือนอัศดินทร์ก็ไต่อันดับขึ้นไปถึงชั้นที่ยี่สิบห้าและกลายเป็ผู้บริหารที่มีเพื่อนเป็พนักงานบริษัทมากที่สุดทุกคนต่างรู้กันทั่วบริษัทว่าอัศดินทร์คือลูกของท่านประธานที่จะเข้ารับตำแหน่งรองประธานในสักวันหนึ่งข้างหน้าต่างให้ความเคารพและนับถือในเวลาเดียวกันเพราะความพยายามของอัศดินทร์ที่แสดงให้เห็น
“คุณอัศวันนี้ไปดื่มด้วยกันหน่อยมั้ยครับ”เพื่อนประจำแผนกชั้นยี่สิบห้าเอ่ยชวน
“เห็นทีวันนี้คงจะต้องปฏิเสธล่ะครับคุณถา ผมมีนัดแล้ว”
“งั้นคราวหน้านะครับ”
อัศดินทร์ยิ้มรับก่อนพนักงานชายคนนั้นจะผละไปนั่งประจำที่ของตัวเองอัศดินทร์เคยไปดื่มกับพนักงานคนอื่นๆแล้วหลายครั้งเขาเป็ทั้งผู้เลี้ยงและผู้ถูกเลี้ยงที่นั่นเขาได้รู้อะไรหลายๆอย่างในวงสนทนาก่อนหน้าที่จะเลื่อนขั้นขึ้นมาที่ชั้นยี่สิบห้าอัศดินทร์ได้สร้างความประทับใจให้แก่พนักงานโดยการเข้าช่วยเหลือพนักงานชายคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนบริษัทประกันทำท่าจะบิดพลิ้วไม่จ่ายเงินแต่อัศดินทร์ให้ทนายประจำบริษัทเป็คนจัดการทางด้านกฏหมายจนพนักงานชายคนนั้นได้รับค่าชดเชยจนครบทุกบาททุกสตางค์แม้จากคู่กรณีด้วยก็ตาม
นอกจากนี้อัศดินทร์ยังได้เสนอไปยังฝ่ายบริหารให้มีการปรับปรุงสวัสดิการต่างๆให้สอดคล้องกับการทำงานและความจำเป็ของพนักงานจนทุกอย่างดูเป็ระบบระเบียบและทันสมัยมากขึ้นไม่ใช่ว่าพ่อของอัศดินทร์ไม่คิดจะทำหากแต่การมองจากมุมสูงและจากการบริหารแบบเก่าอาจจะทำให้ไม่ละเอียดมากพอที่มองเห็นมุมต่างๆเหล่านี้การมาของอัศดินทร์จึงเหมือนได้รื้อระบบเก่าให้ทันสมัยมากขึ้นการให้ความสนิทสนมและช่วยเหลือพนักงานด้วยใจจริงทำให้อัศดินทร์เป็ที่ชื่นชมและไว้วางใจของพนักงานเป็อย่างมาก
อัศดินทร์ยกนาฬิกาขึ้นดูและคว้าสูทลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานทันทีเมื่อเข็มนาฬิกาแตะถึงเวลาเลิกงานเขาเดินปะปนเข้าไปในลิฟต์กับพนักงานที่ต่างทักทายเขากันเซ็งแซ่สาวๆพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ได้ยืนประกบเ้านายสุดหล่อแถมใจดีนอกจากการได้รับการยอมรับเื่การทำงานแล้วในด้านหน้าตาอัศดินทร์ก็จัดเป็หนุ่มในฝันอันดับหนึ่งของบริษัทไปแล้วในขณะนี้ด้วยคะแนนนำห่างหนุ่มๆคนอื่นๆอย่างขาดลอย
“ให้ผมไปรับมั้ยหรือว่าเจอกันที่ร้านพี่เอกเลย”อัศดินทร์โทรหานับนทีทันทีเมื่อออกจากลิฟต์ ก่อนจะทิ้งท้ายก่อนวางสายว่า “โอเคเจอกันที่ร้านเลยนะครับ”
