
บทที่ 1
✤ ✤ ✤
9ปีก่อน
“ทำไมแม่ต้องรับมันมาเป็ลูกด้วยมีโยคนเดียวไม่พอเหรอ... ナーンが嫌い!” (น่านก๊ะคิไร: เกลียดน่านที่สุด)
“โย! กลับมานี่นะ จริง ๆ เลยลูกคนนี้”
เด็กชาย‘โย’ วัยเจ็ดขวบวิ่งหนีขึ้นชั้นบนทั้งน้ำตาหลังจากระบายความในใจดวงน้อยๆที่อัดอั้นมานานผู้เป็แม่ได้แต่ถอนหายใจในความดื้อด้านของลูกชายตัวเองเขาเลี้ยงมายังไงถึงได้เอาแต่ใจแบบนี้นะ สงสารก็แต่‘น่าน’ ลูกชายของเพื่อนสนิทและเป็เพื่อนที่เพิ่งเสียไปได้ไม่กี่เดือนจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเขาจึงรับเลี้ยงน่านมาเป็ลูกบุญธรรม เด็กตัวน้อย ๆ ยืนร้องไห้สะอื้นตัวสั่นเทิ้มพยายามไม่ให้มีเสียงดังเล็ดรอดออกมาเพราะกลัวว่าจะโดนดุ
“ถ้าน่านไม่ย๊องไห้หม่าม๊าจะกลับมาใช่ไหมฮับฮึก.. โยก็จะเลิกเกลียดน่านด้วยใช่ไหมฮับคุณน้า ฮึก”
“โธ่เทวดาน้อยของน้า”
เทวดาตัวน้อยตรงหน้าเบ้ปากกลั้นน้ำตาสุดฤทธิ์แต่น้ำตาก็ไหลอาบแก้มแดง ๆ ที่ตัดกับผิวขาว น้ำมูกไหลย้อยจนเข้าปากน้อย ๆที่เม้มเป็เส้นตรง ทำไมลูกชายเขาถึงได้จงเกลียดจงชังเด็กที่น่ารักแบบนี้นะเดี๋ยวปลอบน่านเสร็จสงสัยคงต้องขึ้นไปสั่งสอนเ้าลูกตัวดีสัก 2-3 ทีเอาให้สำนึกที่ทำตัวก้าวร้าว
07.20น.
เฮือก!
อา...ฝันถึงเื่ตอนเด็กอีกแล้ว
เขาว่ากันว่าเื่ไหนที่ยิ่งอยากลืมก็จะยิ่งฝังใจใช่ไหมนะถึงตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับฝันนี้มากเท่าไหร่แล้ว แต่ความรู้สึกตอนเด็กที่มีคนมาะโว่าเกลียดใส่มันก็เป็เื่ที่ลืมไม่ลงจริงๆ ยิ่งคน ๆ นั้นเป็คนใกล้ตัวด้วยแล้ว
ก๊อกๆ ๆ
งือ...ง่วงจังสงสัยเป็คุณน้าที่มาปลุกไปโรงเรียนเหมือนทุก ๆ วันต้องรีบลุกไปช่วยจัดอาหารเช้าแล้วล่ะ
“เข้ามาเลยค้าบคุณน้าน่านไม่ได้ล็อคห้อง” เราตอบออกไปพลางขยี้ตาเพื่อให้ชินกับแสงแดดยามเช้า
“จะนอนไปถึงไหนลุก ไอ้เอ๋อ”
เสียงนี้มัน...
เรารีบหันทันทีหลังจากรู้ว่าที่มาของเสียงไม่ใช่คุณน้าคราวนี้แหละตื่นเต็มตาเลย เ้าตัวที่ทำให้เราฝันร้ายซ้ำ ๆ ทุกคืนมาอยู่ตรงนี้แล้วหลังจากบ่นเราไปหนึ่งทีก็ปิดประตูดังปัง จนกรอบรูปของคุณแม่ที่แขวนไว้ตรงผนังเกือบจะร่วงลงมา
เขาคือ“โย” ลูกชายสุดหล่อแต่ปากเสียของคุณน้าที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเรานักพวกเราโตมาด้วยกันเพราะคุณน้าเลี้ยงดูเราหลังจากที่คุณแม่เสียส่วนสามีของคุณน้าเป็คนญี่ปุ่นแต่แยกทางกับคุณน้าั้แ่โยยังเด็ก ๆ ในบ้านจึงมีแค่เราคุณน้า และโย
ถึงคุณน้าจะเลี้ยงเหมือนเราเป็ลูกอีกคนแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเราและโยไม่ได้เหมือนพี่น้องกันเลย รายนั้นนะเจอเราก็ต้องชวนทะเลาะ เดี๋ยวแกล้ง เดี๋ยวด่า ทำเอาปวดหัวไม่เว้นแต่ละวันเลยล่ะ
15นาทีต่อมา
“มองอะไรของมึง”
“ก็...โยแย่งไข่ดาวของเราไปทำไม”
นี่ไงโยเอาั้แ่เช้าเลย...
