บทที่ 5 เกิดเื่แล้ว!
ลู่จั่นเหยียนมองโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับหน้าจอที่แสดงเบอร์ผู้โทรเข้า ทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกดรับสายในทันที
[เป็ยังไงบ้างล่ะ? ชอบของขวัญที่ผมส่งให้หรือเปล่า?]
น้ำเสียงแสนเ็าของฉีส่าวฉิงที่ดังขึ้นอยู่ปลายสาย ทำให้เธอกำหมัดแน่น และดวงตาก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด
ที่แท้ก็เป็เขานี่เอง!
ลู่จั่นเหยียนคิดว่าการที่ถูกเขาทำให้อับอายเมื่อวานนี้ก็เลวร้ายพอแล้ว แต่กลับไม่คิดเลยว่าเขาจะยังไม่เลิกรา
[คุณ้าอะไรกันแน่?]
ขณะที่ถามออกไปแบบนั้น นิ้วมือของเธอก็กำโทรศัพท์แน่นขึ้นเรื่อย ๆ
หมายความว่าเขาต้องรู้เกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทลู่อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดเื่บังเอิญขนาดที่ไม่เหลือทางรอดไว้ให้เธอสักทาง
“ภรรยาสุดที่รักของผม คุณจะรีบร้อนอะไรล่ะ? นี่มันเป็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นนะ ยังมีเซอร์ไพรส์รอคุณอยู่ข้างหน้าอีก”
เธอกัดฟันตัดสายไปในทันทีหลังจากได้ยินน้ำเสียงที่ยั่วยวนและชวนให้โมโหมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนผู้ถือหุ้นที่เพิ่งทะเลาะกับเธอเมื่อครู่ก็เริ่มไม่อดทนแล้ว
“คุณหนูลู่ คุณอย่าโทษพวกเราที่ไม่คำนึงถึงหน้าตาในอดีตเลยนะ งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน พวกเราจะให้เวลาคุณสามวันในการซื้อหุ้นของพวกเราคืน ไม่อย่างนั้นก็คงต้องใช้วิธีอื่นในการถอนเงินสดแล้วละ”
ทันทีที่พูดจบ ผู้ถือหุ้นคนนั้นก็เดินออกจากห้องประชุมพลางไพล่มือไว้ด้านหลัง ส่วนผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ก็ทยอยตามออกไป ทำให้ห้องประชุมที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังคึกคักกลับเงียบสงัดลงในพริบตา
“คุณหนูลู่คะ พวกเราไม่มีเงินทุนหมุนเวียนมากขนาดนั้นนะคะ”
เมื่อเลขาพูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อในทันทีว่า
“ปัญหาเื่เงินทุน เดี๋ยวฉันจะจัดการเองค่ะ”
่เวลาสามวันนั้น เลขาพยายามวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากทุกธนาคารที่เคยร่วมงานด้วยกัน แต่ผลปรากฏว่าทุกที่ต่างบอกกลับมาว่าไม่สามารถช่วยอะไรได้ ซึ่งแทบไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครอยู่เื้ัการก่อกวนในครั้งนี้
แต่เมื่อถึงกำหนดสามวัน พวกเขาก็ได้รับข้อความโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นในทันที
“ตอนนี้เราจะทำยังไงกันดีคะ เลขาฝ่ายตรงข้ามเพิ่งส่งประกาศประชุมผู้ถือหุ้นฉุกเฉินไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองค่ะ”
เลขามองไปที่เธอด้วยความกังวล เพราะดูเหมือนว่าครั้งนี้คุณลู่และคุณฉีจะทะเลาะกันจริงจัง
“กำหนดเวลาไว้กี่โมง?”
“บ่ายสามโมงค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนมองนาฬิกาข้อมือแล้วถอนหายใจออกมาทันที เพราะถ้านับจากตอนนี้ก็จะเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
…
ณ ห้องประชุม เวลาบ่ายสามโมง
ผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่มีหุ้นเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้ต่างก็มาประจำที่อย่างตรงเวลา ส่วนลู่จั่นเหยียนก็นั่งหลังตรงอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง พร้อมทั้งกวาดสายตาอันร้อนรนไปยังตำแหน่งที่ว่างข้าง ๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงรองเท้าหนังดังเป็จังหวะมาจากทางเดินด้านนอก จนทำให้ทุกคนหันไปมองที่ประตูในทันที และเธอเองก็เช่นกัน
สิ่งเดียวที่แตกต่างคือดวงตาของเธอไม่ได้แฝงไว้ด้วยความคาดหวังแบบที่ทุกคนในห้องประชุมมี แต่กลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดเป็อย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าเขาจะมาพบเธอด้วยสีหน้าแบบไหนอีก
“ขอโทษที่ให้ทุกท่านรอนานนะครับ”
ฉีส่าวฉิงเดินเข้ามาจากประตูด้วยรูปร่างหล่อเหลาในชุดสูทที่เหมาะสม และทุกการเคลื่อนไหวของเขาก็ช่างมีเสน่ห์จนดึงดูดสายตาผู้คน
เธอมองเขาเพียงแวบเดียวแล้วก็ตั้งใจจะละสายตาไป แต่กลับถูกรอยแดงที่คอของเขาดึงดูดความสนใจ ทำให้ไฟโทสะในใจพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
นั่นไม่ใช่รอยที่เธอทิ้งเอาไว้!