อัศดินทขับรถมุ่งหน้าไปยังร้านของเอกภพที่ซึ่งเป็ที่นัดหมายทานข้าวเย็นในวันนี้หลังจากเป็แขกมื้ออาหารเช้าของบ้านนับนทีมาหลายเดือนในที่สุดอัศดินทร์ก็กลายเป็คนคุ้นเคยของครอบครัวเล็กๆนั้นเรียบร้อยเขาสามารถเข้าออกบ้านของนับนทีโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอเลยด้วยซ้ำทว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาขลุกอยู่ที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนกลับบ้านไม่ตรงเวลาจึงไม่ได้แวะไปหานับนทีมีเพียงถามไถ่กันทางแชทเท่านั้นวันนี้จึงเป็โอกาสดีที่เลิกงานเร็วเพื่อนัดนับนทีไปทานข้าวที่ร้านเอกภพ
ที่นั่นเอกภพเตรียมอาหารไว้เสร็จทุกเมนูแล้วทุกอย่างถูกนำมาเสิร์ฟรอที่โต๊ะพิเศษบนชั้นสองของร้านอัศดินทร์ขึ้นไปนั่งจิบอะไรเบาๆกับเอกภพรอนับนทีที่ยังเดินทางมาไม่ถึง
“ไง ได้ข่าวว่างานรัดตัวมากเหรอ ใกล้จะขึ้นเป็รองประธานแล้วสิ”เอกภพที่กลายเป็อีกคนหนึ่งที่อัศดินทร์คุ้นแล้วในตอนนี้ถามขึ้นขณะที่เดินไปรินเครื่องดื่มมาส่งให้
“คงซักพักครับ แต่ก็ใกล้แล้วแหละ”
“เก่งนะเนี่ยกลับมาไม่กี่เดือนเรียนรู้งานได้เร็วมาก”
“แต่ก็ลากเืน่าดูพี่เอกผมไม่ได้กลับบ้านเลยถ้าวันไหนอ่านเอกสารติดพันอยู่”
“ได้ยินนับพูดเหมือนกันว่าอัศไม่ได้ไปที่ร้านเลย่นี้”
“พี่นับเล่าให้ฟังเหรอ”อัศดินทร์ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินว่านับนทีเอ่ยถึงตัวเองให้เอกภพฟัง“ผมไม่ได้เจอคนโปรดของผมมาตั้งสองอาทิตย์แล้วแน่ะคิดถึงแกมากเลยนัดมาทานของอร่อยๆฝีมือพี่เอก”
“ระวังล่ะ ตำแหน่งคนโปรดของอัศจะโดนแย่งไปนะ” เอกภพเอ่ยทั้งหัวเราะน้อยๆเขารู้จากปากนับนทีแล้วว่าอัศดินทร์ค่อนข้างเขม่นกับธีร์ถึงขนาดงอนลูกสาวตอนที่รู้ว่าธีร์เป็คนโปรดอันดับหนึ่งของแกเพราะธีร์ซื้อตุ๊กตากับช็อคโกแล็ตมาฝากและนั่นเป็จุดเริ่มต้นที่สะกิดความสงสัยในใจเอกภพเป็อย่างมากว่าความรู้สึกของอัศดินทร์ที่มีต่อนับนทีนั้นเป็ความรู้สึกชนิดไหน
“ผมถึงต้องรีบเจียดเวลาที่มีน้อยนิดมาเลี้ยงอาหารอร่อยๆแกยังไงล่ะว่าแต่ผมถามอะไรพี่เอกหน่อยได้มั้ย”
“ได้สิ อัศถามมาได้ทุกเื่เลย”
“เื่พี่นับ”
เอกภพยิ้มมุมปากขณะที่ขยับศรีษะให้อีกฝ่ายเป็การตอบรับคำขอ
“คุณธีร์อะไรนั่นอยู่ในสถานะไหนกับพี่นับเหรอครับ”
“ทำไมอัศไม่ถามนับล่ะ”
“เขาชอบเฉไฉ”
เอกภพหัวเราะน้อยๆเพราะคิดภาพบ่ายเบี่ยงไม่ตอบของนับนทีได้ดีและตอนนี้ก็ออกจะแน่ใจอะไรๆบางอย่างขึ้นมาแล้ว บางอย่างที่เขานึกสงสัยในตัวคนสองคน“คงยังไม่ไปถึงไหนหรอก ก็กำลังตามจีบอยู่แต่นับเองก็ยังไม่ว่ายังไง”
“แล้วพี่เอกล่ะ”
“หืม”
“คิดยังไงกับพี่นับ”