หลังจากที่รีบอาบน้ำแต่งตัวภายในไม่กี่นาทีก็รีบลงมากินข้าวเช้าเพราะมันสายมากแล้ววันนี้เป็วันสำคัญเพราะเป็วันเปิดเทอมของชั้นม.4 โรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ทุกอย่างต้องสนุกแน่ ๆ
แต่ก็อย่างที่เห็นแค่ชีวิตการกินข้าวเช้ายังไม่ราบรื่นเลย
เรามองคนตรงหน้าที่แย่งไข่ดาวไปหน้าตาเฉยด้วยท่าทีกล้าๆ กลัว ๆ ไข่ดาวเราไปอยู่ในจานเขาแล้วอ่ะ เราส่งสายตาละห้อยให้คุณน้าที่นั่งข้าง ๆดุโยให้หน่อยคร้าบ โยแย่งไข่ดาวน่านไปอีกแล้ว
“โยเลิกแย่งของน่านได้แล้ว ม๊าก็ทอดให้คนละฟองแล้วจะแย่งของน่านไปทำไมอีกอยากกินก็ไปทอดเพิ่มนู่น”
“เหอะ”
“โยชิกิ!”
เอาแล้วาบนโต๊ะอาหารเกิดขึ้นอีกครั้ง และมันเกิดขึ้นตลอด 9 ปีที่อยู่ด้วยกัน สายตาดุๆ ของโยมองมาที่เราอย่างหงุดหงิด ไม่อยากกินแล้วก็ได้ ไม่ต้องมอง กลัวแล้ว แง
“เอ่อ...คุณน้าครับน่านว่าน่านไม่กินไข่ดาวแล้วดีกว่า”
“รู้ตัวก็ดีอ๊ะ! 痛い!” (อิไต:เจ็บ)
คุณน้าหยิกหูลูกชายปากร้ายจนหูขาวๆ นั่นเปลี่ยนเป็สีแดง ท่าทางจะเจ็บน่าดูเพราะเ้าตัวทุบโต๊ะอยู่หลายทีเป็สัญญาณพักรบกับแม่ จนในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากการลงโทษของคุณน้าแล้วรีบวิ่งไปหยิบกระเป๋านักเรียนแล้วออกจากบ้านไป
“โย! รอน่านด้วยสิให้น่านซ้อนไปโรงเรียนด้วย”
“ขับเองไม่เป็ก็ไม่ต้องไปภาระ!”
“ปากมันดีจริงๆ เลยนะ มาขอโทษน่านก่อน นี่! โย! กลับมานี่นะ!!”
“คุณน้าไม่เป็ไรครับ น่านนั่งรถเมล์ไปเองดีกว่า”เราวิ่งมาห้ามคุณน้าไว้ก่อนที่เขาจะหยิบไม้กวาดไปฟาดลูกชายตัวแสบ ส่วนโยพอนั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาได้แล้วก็ขับออกไปโดยไม่ได้สนใจคนข้างหลังเลยเสียงคุณน้าะโด่าไล่หลังอย่างหงุดหงิด พอเขาขับจนลับสายตาไปแล้ว เราถึงได้ไหว้คุณน้าแล้วขอตัวออกมา
20นาทีผ่านไป ในที่สุดรถเมล์สายที่เราจะนั่งก็มาถึงจนได้ ระหว่างรอก็กระวนกระวายใจจะแย่วันแรกเราไม่อยากไปสายเลย แต่นี่มัน 8 โมงแล้วไง!
