ฉู่อวิ๋นเจียวขมวดคิ้วอย่างรำคาญ “ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดจู่ๆถึงถามเรื่องนี้ เรื่องมันผ่านไปตั้งหลายวันแล้ว ใครจะไปจำได้อีกเล่า”
“ก็รีบนึกเสียสิ!”อนุซุนตวาดลั่น “นี่เป็นเรื่องสำคัญ หากเจ้านึกไม่ออกเกรงว่าพวกเราแม่ลูกจะเดือดร้อนได้ ฉะนั้นตอนนั้นนางมีท่าทีเช่นไรบอกมาให้หมด!”
อนุซุนเสียงดังจนฉู่อวิ๋นเจียวตกใจ“ท่านแม่ แล้วยาพิษในชาดกล่องนั้นเกี่ยวอะไรกับพวกเราเล่าข้าเพียงส่งกล่องนั่นให้นาง ไม่ได้ใส่ยาพิษลงไป ท่าน…”
พูดถึงตรงนี้ฉู่อวิ๋นเจียวก็เข้าใจอะไรบางอย่าง เบิกตากว้างอย่างตกใจ
นางมองใบหน้างดงามเย้ายวนของอนุซุนแล้วสะท้านพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ จากนั้นเล่าทุกอย่างตอนมอบกล่องชาดในวันนั้นอย่างละเอียด
“ท่านแม่เรื่องนี้มีฉู่เมิ่งอิ๋งรับเคราะห์อยู่แล้ว อีกอย่างชาดกล่องนั้นผ่านมือคนมากมายโทษพวกเราไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าตกใจไปเลย”
อนุซุนเห็นบุตรสาวยังคงใจเย็นมั่นคงก็พยักหน้าอย่างพึงใจ“ลูกแม่เติบโตแล้ว ต่อไปต้องทำเช่นนี้ เรื่องนี้เจ้าพูดถูกไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราเลยสักนิด”
“ใช่เจ้าค่ะครั้งนี้ฉู่เมิ่งอิ๋งดวงซวยโดนโคลนเปื้อนหว่างขาเองต่อให้ไม่ใช่อุจจาระก็ดูเหมือนอุจจาระอยู่ดี!”
ฉู่อวิ๋นเจียวยกมือปิดปากหัวเราะกล่าวต่อ “ท่านพ่อให้ความสำคัญกับชื่อเสียงยิ่งนักครานี้อนุหวังกับฉู่เมิ่งอิ๋งทำให้ท่านขายหน้าจนถูกยึดป้ายดูแลจวนกลับไปแล้วต่อไปพวกนางจะยังทำตัวอยู่เหนือพวกเราอีกหรือไม่!”
อนุซุนขมวดคิ้วครุ่นคิดปลายนิ้วขาวสะอาดเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ก่อนเอ่ยวิเคราะห์ช้าๆ“แต่เรื่องนี้ไม่แน่นักเจ้าคิดว่าท่านพ่อของเจ้าจะเต็มใจมอบป้ายดูแลจวนให้ฮูหยินผู้เฒ่าหรือ”
“ท่านแม่?”
“พ่อเจ้าก็เพียงหวั่นว่าจะมีคนพูดว่าเขาไม่กตัญญูจึงจำต้องมอบอำนาจการดูแลจวนให้ ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนเช่นไรหากไม่ยักยอกเบียดเบียนเสบียงก็เป็นเรื่องแปลก!พ่อเจ้ากลัวว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะส่งทรัพย์สินที่สั่งสมมาให้บุตรคนสุดท้องมากไม่ใช่หรือดังนั้น ข้าว่าต่อไปพ่อเจ้าคงรังเกียจอนุหวังเป็นแน่”
“เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้แล้วหรือว่าท่านพ่อยังจะเอ็นดูนางอีก?” ฉู่อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เด็กโง่ที่ใดกันจะมีความเอ็นดูแท้จริง” อนุซุนลูบแหวนหยกพลางหัวเราะเบาๆ “หากพ่อเจ้าฉลาดต่อไปย่อมต้องหนุนหลังอนุหวังกับบุตรชายของนางครานี้อนุหวังโดนยึดอำนาจในการดูแลจวนไปแล้วนางย่อมไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่าไปง่ายๆ หากพ่อเจ้าออกหน้าหนุนหลังนางก็เท่ากับเปิดโอกาสให้สองฝ่ายเขม่นกันเองและไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีอำนาจล้นมือจนเกินไปมิฉะนั้นหากตามใจฮูหยินผู้เฒ่าทุกเรื่อง ตระกูลนี้จะไม่ตกเป็นของฉู่ไฉจวิ้นหรือ”