“ฮ่าๆๆ วนมาเื่พี่ได้ยังไงเนี่ย” เอกภพหัวเราะมองเห็นเ้าหมาตัวโตที่กำลังหวงเ้าของและจ้องจะงับทุกคนที่ไม่น่าไว้ใจ“ก็เป็เพื่อน”
เอกภพตอบเขาเห็นคนฝั่งตรงข้ามยิ้มออกมาน้อยๆถ้าเปรียบเป็หมาก็คงกำลังกระดิกหางด้วยความดีใจอยู่ก่อนจะทิ้งะเิปั่นอารมณ์เ้าหมาหวงเ้าของไปสักหน่อย“แต่ไม่เคยละความพยายามในการจีบ”
“อ้อ” เ้าหมาที่เพิ่งกระดิกหางเปลี่ยนท่าทีเป็จ๋อยลงทันทีเอกภพอยากะเิหัวเราะออกมาถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายอาจจะโมโหเขาเข้า
“พี่ว่าทำไมพี่นับถึงไม่รับรักใครซักคน”
“คำถามนี้พี่น่าจะให้คำตอบไม่ได้ อัศต้องไปถามนับเองแล้วล่ะ”เอกภพตอบโดยไม่สบตาอัศดินทร์เขารู้อยู่แล้วในเหตุผลของนับนทีว่าทำไมถึงไม่ยอมรับรักใครเลยสักคนทั้งที่คนที่เข้ามาก็ไม่เลวเลยสักนิดแต่จะเล่าให้อัศดินทร์ฟังได้ยังไงในเมื่อคำตอบที่อัศดินทร์เอ่ยถามก็คือเพราะตัวของอัศดินทร์เองนั่นแหละ
“หรือพี่นับไม่เคยลืมรักเก่า ผมหมายถึงพ่อของของขวัญ”
เอกภพยิ้มตอบได้เพียงสั้นๆว่า“อาจจะใช่”
อัศดินทร์กำลังจะอ้าปากถามต่อก็เห็นเอกภพร้องขึ้นก่อนจะหันไปมองตามก็เห็นครอบครัวของนับนทีเปิดประตูเข้ามาในร้านเอกภพยิ้มให้คนทั้งสามพร้อมพูดในใจว่า‘เอกยังไม่ได้พูดอะไรให้ไอ้ลูกหมาของนับสงสัยเลยนะเอกก็แค่บอกว่านับอาจจะลืมคนรักเก่าพ่อของยัยหนูของขวัญไม่ได้’
“น้าอัศ”
อัศดินทร์ลืมบทสนทนาที่จะเอ่ยถามเอกภพต่อผละลุกจากโต๊ะเพื่อย่อตัวลงรับเด็กหญิงที่วิ่งขึ้นบันไดมาพร้อมรอยยิ้มสดใสเข้ามาไว้ในวงแขนหอมแก้มซ้ายขวาของแกอย่างมันเขี้ยวแล้วเอ่ยคำถามออดอ้อนกันทันที
“คนสวยของน้าอัศ คิดถึงกันไหมเอ่ย”
“คิดถึงมากๆเลยค่ะ น้าอัศไม่ไปเจอของขวัญเลย”
“ขอโทษนะคะ ่นี้น้าอัศยุ่งมากเลยแต่เดี๋ยวพรุ่งนี้น้าอัศไปทานข้าวเช้าด้วยค่ะ”
หลังจากคุยกระหนุงกระหนิงกันกับเด็กหญิงเสร็จอัศดินทร์จึงได้หันไปมองนับนทีที่เดินตามหลังลูกสาวมากวาดสายตาสำรวจคนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบสองสัปดาห์แล้วจึงยิ้มให้
“ไม่ได้ไปหาเลย โอเคนะครับ”
“โอเคสิ นายล่ะ งานรัดตัวมากเลยเหรอ ผมยาวเฟื้อยเชียว”
“อื้ม ผมกำลังย้ายชั้นขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น เลยอ่านเอกสารหัวหมุนผมเผ้าก็ยังไม่มีเวลาไปตัดแต่กลัวว่าตำแหน่งคนโปรดอันดับหนึ่งจะถูกแย่งเลยต้องเจียดเวลามาเจอสักหน่อย”
นับนทียิ้มก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอาหารเอกภพที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วขยิบตาส่งมาให้เป็เชิงแซว นับนทีค้อนเพื่อนทางสายตาอัศดินทร์ที่สวัสดีคุณป้าเสร็จแล้วเชื้อเชิญท่านเข้ามานั่งและอุ้มเด็กหญิงไปนั่งข้างๆตัวเองบนที่นั่งตรงข้ามกับนับนที