มันจะไม่มีอะไรเป็ใจสักวันเลยหรือไงนะ
บนรถเมล์ตอนนี้คนเยอะมากเพราะเป็่เช้าคนบนรถมีทั้งคนวัยทำงาน นักเรียน นักศึกษาเต็มไปหมด แถมยังโดนเบียดสุด ๆ ไอ้เราก็ไม่ได้ตัวใหญ่อะไรมากเลยพยายามจะหาราวจับเพื่อให้ทรงตัวได้ไม่งั้นโงนเงนตลอดทางแบบนี้ไม่ไหว อ้วกก่อนถึงโรงเรียนแน่
เอี๊ยด! ปึก!
ในขณะที่กำลังหามุมในการจับราวนั้นรถก็เบรกกะทันหัน ตัวเราเซไปข้าง ๆ จนเกือบหลุดออกจากประตูรถที่ยังไม่ได้ปิดแต่โชคดีที่คนข้างหลังดึงกระเป๋าที่เราสะพายไว้ก่อนไม่งั้นเมื่อกี้หัวทิ่มออกจากรถไปแล้ว ฮือ
“เป็อะไรเปล่า?...นี่ลุง! ขับดี ๆ มันจะตายหรือไงวะ”
พลเมืองดีที่ช่วยเราไว้ถามขึ้นก่อนที่จะะโไปด่าคนขับรถคนรอบ ๆ ตัวก็พากันพึมพำด่าลุงเช่นกัน แต่ดูเหมือนลุงจะไม่สะทกสะท้าน ยังขับ ๆเบรก ๆ เหมือนเดิม จนเราเริ่มเวียนหัวแล้ว
“มะ..ไม่เป็ไรขอบคุณครับ”
“เฮ้อค่อยยังชั่ว”
เราเงยหน้าขึ้นไปมองเขาซึ่งเขาเองก็ก้มมามองเราแล้วทำหน้าโล่งใจ ที่ต้องเงยไปมองนี่เพราะความต่างของส่วนสูงที่ห่างกันชัดเจนเลย พอสังเกตคนตัวสูงดีๆ ผมสีอ่อนที่ยาวกว่าทรงนักเรียนทั่วไปเล็กน้อยถูกแสกกลางอย่างเป็ธรรมชาตินัยต์ตาสีเข้มกับผิวสีน้ำผึ้งที่ดูเข้ากัน ใบหน้าทะเล้นตามวัยฉายแววอยู่บนหน้า พบเจอคนหน้าตาดีหนึ่งอัตาาติก่อนทำบุญด้วยอะไรกันถามหน่อย ทางนี้ก็อยากจะหล่อกับเขาบ้าง
ว่าแต่...ชุดนักเรียนเขาเหมือนเราเลย
หรือเขาจะอยู่โรงเรียนเดียวกับเรา?ถามออกไปดีไหมนะ
“นาย...อยู่โรงเรียนสกท. เหมือนกันเหรอ”
“ใช่จิ้มลิ้มด้วยเหรอ”
“หืม?”
เราหันซ้ายหันขวาเพื่อเช็คว่าเขาคุยกับใครใครหน้าจิ้มลิ้มแถวนี้
“ฮ่าๆ หันไปไหน คุยกับนายอ่ะ”
“เราเหรอ”
“อาห้ะ”
มาจิ้มลงจิ้มลิ้มอะไร! คำชมหรือคำด่าเนี่ย
“เราชื่อน่านไม่ได้ชื่อจิ้มลิ้มสักหน่อย”
“ฮ่าๆ โทษ ๆ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เราชื่อนัทนะ”
“อื้มเราเพิ่งย้ายมาเข้าม.4 วันนี้วันแรกเลย นัทด้วยหรือเปล่า”
“รุ่นเดียวกันๆ แต่นี่เรียนที่นี่ั้แ่ม.ต้นแล้ว”
“อ๋อ”เราพยักหน้ารับรู้ให้กับเพื่อนใหม่ เขาหยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะเบิกตาโพลง ทำเอาเราใไปด้วยเลย
“เชี่ยยย8.18 น. แล้วนี่หว่า สายโคตร ๆ”
ใช่สาย! มันสายมากแล้วด้วยแต่ลุงก็ยังขับรถชิลล์มาก ไม่รู้จักรีบร้อน จะพาพวกเราซวยกันหมดเนี่ย!