“ที่รัก คุณแปลกใจไหม?”
ฉีส่าวฉิงนั่งลงในตำแหน่งที่ว่างและยักไหล่เล็กน้อย ทำเหมือนกับว่าเป็เ้าชายที่กำลังสร้างเซอร์ไพรส์
แต่ลู่จั่นเหยียนกลับกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่เนื้อมืออันเรียวสวยของเธอ จากนั้นก็คลายฟันที่กัดริมฝีปากออกเล็กน้อยแล้วพูดออกมาทันที
“ฉีส่าวฉิง คุณทำเกินไปแล้วนะ!”
เธอแค่ไปจับชู้ แต่เขากลับใช้วิธีการที่โหดร้ายแบบนี้เพื่อตอบโต้!
“เกินไปงั้นเหรอ?”
เขายื่นนิ้วมือที่สวยงามออกมา จากนั้นเลขาหนุ่มที่ติดตามมาด้านหลังก็ส่งเอกสารปึกหนึ่งให้เขา ฉีส่าวฉิงที่รับมาด้วยท่าทางเฉื่อยชาทำการพลิกดูเพียงไม่กี่แผ่น จากนั้นก็เลื่อนเอกสารไปตรงหน้าลู่จั่นเหยียนในทันที
“คุณหนูลู่ครับ นี่คือข้อมูลทางการเงินของบริษัทลู่ใน่หนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกไตรมาสต่างก็ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ และในสภาพแวดล้อมการลงทุนแบบนี้ ผมเกิดความกังวลขึ้นจริง ๆ ว่าเงินที่ลงทุนไปนั้นจะไม่ได้กลับคืนมา ดังนั้นในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของบริษัท พวกเรามีความจำเป็อย่างยิ่งที่จะต้องปลดคุณออกจากตำแหน่งประธานบริษัทครับ”
“ทุกท่าน พวกคุณเห็นด้วยไหมครับ?”
ฉีส่าวฉิงใช้สายตากวาดผ่านใบหน้าของทุกคนที่อยู่ตรงข้าม และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็ก้มหน้าลงซึ่งถือว่าเป็การยอมรับโดยปริยาย
อย่างไรก็ตามฉีส่าวก็ถือว่าเป็ลูกเขยของบริษัทลู่ แล้วใครจะกล้าขัดใจเขา?
ลู่จั่นเหยียนกำหมัดแน่น อีกทั้งสติที่พยายามรักษามาตลอดก็พังทลายลงในพริบตา
เธอลุกขึ้นยืนและมองด้วยสายตาราวกับอยากจะฆ่าผู้ชายที่ยิ้มอย่างผยองอยู่ข้าง ๆ ทำให้บรรยากาศรอบข้างนั้นหนักอึ้งไปด้วยความตึงเครียดทันที
“คุณหนูลู่คะ คุณมีโทรศัพท์เข้าค่ะ”
เลขาที่เอ่ยขึ้นมาเสียงหนึ่งทำให้เธอได้สติและเลิกมองเขาไป ก่อนจะมุ่งความสนใจไปที่สายนั้นและรีบรับโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ ทันที
[สวัสดีครับ คุณลู่จั่นเหยียนใช่ไหมครับ?]
[ใช่ค่ะ คุณเป็ใครคะ?]
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง และยังปรับโทนเสียงให้เป็ปกติ เพราะวันนี้จะไม่ยอมขายหน้าให้เขาได้เห็นอีกเด็ดขาด
[โทรมาจากสถานทูตนะครับ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยที่ต้องแจ้งข่าวร้ายให้ทราบว่าครอบครัวของคุณขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศในเวลา 6 โมงเช้าตามเวลาฝรั่งเศส แต่กลับประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกหลังจากบินได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่พบร่องรอยของผู้รอดชีวิตเลยแม้แต่น้อย ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ]