หลังจากเฉินม่อไป๋ทบทวนความทรงจำทั้งหมด เธอก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แน่นอนว่าเห็นใบหน้าของมารดาเป็คนแรกดังคาด หญิงสาวน้ำตารื้นแล้วยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าซึ่งเริ่มมีริ้วรอยของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา
"แม่"
"ไป๋ไป๋ ลูกฟื้นแล้ว!" เจี้ยนลู่สะอื้น หากไม่ติดว่าเตียงข้าง ๆ มีคนอยู่เธอคงร้องไห้โฮโดยไม่ต้องสนสายตาใครไปแล้ว
"หนูฟื้นแล้ว แม่อย่าเศร้าไปเลยนะ" เนื่องจากเฉินม่อไป๋ยังขยับตัวมากไม่ได้เพราะเจ็บแผลที่ศีรษะ แต่เธอก็ยังพยายามยกมือลูบหลังมารดาเบา ๆ
เจี้ยนลู่รู้สึกได้ว่าลูกสาวเปลี่ยนไป แต่ไม่ทราบว่าเปลี่ยนอย่างไร เธอปิดหน้าสะอื้นอยู่ข้างเตียง ในใจยังคงหวาดกลัวว่าลูกจะเป็อะไรไป หากไม่เช่นนั้นแล้วเธอคงอยู่ไม่ได้
"แม่ หนูรู้สึกว่าตัวเองปกติมากเลย พาไปตรวจหน่อยได้ไหมคะ" เฉินม่อไป๋แตะมือมารดาที่เปิดหน้าอยู่เบา ๆ
ได้ยินแบบนั้น เจี้ยนลู่ก็ใจนอึ้ง "อะ อะไรนะ ลูกหมายความว่า..."
เฉินม่อไป๋ไม่อยากให้เตียงข้างได้ยินจึงกวักมือให้มารดาโน้มตัวลงมา "เมื่อกี้หนูพบกับนางเซียนท่านหนึ่งในฝันเธอบอกว่าที่หนูมีดวงตาหยินก็เพราะเป็ความสามารถในชาติก่อน หนูเป็ถึงนักพรตหญิงออกปราบปีศาจช่วยเหลือผู้คนมากมายเชียวนะ โชคร้ายที่ตอนเกิดใหม่ ดวงิญญาเสียหาย พอมาเกิดเลยสติไม่สมประกอบ นางเซียนซาบซึ้งในความดีจึงลงมาช่วยเหลือซ่อมแซมดวงิญญาทำให้หนูหายเป็ปกติ ตื่นขึ้นก็รู้สึกว่าสมองแจ่มใสมาก อารมณ์ไม่ได้แปรปรวนแล้วด้วย นางเซียนบอกว่าน่าเสียดายที่เวลาบน์กับโลกมนุษย์ต่างกัน ไม่เช่นนั้นเธออาจจะมาช่วยเหลือก่อนเวลานานแล้ว"
เห็นเฉินม่อไป๋พูดด้วยน้ำเสียงสดใส ทำเอาเจี้ยนลู่ทั้งอึ้งทั้งใ ผ่านไปไม่นานน้ำตาก็เอ่อคลออีกครั้ง ลูกสาวเธอเป็คนซื่อตรงมาโดยตลอด ไม่มีทางแต่งเื่อะไรแบบนี้ขึ้นมาเองได้แน่
"์...์เมตตาเราสองแม่ลูกแล้ว ขอบคุณนางเซียนที่ช่วยเหลือ" เจี้ยนลู่พนมมือผงกศีรษะ ทำเอาผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ มองอย่างงุนงง
เฉินม่อไป๋อมยิ้ม ไม่ได้ห้ามมารดาที่ดูเหมือนจะงมงายขึ้นมากะทันหัน ถึงจะเติมแต่งไปบ้างแต่ก็มีเค้าความจริงไม่น้อย
เจี้ยนลู่พนมมือขอบคุณฟ้าดินและนางเซียนอยู่ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าต้องปรึกษาเื่นี้กับหมอจึงรีบโทรหาแพทย์ประจำตัวเฉินม่อไป๋ที่อยู่โรงพยาบาลนี้ด้วยทันที
คุณหมอแปลกใจและตื่นเต้นมาก เขาพึ่งเลิกงานและกำลังจะกลับบ้าน แต่เมื่อได้ฟังเื่น่าสนใจเช่นนี้ก็รีบสวมเสื้อกาวน์ใหม่แล้วบอกให้พยาบาลไปนำตัวเฉินม่อไป๋มาที่ห้องตรวจทันที
หลังจากเขาตรวจเช็กสมองและสติปัญญาโดยรวมก็พบว่าคนไข้รายนี้หายแล้วจริง ๆ !