“วันจันทร์อาจารย์อุทัยเฝ้าประตูด้วยเอาไงดีวะ”
เขาบ่นพึมพำคนเดียวอย่างกำลังใช้หัวคิดนี่ก็งง ๆ ไม่รู้จักอาจารย์อุทัยหรอก แต่ถ้าโดนพูดถึงแบบนี้ต้องโหดแน่ ๆ เลยอ่ะ แงแสดงว่าเขาจะลงโทษคนที่มาสายใช่ไหม
“จิ้มลิ้มต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะ”
“หือ?แผน?”
“ขับอย่างกับเต่าแบบนี้8.30 ก็ไม่ถึงโรงเรียน”
“เอ่อแล้ว...”
“ต้องเรียกเหงื่อกันหน่อยละ”
เขาจัดการกระชับสายกระเป๋าแน่นแล้วดึงเสื้อนักเรียนออกจากกางเกง คือ...ตั้งใจจะทำอะไร เรียกเหงื่ออะไรอธิบายมากกว่านี้หน่อยได้ไหม
“นัทจะทำอะไรอ่ะ”
“โดดต้องโดดลงตรงนี้แหละ แล้วเดินเอา”
“ห้ะ! โดดตอนที่รถกำลังขับเหรอ”
“ใช่ถ้าไม่ถึงป้ายรถไม่จอดไง เตรียมตัวนะ...”
เดี๋ยว...
ปุบปับแบบนี้เลยเหรอแล้วจะให้ะโลงตอนรถขับเนี่ยนะ...ไม่เอา! น่านไม่เสี่ยง ฮืออ
“1..”
“...”
“2”
พระเ้าช่วยยนี่เขาเอาจริงเหรอ!
“ดะ...เดี๋ยวนัท”
“3! โดดเร็ว”
“วะ..เหวอ!!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากนัทกำข้อมือเราแน่นแล้วดึงให้ะโลงไป ตัวเราลอยหวือไปตามแรงดึงของเขา แต่ก็เกิดความผิดพลาดเล็กน้อยเมื่อเราก้าวลงผิดจังหวะจนทำให้ตัวกลิ้งไปกับพื้นฟุตบาทแทน นัทที่กำข้อมือเราอยู่ก็ล้มตามไปด้วย
จังหวะที่พวกเราล้มนั้นลุงที่ขับรถก็ะโด่าแถมยังบีบแตรใส่ จนรถเมล์ผ่านหน้าพวกเราไปวินาทีเสี่ยงตายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้เหมือนหลุดมาจากหนังแอ็คชั่นที่นักแสดงเล่นพลาดจนาเ็เลย
“น่านทำไมไม่โดดอ่ะ ชอบเล่นฉากบู๊เหรอ”
นัทที่รู้สึกตัวก่อนก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามตัวออกเขาไม่ได้าเ็อะไรมาก คงมีแค่เสื้อนักเรียนดูเปื้อนเป็บางจุดเท่านั้นต่างจากเราลิบลับที่ทั้งเข่าทั้งข้อศอกถลอกไปหมด
“ก็มันก้าวพลาดอ่าโอ๊ย! เจ็บ”
“ไหนเอาแผลมาดูดิ้”เขานั่งยอง ๆ ข้างหน้าเราพร้อมกับดูแผลที่เข่า ฮือ ไม่กล้ามองแผลตัวเองไม่อยากเห็นเื แล้วมันต้องมาซวยอะไรแต่เช้าเนี่ย เข้าแถวไม่ทันแล้วยังตกรถอีกตกรถที่แปลว่าตกจากรถอ่ะ!