เอกภพเป็คนเอ่ยแนะนำอาหารที่เขาตั้งใจทำเป็พิเศษและบอกให้ทุกคนเริ่มทานไปด้วยคุยไปด้วย
“พรุ่งนี้ว่างมั้ย สูทเสร็จแล้วนะ ไปลองสักหน่อยเผื่อมีอะไรต้องแก้”นับนทีเอ่ยบอกอัศดินทร์ที่กำลังตักอาหารให้ลูกสาว
“ได้ครับ จริงๆตอนเช้าก็ว่าจะไปทานอาหารด้วย แล้วเดี๋ยวตอนเย็นแวะไปลองสูท”
“โอเค”
เอกภพที่ลอบฟังทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนมก็แอบยิ้มเมื่อนับนทีหันมาสบตาจึงแกล้งทำท่ายิ้มกรุ้มกริ่มเป็เชิงแซวใส่่หนึ่งที่อัศดินทร์พาเด็กหญิงกับคุณป้าไปเลือกไอศครีมเอกภพได้มีเวลาเอ่ยปากกับนับนทีตามลำพัง
“ก่อนนับมา เด็กนับถามเอกเื่นับนะ”
“หืม ถามเื่อะไร”
“ถามว่าทำไมนับไม่เปิดใจให้ใครซักที”
นับนทีอึ้งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินแบบนั้นในหัวใจรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยปากถามเพื่อน “แล้วเอกตอบไปว่าไง”
“ให้ไปถามนับเอง”
“อ้อ”
“อัศไม่เคยถามเื่ของขวัญเหรอ”
“เคยถามตอนมาถึงไทยวันแรก”
“ถามว่า”
“ใช่ลูกอัศมั้ย”
เอกภพมองนับนทีก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเดาคำตอบได้โดยที่นับนทีไม่ต้องตอบ“นับเลยโกหกว่าไม่ใช่”
“ก็…อย่างที่นายเห็น”
“แล้วอัศไม่ได้ถามต่อเหรอว่าใครเป็พ่อเด็ก”
“อัศไม่ใช่คนมีนิสัยซอกแซกถามหรอก และตอนนั้นเราเพิ่งเจอกันครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันหลายปีความรู้สึกมันยังกระอักกระอ่วนกันอยู่”
“แล้วความรู้สึกตอนนี้ล่ะ” เอกภพไล่ต้อนนับนทีต่อ
นับนทีอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อถูกเอ่ยถามตรงๆจากเพื่อนสนิทก่อนจะอ้อมแอ้มออกมา “ก็อย่างที่เห็นว่าโอเคดี”
“แน่ใจนะว่าโอเคดี”
“แน่ใจสิ” นับนทีตอบหากแต่ไม่สบตาเอกภพตรงๆเพราะรู้ว่าเพื่อนอ่านสิ่งที่ส่งผ่านออกมาทางสายตาได้โดยเฉพาะคนที่ซ่อนความรู้สึกไม่เก่งอย่างนับนที
เอกภพที่สนิทกับนับนทีมาหลายปีและรู้ความเป็ไปทุกอย่างของนับนทีรู้ดีว่านับนทีไม่โอเคอย่างที่บอกเลยสักนิดภายใต้รอยยิ้มนั้นซุกซ่อนทั้งความเ็ป อึดอัด และกดความรู้สึกหลายๆอย่างไว้
“บอกตอนนี้ยังทันนะนับ”
“okbabe, i will wait…”
ยังไม่ทันที่นับนทีจะได้ตอบเอกภพอัศดินทร์ก็จูงมือเด็กหญิงที่กำลังทานไอศครีมในมือมาที่โต๊ะพร้อมคุยโทรศัพท์ทั้งนับนทีและเอกภพต่างได้ยินประโยคหวานของอัศดินทร์ที่ส่งผ่านไปยังปลายสายได้อย่างชัดเจน