ฉู่อวิ๋นเจียวฟังแล้วถึงกับเหม่อลอยครุ่นคิดตามถ้อยคำนั้นทีละประโยคก็พบว่ามีเหตุผลจริงจึงอดที่จะมองมารดาด้วยความเลื่อมใสไม่ได้
“ท่านแม่ลูกโง่เขลานัก ต่อไปท่านต้องสั่งสอนลูกมากกว่านี้นะเจ้าคะ”
ฉู่อวิ๋นเจียวออดอ้อนพลางกุมมืออนุซุนทำเอาอนุซุนหัวเราะคิกคัก
“ดีๆหากแม่ไม่สั่งสอนเจ้าแล้วจะสั่งสอนผู้ใดกันเล่าเจ้ากับน้องชายคือแก้วตาดวงใจของแม่ น้องชายเจ้าคัดลอกคัมภีร์เสร็จเมื่อไหร่แม่จะต้องตักเตือนเขาให้ดีเช่นกัน ต่อไปห้ามหุนหันอีก หากจะทำสิ่งใดก็ต้องทำให้คนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เช่นนั้นถึงจะเรียกว่ามีฝีมือ”
ฉู่อวิ๋นเจียวพยักหน้ากล่าว“ไว้ข้าจะบอกอวิ๋นเกอร์อีกทีเจ้าค่ะ จริงสิท่านแม่จวนเหวินชางปั๋วคงไม่สืบเรื่องชาดกล่องนั้นต่อแล้วกระมังข้ากังวลว่าจะสาวมาถึงท่าน”
“ไม่หรอกพ่อเจ้าไม่ได้อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งยังไร้หลักฐาน ต่อให้มีคนสงสัยข้าก็แค่ผู้ถูกใส่ร้าย อย่างที่เจ้าบอก ชาดกล่องนั้นผ่านมือหลายคนจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนลงมือวางยาพิษ”
ฉู่อวิ๋นเจียวหัวเราะอย่างพอใจ“ท่านแม่ช่างหลักแหลมจริงๆ ไม่ต้องออกแรงก็จัดการได้ทั้งนางชั่วร้ายอนุหวังกับนางสารเลวฉู่เมิ่งอิ๋ง!”
อนุซุนยิ้มพลางหยิกแก้มฉู่อวิ๋นเจียวเบาๆ“เจ้าต้องเรียนรู้อีกมากยังมีเรื่องในเรือนในอีกหลายสิ่งที่เจ้าต้องเข้าใจให้ถ่องแท้!”
อนุซุนกับฉู่อวิ๋นเจียวหัวเราะหยอกล้อกันโดยไม่รู้เลยว่าหน้าต่างด้านหลังมีเงาร่างหนึ่งแวบผ่านไป
ฉู่จวินหลันเท้าเบาและว่องไวราวกับแมวกระโดดข้ามกำแพงเรือนชุนฟางอย่างคล่องแคล่ว นางเดินผ่านสวนดอกไม้เล็กๆกลับมายังเรือนของตนอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ซุนเม่าชุนข้าจะปล่อยให้เจ้าสำราญใจอีกหน่อยแล้วกัน”
รุ่งเช้าวันถัดมาฉู่จวินหลันเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษทะมัดทะแมงออกไปเก็บน้ำค้างยามรุ่งสางที่ภูเขาจวิ้นฮวา พอถึงยามอิ๋นก็กลับเข้าจวนและเป็นคนแรกที่ไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่ายามเช้า
ฮูหยินผู้เฒ่าที่เพิ่งได้อำนาจดูแลจวนภาคภูมิใจนักนางตื่นแต่เช้าตรู่โดยมีติ้งเซียงกับเหมยกุ้ยสาวใช้คนสนิทสองคนคอยปรนนิบัติล้างหน้าแต่งตัวเปลี่ยนเป็นอาภรณ์แขนกว้างสีเหลือง สวมกระโปรงจีบแปดสีเขียวเข้มมวยผมสูงประดับปิ่นทอง นั่งอยู่กลางโถงอย่างสง่างามสมเกียรติ
นางกำลังเฝ้ารอดูว่าวันนี้ใครจะมาถึงก่อนหรือหลัง
“ฮูหยินผู้เฒ่าคุณหนูสามมาคารวะเจ้าค่ะ” เหมยกุ้ยเปิดม่านไข่มุกกล่าวรายงานด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นฉู่จวินหลันในชุดเสื้อคลุมสีผึ้งกลางเก่ากลางใหม่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสก้มลงคารวะอย่างนอบน้อม “หลานคารวะท่านย่าเจ้าค่ะ”