“แผลก็ไม่ได้ใหญ่มากนะแต่ทำไมเืออกเยอะจังวะ”
“ละ...เืเหรอ”
“อื้มจะไปโรงบาลตอนนี้ต้องไม่ทันคาบแรกแน่”
“ไม่เอาเราไม่ไปโรงพยาบาล เราไหว เราไปโรงเรียนได้”
ได้ยินนัทพูดว่าโรงพยาบาลออกมาก็กลัวถ้าไปโรงพยาบาล คุณหมอต้องโทรไปบอกคุณน้าแน่ว่าเราาเ็คุณน้าต้องเดือดร้อนมารับเราอีก เพราะงั้นไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป
“แต่เืออกเยอะนะไปเช็คก่อนไหม”
“ไม่เอาไม่เจ็บแผลแล้ว ค่อยไปตรวจที่โรงเรียนก็ได้ ๆ”
“เอางั้นเหรอ”
“อื้ม”
“ก็ได้งั้นแป๊บนึง” เขาหยิบมือถือขึ้นมาก่อนจะกดสองสามทีแล้วทาบหูเขาคงโทรหาใครบางคนนี่แหละ ไม่นานคนในสายก็รับ
“ฮัลโหลมึงช่วยหน่อยดิ...เออน่า ช่วยหน่อย ยกเก้าอี้มารอกูหลังโรงเรียนทีดิกูเข้าแถวไม่ทันว่ะ...เออ กูมากับเด็กใหม่ด้วยเนี่ย เพื่อนเข่าแหกอ่ะคงให้ปีนกำแพงไม่ได้ เค ๆ ขอบใจมากมึง”
หลังจากคุยเสร็จเขาก็ช่วยพยุงเราขึ้นน่าอายไหมเนี่ย ให้เพื่อนใหม่ช่วยั้แ่วันแรกเลย แผลที่ศอกก็เจ็บ เข่าก็ตึงนี่เราลงท่าไหนถึงปวดตัวขนาดนี้นะ ส่วนนัทนี่เหมือนไม่ได้ล้มอ่ะ ปกติมาก
“ขอโทษนะนัทที่ต้องให้ช่วย”
“เออไม่เป็ไร ๆ เราพาจิ้มลิ้มโดดลงมาเองด้วย รู้สึกผิดเลย”
“เราไม่ได้ชื่อจิ้มลิ้มนะ”
“ผู้ชายไรหน้าหวานขนาดนี้เรียกจิ้มลิ้มแหละง่ายดี”
เขาพยุงแล้วพาเราเดินไปตามทางแถมมาตั้งชื่อใหม่เฉยเลย จิ้มลิ้มเนี่ยนะ ไม่เห็นเท่อ่ะ!
“แล้วจิ้มลิ้มมาโรงเรียนนี้คนเดียวเหรอเพื่อนจากโรงเรียนเก่ามีใครย้ายมาด้วยกันป่ะ”
“อืม...ก็มีนะ”ไอ้มีมันก็มี แต่เราขอไม่พูดถึงจะดีกว่า หน้าตาตึง ๆ ของโยนี่ลอยมาเลยป่านนี้เขาคงเข้าแถวแล้วเริ่มทำความรู้จักกับเพื่อนไปแล้วมั้ง แล้วดูเราดิทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เฮ้อ...
“งี้ถ้าอยู่ห้องเดียวกับเพื่อนก็ดีดิ”
“เอ่อ...แยกห้องน่าจะดีกว่าเราอยากทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่น่ะ แหะ ๆ”
อย่างน้อยก็ช่วยส่งเื่ดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่างเช่นการอยู่คนละห้องกับโยด้วยเถอะ ขอใช้แต้มบุญทั้งหมดที่มี!
“แปลกคนฮ่ะ ๆ เออ เดี๋ยวไปทำแผลที่ห้องเราก่อนก็ได้นะ แผลจะได้ไม่ติดเชื้อ”
“นัททำแผลเป็เหรอ”
“อืมเล่นฟุตบอลแล้วาเ็บ่อยอ่ะ ทำแผลจนชินละ”
“อ๋ออออ”
“ก็แวะไปห้องเราก่อนละกันทำแผลเสร็จเดี๋ยวเราส่งไปที่ห้องของจิ้มลิ้มเอง”
“ได้ขอบใจนะ”
หลังเข้าแถว
พวกเรามาถึงโรงเรียนอย่างฉิวเฉียดคาบแรกเพราะทางลัดหลังโรงเรียนที่นัทพามา แถมไม่โดนอาจารย์ดุด้วย ต้องขอบคุณความเป็ศิษย์เก่าที่รู้จักโรงเรียนดีทุกซอกทุกมุม