“แฟนโทรมาเหรอ” นับนทีเอ่ยถาม
“ครับ เค้าจะมาหา”
“พามาเจอหน่อย อยากรู้จัก”
“ต้องพามาให้พี่รู้จักแน่”
นับนทีสบตากับเอกภพแทนคำตอบที่เอกภพถามเมื่อสักครู่เอกภพหรี่ตามองแซวที่นับนทีเอ่ยปากบอกให้อัศดินทร์พาแฟนมาเจอ
“แฟนรู้จักกันที่นั่นเหรอ” เอกภพถามอัศดินทร์ขึ้นบ้าง
“ครับ เราเรียนด้วยกัน เค้ามาจากหมู่บ้านเล็กๆในประเทศหนึ่งเอ่ยชื่อประเทศไปก็ไม่น่ามีใครรู้จัก เรียนเก่ง ขวนขวายสอบชิงทุนรัฐบาลมาได้รู้จักกันเพราะตอนนั้นผมค่อนข้างจะเป็ตัวประหลาดของคลาส ไม่ยอมพูดกับใคร ไม่มีเพื่อนสักคนเค้าเป็คนแรกที่เข้ามาคุยกับผมและแนะนำเพื่อนๆให้ อ้อ สอนภาษาอังกฤษให้ผมด้วย”อัศดินทร์เล่ายิ้มๆ
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเอาชนะใจอัศได้” นับนทีแซวขึ้น
“พี่ก็รู้ผมแพ้คนใจดี” อัศดินทร์ตอบทั้งยิ้มกว้างให้นับนที
“พี่นับก็ใจดีมากเลยใช่มั้ยล่ะ” เอกภพเอ่ยแทรกนับนทีลอบถลึงตาใส่เพื่อนทำปากขมุบขมิบใส่ ใจความว่า ‘ขอร้องอย่าชง’
“ผมเลยไม่เคยชนะพี่นับไง ต้องคลานมาหาพี่นับั้แ่วันแรกที่เหยียบไทยแถมตอนนี้แพ้ให้ลูกสาวพี่นับด้วย”อัศดินทร์วางมือลงบนกลุ่มผมนุ่มของเด็กหญิงที่นั่งอยู่ข้างๆทานไอศครีมโดยไม่สนใจใคร
“มีแพลนแต่งหรือยัง” เอกภพถามต่อ
“อย่างที่บอกวันรวมตัวกับเพื่อนๆคราวนั้น ผมยังไม่รีบ ขอทำงานก่อน”
“แล้วแฟนโอเคไหมถ้าต้องมาอยู่ที่นี่” เอกภพถามต่อเขากำลังถามแทนนับนทีที่ไม่กล้าถามแต่คงจะอยากรู้มากเช่นกันดูจากท่าทางที่ตั้งอกตั้งใจฟังเป็อย่างมากเวลาที่อัศดินทร์เล่าอะไรยาวๆให้ฟัง
“ยังไม่ได้คุยกันเลยครับ อย่างว่าเราไม่ได้เร่งรีบจะแต่งกันขนาดนั้นตอนนี้ต่างคนก็ต่างทำงาน ผมก็กำลังหัวหมุนอยู่ทางนี้เขาเองก็กำลังหัวหมุนอยู่ทางโน้นเช่นกัน”
“ก็จริง อัศเพิ่งจะย่างยี่สิบห้าเอง ยังมีเวลาอีกเยอะไม่เหมือนเราเนอะนับเลยเลขสามมาเบาๆแล้ว”
“แต่พี่นับกับพี่เอกก็ยังดูไม่แก่เลยนะถ้าบอกว่ายังอยู่หลักสองปลายๆก็เชื่อ”
“นับเค้ายังดูเด็กจริง แต่พี่ไม่ไหวแล้วแหละ มีผมหงอกแซมเล็กๆแล้วสงสัยต้องหาแฟนเด็กๆซักคน เค้าบอกว่ากินเด็กะไม่ใช่เหรอ”เอกภพตอบติดตลกแต่ปลายประโยคไม่วายแซวนับนทีที่ถลึงตาใส่กลับมา
“แต่คบผู้ใหญ่ก็ไม่เลวนะครับ ผู้ใหญ่บางคนก็น่าค้นหาดี”อัศดินทร์ตอบกลั้วหัวเราะ
“ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” นับนทีเอ่ยแทรกขึ้นแล้วลุกออกจากโต๊ะทันที