เื่แบบนี้ไม่เคยมีบันทึกทางการแพทย์มาก่อน ดังนั้นเฉินม่อไป๋จึงถูกทีมแพทย์ของโรงพยาบาลจองตัวให้อยู่ที่นี่ตลอดทั้งอาทิตย์ โดยมีหมอจากทั่วประเทศมาเยี่ยมชมดูผลการรักษาอีกต่างหาก
นับได้ว่าเฉินม่อไป๋มีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการแพทย์แล้ว ยังดีที่พวกเขาเคารพการตัดสินใจของเธอที่ไม่อยากเปิดเผยให้สื่อรับรู้ ตอนนี้เธอพึ่งได้ชีวิตใหม่และไม่มีอะไรที่สามารถใช้ปกป้องตัวเองได้เลย ถ้าเกิดเปิดเผยออกไปคงวุ่นวายแน่
เฉินม่อไป๋คิดจะเป็นักพรตเหมือนชาติก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยังตั้งใจที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ผู้คนในประเทศซีให้ความสำคัญกับการเรียนมาก ขนาดออกบวชเป็พระยังต้องมีการสอบขอใบอนุญาตเพื่อเผยแพร่คำสอนได้ นับประสาอะไรกับนักพรตกันเล่า
ขณะนี้เฉินม่อไป๋อายุ 19 ปี แต่เพราะหยุดเรียนไปสองปี ดังนั้นจึงพึ่งขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ซึ่งอีกไม่กี่เดือนก็ถึงเทศกาลสอบครั้งใหญ่ของเหล่านักเรียน ที่้าเข้ามหาลัยแล้ว โชคดีที่เฉินม่อไป๋เป็เด็กพิเศษที่ค่อนข้างฉลาดพอสมควร เธอจึงไม่ต้องอ่านอะไรมากมาย แค่ทบทวนสิ่งที่เรียนมาให้เข้าใจก็พอ
หลังจากที่เฉินม่อไป๋หายดีและถูกปล่อยตัวกลับจากเงื้อมมือของเหล่าแพทย์หน้าตาถมึงทึงเ่าั้ เธอก็สามารถหายใจได้โล่งคอขึ้น
เมื่อหญิงสาวกลับมาถึงบ้านก็พบว่าก่อนหน้าที่เจี้ยนลู่จะไปรับเธอกลับมา แม่ก็ทำอาหารรอไว้เต็มโต๊ะ กับข้าวทั้งหมดล้วนเป็ของชอบในความทรงจำทั้งสิ้น
"เสี่ยวไป๋มากินข้าวเร็ว ของโปรดลูกทั้งนั้นเลย นั่ง ๆ" เจี้ยนลู่ล้างมือเสร็จก็ตักข้าวให้เธอเสียพูนถ้วย หลังจากได้รู้ว่าลูกสาวหายป่วย ใบหน้าของเธอเริ่มปรากฏร่องรอยของความสุข
เฉินม่อไป๋น้ำตารื้นก่อนจะโอบกอดมารดาจากด้านหลัง "แม่ ก่อนหน้านี้หนูขอโทษที่เป็ภาระนะ ตอนไปนี้หนูจะดูแลแม่เอง"
เจี้ยนลู่ได้ฟังแล้วก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ไม่เลย แม่ไม่เคยคิดว่าลูกเป็ภาระ กลับกันเสียอีก ถ้าไม่มีลูก แม่คงไม่สู้มาจนถึงทุกวันนี้"
"หนูรักแม่นะ" เฉินม่อไป๋ในชาติก่อนเป็เด็กกำพร้าที่อาจารย์เฉินจูอินเก็บมาเลี้ยง เธอโหยหาััจากมารดาบิดามาโดยตลอด ถึงตอนนี้จะมีแค่มารดาแต่นั่นก็เพียงพอแล้ว