“ดีๆรีบมานั่งใกล้ๆ ย่าเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าพอใจไม่น้อยแม้จะยังจับนิสัยแท้จริงของหลานคนนี้ไม่ได้ แต่ยามควรให้เกียรติก็ไม่เคยขาดหายมักเป็นคนแรกที่มาคำนับเช้าเสมอ
กล่าวได้ว่าฉู่จวินหลันมีส่วนช่วยในการชิงอำนาจดูแลจวนไม่น้อย
ฉู่จวินหลันยิ้มพลางนั่งลงข้างฮูหยินผู้เฒ่าสนทนาเรื่องในเรือนทั่วไป ครั้นเอ่ยถึงเรือนใหญ่ที่บ้านเดิมนางก็ฉวยโอกาสกล่าวขึ้นว่า “หากให้ข้าพูดแล้ว บรรดาอนุทั้งสามในจวนเราก็เห็นมีเพียงอนุซุนที่เข้าใจเหตุผลที่สุด”
“หืมเหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ฉู่จวินหลันยิ้มกล่าว“วันก่อนอนุซุนยังพูดว่า ‘นายท่านเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลออกมาตั้งเนื้อตั้งตัวได้เพราะแรงสนับสนุนจากครอบครัวส่วนท่านอารองคอยดูแลฮูหยินผู้เฒ่าก็ลำบากไม่น้อยแต่ก่อนที่ยังไม่พร้อมก็ไม่ว่าอะไร บัดนี้มีพร้อมแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ามาอยู่เมืองหลวงไม่กี่วันก็ปรับตัวได้แล้วเหตุใดไม่เชิญให้นางอยู่ประจำที่นี่เล่า’”
“อนุซุนยังกล่าวอีกว่า‘มีฮูหยินผู้เฒ่าคอยควบคุม เรือนในย่อมสงบมั่นคงยิ่งขึ้นทางที่ดีควรเชิญท่านอารองทั้งครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน ครอบครัวจะได้กลมเกลียวกัน’ท่านย่าว่าอย่างไรเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารัว“พูดได้ดีนัก ครอบครัวก็ต้องอยู่รวมกัน ดังคำกล่าว ‘รบศึกต้องอาศัยพี่น้องร่วมรบต้องอาศัยครอบครัว’ ก็สมควรทำตามที่นางบอก”
ฉู่จวินหลันไม่ได้แสดงความเห็นอันใดเพียงนั่งสนทนาเรื่องอื่นกับฮูหยินผู้เฒ่าต่อไป
อีกไม่นานคนทั้งเรือนก็ทยอยกันเข้ามาคารวะตามปกติ ฉู่จวินหลันมักจะมาถึงก่อนใครอยู่แล้วจึงไม่เป็นที่สะดุดตา
จนเมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ “อนุซุนเป็นคนดี ไม่คิดแก่งแย่งชิงดียามปรนนิบัติก็เคารพผู้อาวุโสกว่าเสมอ เหมยกุ้ย”
“เจ้าค่ะ”เหมยกุ้ยยกหีบผ้าแพรส่งให้อนุซุนที่กำลังงุนงง
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม“เจ้าทำได้ดีมาก นี่คือรางวัลของเจ้า”
อนุซุนยังไม่เข้าใจนักรู้สึกว่าเหมือนมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากลแต่ก็ยังคงขอบคุณรางวัลของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างนอบน้อม
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยตามน้ำ“อนุซุนพูดถูก ครอบครัวต้องอยู่ด้วยกัน ข้าแก่แล้ว ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปีแม้บัดนี้จะช่วยเจ้าใหญ่ดูแลจวนแต่หากต้องแยกจากครอบครัวเจ้ารองก็ชวนให้ไม่สบายใจนักความคิดของซุนซื่อครานี้ดียิ่งนัก”
“ไฉจวิ้นวันพรุ่งเจ้าออกเดินทางไปรับพวกเขาแล้วพาคนทั้งครอบครัวมาที่นี่เถิดได้อยู่กันพร้อมหน้าถึงจะดีที่สุด”
สิ้นคำฉู่ไฉจวิ้นก็รีบพยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้น “ขอรับท่านแม่!”
อนุหวัง อนุซูและคนอื่นตกตะลึง ต่างพากันหันไปมองอนุซุนที่ยังคงตะลึงอย่างเหลือเชื่อ