ได้ยินเสียงเอกภพหัวเราะไล่หลังนับนทีกำมือแน่นอยากจะทุบเพื่อนให้หลังแอ่นจริงๆในขณะที่นับนทีกลัวแสนกลัวที่จะแสดงความรู้สึกใดใดต่อหน้าอัศดินทร์แต่เอกภพกลับยิ่งพาให้อัศดินทร์เข้ามาใกล้ความรู้สึกนับนทีมากขึ้นเท่านั้นทั้งไล่ต้อนทั้งถามคำถามที่ชี้ทางอย่างคำถามเมื่อสักครู่ที่ว่ากินเด็กแล้วะนั่นทำไมนับนทีจะไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังแซวอยู่
ดังนั้นกว่าจะจบมื้ออาหารมื้อพิเศษนี้นับนทีก็ได้ใจเต้นอยู่อีกหลายยกแต่ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นมีการแลกเปลี่ยนเื่ต่างๆกันมากมายคำถามที่นับนทีไม่กล้าเอ่ยถามอัศดินทร์เอกภพได้ทำหน้าที่นั้นแทนทั้งหมดโดยถูกนับนทีทั้งค้อนใส่ทั้งถลึงตาใส่ไปหลายยกก่อนจะถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้าน
“เมาหรือเปล่าเนี่ย”นับนทีถามอัศดินทร์ที่ช่วยอุ้มเด็กหญิงที่หลับปุ๋ยไปใส่คาร์ซีทในรถของนับนที
“ไม่ครับ ผมแค่จิบนิดเดียวก่อนทานข้าว”
“จะกลับบ้านหรือกลับไปที่ทำงาน”
“วันนี้ว่าจะกลับบ้านซักหน่อย เตียงคงคิดถึงผมน่าดู”
“โอเค ขับรถดีๆล่ะ พรุ่งนี้เช้าจะมาทานข้าวด้วยใช่มั้ย”
“ครับ พี่ก็ขับดีๆนะ”
“อื้ม” นับนทีตอบรับและก้าวขึ้นรถ อัศดินทร์ยังคงยืนส่งอยู่ตรงนั้นโบกมือให้นับนทีที่ลดกระจกลงและมองตามจนรถนับนทีขับออกจากร้าน
คืนนี้อัศดินทร์กลับบ้านเร็วกว่าปกติในรอบสองสัปดาห์ไฟในบ้านยังเปิดสว่างไสวทั่วบ่งบอกว่าสมาชิกยังไม่นอนอัศดินทร์ที่ล้าติดต่อมาทั้งสัปดาห์หลังจากจอดรถที่โรงรถก็ตรงดิ่งขึ้นห้องนอนตัวเองทันทีเขาพร้อมที่จะอาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงที่นอนนุ่มๆเต็มทีแล้ว ทว่ายังไม่พ้นบันไดขึ้นไปถึงห้องเพียงดาวก็ออกมาขวางที่เชิงบันไดเสียก่อนราวกับรออยู่ก่อนแล้ว
“อัศกลับบ้านดึกทุกวันเลย”
อัศดินทร์ไม่สนใจที่จะตอบย่ำเท้าขึ้นบันไดไปโดยไม่มอง
“ดาวคิดถึงอัศ อยากคุยกับอัศ” แต่เพียงดาวไม่ลดละเอ่ยปากพูดอย่างไม่อายและยังยืนขวางบันไดไม่ไปไหน อัศดินทร์มองขึ้นไปเห็นหญิงสาวทำอย่างนั้นแล้วได้แต่โมโหในใจ
จนเมื่อไปถึงขั้นบันไดสุดท้ายเพียงดาวก็กางแขนออกกั้นไว้“คุยกันหน่อยสิคะอัศ ดาวเหงา”
“หลีกไป”
“ดาวไม่หลีก ดาวอยากคุยกับอัศ”
“ก็ได้ จะเอาแบบนี้ใช่ไหม กลับไปนอนที่ทำงานก็ได้”อัศดินทร์หมุนตัวกลับอย่างหัวเสีย เพียงดาวยังตามมารั้งแขนไว้
“อัศอย่าทำแบบนี้ได้ไหม อยู่กับดาวก่อนได้ไหมคะเราไม่ได้คุยกันตั้งสองสัปดาห์แล้วนะ”
“ไม่อยากทำรุนแรงนะ แต่โทษทีที่ทนไม่ไหวจริงๆ”อัศดินทร์ผลักเพียงดาวออกจากการเกาะกุม หญิงสาวล้มลงนั่งที่บันไดกระนั้นก็ยังกรีดร้องเรียกอัศดินทร์
“อัศอย่าไปนะ มาคุยกันให้รู้เื่ก่อน!”
อัศดินทร์หันไปเห็นพ่อเดินออกมาจากห้องนอนสายตาที่เหมือนกันสองคู่สบกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนอัศดินทร์จะเป็ฝ่ายสะบัดหน้ากลับและเดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็วเพื่อขับรถกลับไปที่ทำงานคืนนี้โซฟาชั้นยี่สิบห้ายังคงเป็ที่นอนในคืนนี้ของอัศดินทร์ที่หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนและหลับแทบจะทันที
อัศดินทร์ไม่ได้มาทานอาหารเช้าด้วยนับนทีได้รับข้อความจากอีกฝ่ายบอกว่าติดธุระแต่จะเข้ามาหาในตอนเย็นเพื่อลองสูทนับนทีโทรไปหาด้วยความเป็ห่วงก็ได้คุยเพียงสั้นๆว่ากำลังติดธุระอยู่ข้างนอกเดี๋ยวจะกลับไปเล่าให้ฟังตอนเย็น วันทั้งวันนับนทีว้าวุ่นใจเพราะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอัศดินทร์แปลกๆจนเมื่อร่างสูงผลักประตูร้านเข้ามาในตอนเย็นด้วยท่าทางอ่อนเพลียและยังอยู่ในชุดทำงานชุดเดิมนับนทีก็ผวาเข้าไปจับแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวทันที
“อัศทำไมดูเหนื่อยแบบนี้ แล้วนี่ทำไมยังอยู่ชุดเดิม”
“เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” อัศดินทร์เดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาโดยรั้งนับนทีให้ลงไปนั่งตามก่อนจะเอนตัวลงนอนบนตักนับนทีโดยยึดมือของนับนทีไปกุมไว้ด้วยหลับพริ้มด้วยความเพลียแต่ริมฝีปากยังขยับพูด
“เมื่อเช้าที่ไม่ได้มาหา ผมไปซื้อคอนโดมา”
“เอ๊ะ ทำไมได้ซื้อคอนโดล่ะ อัศอยู่บ้านไม่ใช่เหรอ”
อัศดินทร์ลืมตาขึ้นมามองนับนทีตอบทีเล่นทีจริง “เมื่อคืนผมโดนแม่เลี้ยงวอแวจนได้ขับรถกลับไปนอนที่ทำงานเล่าให้ไอ้น่อยหน่าฟังมันบ่นใหญ่ว่าให้รีบออกมาก่อนจะโดนแม่เลี้ยงย่องเข้าห้องก็เลยตัดสินใจไปซื้อคอนโดเดี๋ยวนั้นเลย วันนี้เลยจัดการเกี่ยวกับธุรกรรมทั้งวันพี่รู้มั้ยว่าผมซื้อคอนโดที่ไหน”
“ที่ไหนเหรอ” นับนทีเอ่ยปากถามด้วยความสงสารเห็นดวงหน้าอิดโรยใต้ตาคล้ำๆของอัศดินทร์แล้วก็ไม่สบายใจ
“คอนโดเดิมพี่ ห้องเดิมของพี่จริงๆไม่ได้คิดว่าเขาจะขายหรอกแต่ให้คนลองถามดูและก็เสนอราคาพิเศษให้อยู่ๆเขาก็ยอมขายเฉยเลย”
นับนทีอึ้งไปชั่วครู่เสหน้าไม่ยอมสบตากับอัศดินทร์ตรงๆเพราะกลัวอีกฝ่ายอ่านสายตาออกในขณะที่หัวใจกำลังเต้นรัวราวกับมีใครมาตีกลองอยู่ข้างใน
“ทำไมไม่ไปซื้อคอนโดใหม่ๆล่ะ ตรงนั้นมันหลายปีแล้วนะ” นับนทีถามอย่างอ่อนใจ
“ผมอยากอยู่ที่ๆคุ้นเคย พี่รู้มั้ยเค้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะในห้องนอกจากทาสีใหม่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม”
นับนทีออกจะอึ้งเมื่อได้ยินแบบนั้นไม่รู้ได้เลยว่าอัศดินทร์กำลังคิดอะไรอยู่และแน่นอนว่านับนทีไม่กล้าถาม…
#ซ่อนรักอัศดินทร์
100%
……………………………………………………………………
โปรดติดตามตอนต่อไป