"แม่รู้จ้ะ แม่ก็รักลูก" เจี้ยนลู่หันมากอดลูกสาวจากด้านหน้า เฉินม่อไป๋ได้รับการยืดกระดูกมา ทั้งยังออกกำลังกายเสมอ ดังนั้นจึงตัวสูงมากจนเจี้ยนลู่แทบจะจมหายเข้าไปในอ้อมกอดลูกสาว
หลังจากสองแม่ลูกกอดร้องไห้กันจนพอใจ เฉินม่อไป๋ก็ถามขึ้น "แม่มีธูป กระดาษกับสีชาดไหมคะ หนูจะเซ่นไหว้ขอบคุณนางเซียนท่านนั้นสักหน่อย"
"มี ๆ เดี๋ยวแม่ไปเอาให้" เมื่อได้ยินคำว่านางเซียน เจี้ยนลู่ก็แทบกระตือรือร้นขึ้นมาทันใด เธอวิ่งไปเอามาให้ลูกอย่างรวดเร็ว
ั้แ่ลูกสาวสามารถมองเห็นสิ่งลี้ลับได้ ในบ้านก็ต้องมีของพวกนี้เตรียมเอาไว้ตลอด ท่านนักพรตบอกว่าวันเทศกาลมักจะมีภูตผีมาขอส่วนบุญบ่อย ๆ บุตรสาวอาจจะเจ็บป่วยจากการรับพลังหยินได้จึงต้องเตรียมเอาไว้เซ่นไหว้ให้ก่อนทุกครั้ง พวกมันจะได้ไม่ต้องเข้ามาหาบุตรสาวในบ้าน
มีครั้งหนึ่งที่เจี้ยนลู่ลืมตั้งของเซ่นไหว้ ตกดึกก็ได้ยินลูกสาวกรีดร้องะโลั่นบ้าน ทำเอาผวากันไปหมด กระทั่งวันต่อมาก็ป่วยตามที่นักพรตบอกจริง ๆ นางจึงพาลูกสาวไปให้นักพรตทำพิธีปัดเป่าแทบไม่ทัน
เฉินม่อไป๋รับธูปมานับจำนวนดอก จากนั้นก็หยิบกระดาษกับชาติแดงขึ้นมาเขียน 'เหล่านางเซียนของสำนักดารากระจ่าง' จากนั้นก็เริ่มพิธีเซ่นไหว้
เจี้ยนลู่มองบุตรสาวทุกการกระทำแทบไม่กะพริบตา มันค่อนข้างแตกต่างจากที่เธอทำเป็ประจำนิดหน่อย ไม่รู้ว่าหญิงสาวไปเรียนรู้วิธีการแบบนี้มาจากไหน ทว่าก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้
หญิงสาวปักธูปลงบนถ้วยกระเบื้องเคลือบอันเล็กอย่างเป็ระเบียบ จากนั้นก็ประสานมือท่องบทสวด
เสียงท่องบทสวดก้องกังวานของบุตรสาวราวกับน้ำชโลมทำให้จิตใจให้สงบนิ่ง เจี้ยนลู่ตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ต้องชะงักค้างเมื่อจู่ ๆ ควันธูปบนโต๊ะพลันม้วนเป็ตัวอักษรโบราณที่เธอพอจะอ่านออก
'ขอบคุณ'
เจี้ยนลู่แทบหยุดหายใจเมื่อได้เห็น คราวนี้เธอเชื่ออย่างสุดใจแล้วว่าบุตรสาวไปพบเจอเื่ลี้ลับมาจริง ๆ
หลังจากทำพิธีเสร็จ อาหารตรงหน้าก็แทบไร้รสชาติ แต่สองแม่ลูกก็ยังกินด้วยความอิ่มเอมใจ ของที่ถวายนางเซียนแล้วได้รับการตอบกลับ ใครจะกล้าปฏิเสธไม่กินกัน!
เมื่อกินข้าวเสร็จ เฉินม่อไป๋ก็อาสาล้างจาน แต่ดูเหมือนเจี้ยนลู่จะไม่ยอมเพราะเห็นว่าเธอพึ่งจะออกจากโรงพยาบาลควรได้พักผ่อนเยอะ ๆ สองแม่ลูกโต้เถียงกันอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็หัวเราะออกมาก่อนจะยอมถอยคนละก้าวโดยการช่วยกันล้างจาก
ในขณะที่พวกเธอกำลังช่วยล้างจานหันอยู่นั้น เฉินม่อไป๋ก็พูดขึ้น "แม่ พรุ่งนี้หนูจะออกไปข้างนอกนะ"
เจี้ยนลู่ชะงักมือก่อนจะหันหน้ามาถาม "ลูกจะไปที่ไหน ไปทำไม"
"หนูจะไปเดินเล่นดูอะไรสักหน่อย" เฉินม่อไป๋ไม่อยากพูดโกหกมารดาไปมากกว่านี้จึงได้แต่ตอบอย่างคลุมเครือ ความจริงแล้วเธอตั้งใจจะออกไปเดินดูวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนี้ ทั้งยังถือโอกาสมองหาช่องทางในการทำเงินของตัวเองไปด้วย ไม่ใช่ว่าชีวิตในตอนนี้ไม่ดี แต่เพราะไม่อยากให้เจี้ยนลู่ทำงานหนักจึง้าหาเงินให้ได้เยอะ ๆ เพื่อให้แม่ได้พักผ่อนบ้าง
"แต่..." เจี้ยนลู่รู้สึกเป็กังวลใจเล็กน้อย นอกจากบ้านและโรงเรียน ลูกสาวของเธอก็ไม่เคยเดินทางไปที่ไหนด้วยตัวเองเลยสักครั้ง
"แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะโทรหาทุกชั่วโมงเลย" เฉินม่อไป๋ยิ้ม
คำพูดหนักแน่นของบุตรสาวทำให้เจี้ยนลู่คล้อยตามอย่างง่ายดาย "งั้นก็ได้ ระวังตัวด้วยนะ"
"อื้อ" เฉินม่อไป๋พยักหน้า
หลังจากที่ล้างจากเสร็จ เจี้ยนลู่ก็ไล่ให้เธอไปพักผ่อน ส่วนตัวเองก็อยู่เตรียมวัตถุดิบสำหรับเปิดร้านอาหารในวันพรุ่งนี้
หญิงสาวเดินเข้ามาในห้องนอนของตัวเองและแม่ เจี้ยนลู่กังวลว่าบุตรสาวจะเกิดเื่ในตอนกลางคืนจึงไม่ยอมแยกห้องนอน ข้าวของทั้งหมดจึงเป็ของที่ใช้ร่วมกัน
เฉินม่อไป๋หยิบเสื้อผ้าสำหรับใส่นอนมาหนึ่งชุดก่อนจะออกไปอาบน้ำในห้องน้ำที่อยู่ด้านนอก จากนั้นก็กลับมานอนพักผ่อนในห้องด้วยความสบายใจ