ตอนนี้เรามาถึงห้องเรียนของนัทตามที่ตกลงกันไว้ว่าเขาจะพาเรามาทำแผลก่อนแล้วค่อยไปส่งที่ห้องเรียน รอบ ๆ ตัวคือเพื่อนร่วมห้องของนัทที่พากันมามุงดูพวกเราเหมือนเป็เื่แปลกใหม่
“ไปมีเื่กับใครมาวะไอ้นัท”
“ไม่ได้มีเื่”
“อ้าวไปทำไรมา ทำสภาพเป็งี้กันวะ”
“อุบัติเหตุนิดหน่อย”
เพื่อนในห้องคนหนึ่งถามขึ้นมาเขาคือคนที่นัทโทรไปหาก่อนหน้านี้แหละ คนที่ช่วยยกเก้าอี้มาหลังโรงเรียนให้พวกเราปีนเข้ามานัทก็นั่งไล่ตอบคำถามเพื่อนไปด้วยพร้อมกับทำแผลให้เราไปด้วย แต่คนอื่น ๆก็ยังมุงและถามนู่นถามนี่ไม่หยุด ดูเหมือนเพื่อนในห้องจะยังมากันไม่ครบ เพราะในห้องมีกันไม่ถึงยี่สิบคนเลยถ้ามาครบทั้งห้องนัทคงต้อบตอบคำถามเพื่อนทั้งวันแน่
“แล้วคนนั้นชื่ออะไรอ่ะ”
“เราเหรอเราชื่อน่าน”
“อยู่ห้องไหนห้องนี้เหรอ”
“อ้อเปล่า เราอยู่ห้อง 3”
“จิ้มลิ้ม...ก็นี่แหละห้อง3”
นัทหันมาตอบเราหน้างงๆ อ้าว ก็นัทบอกว่าจะพามาทำแผลที่ห้องเรียนนัทไม่ใช่เหรอ ถ้านัทเรียนห้องนี้...แสดงว่านัทก็อยู่ห้อง3 เหมือนเราน่ะสิ!
“นัทอยู่ห้องนี้เหรอ”
“อ่าห้ะ”
“พวกเราอยู่ห้องเดียวกัน?”
“พูดมาขนาดนี้ก็ต้องใช่สิฮ่า ๆ บังเอิญเนอะ อยู่ห้องเดียวกันเลย”
โล่งอกอย่างน้อยก็หาเพื่อนได้หนึ่งคนแล้ว วันแรกก็ไม่แย่เท่าไหร่มั้ง นัทดูอัธยาศัยดียิ้มเก่ง เข้ากับคนง่าย ดูเขาเป็คนที่เพื่อนเยอะดี นี่ขนาดมีหลายคนที่เป็เด็กเข้าใหม่เหมือนเราแต่นัทคุยกับเพื่อนได้อย่างธรรมชาติเลย ถ้าเราอยู่กับเขาต้องเพื่อนเยอะแน่ ๆ
ปึก!
“ยิ้มเหี้ยไรไอ้เอ๋อถอย กูจะนั่ง”
เสียงนี้...บอกเราทีว่าไม่ใช่
ยังพูดไม่ทันขาดคำจู่ ๆ ก็มีคนมาเดินชนเก้าอี้ที่เรานั่งอยู่ และแล้วคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดในโรงเรียนก็มาถึงแถมอยู่ห้องเดียวกันด้วย
สุดยอดไปเลย...
โรงเรียนนี้มันมีห้องเดียวหรือไงนะฮือออ
“โรงเรียนนี้มันมีห้องเดียวไงวะหงุดหงิด”
นั่นไงเป็ครั้งแรกที่เรากับโยความคิดเห็นตรงกัน ให้ตายเถอะ มันมีตั้งหลายห้องไหมอ่ะทำไมต้องมาอัดอยู่ห้องเดียวกันหมดด้วย ฟ้ากลั่นแกล้งใช่ไหม ตอบ!
“ขอบใจที่ทำแผลให้นะนัทเราย้ายที่ก่อน เดี๋ยวครูก็จะมาแล้ว”
“อ้าวไม่นั่งนี่เหรอ”
นั่งให้โดนคนบางคนกระทืบเหรอโยหน้าหงิกหน้างอแล้วเนี่ย
“เอ่อไม่อ่ะ พอดีเราสายตาสั้น นั่งหน้าน่าจะถนัดกว่า”
“อ้าวเหรอโอเค ๆ”
เราขนสัมภาระทั้งหมดย้ายไปนั่งหน้าสุดเลยทำตัวเป็เด็กตั้งใจเรียน แต่ที่ไหนได้ แค่หนีใครบางคนมาเท่านั้นแหละ ปกติเรานั่งหน้าห้องที่ไหนกันเราเรียนไม่ค่อยรู้เื่แถมยังเหม่อบ่อยด้วย คะแนนเลยออกมากลาง ๆผิดกับโยที่ต่อให้จะนั่งหลังสุดหรือจะโดดเรียนยังไง เขาก็หัวไวและทำข้อสอบได้เสมอ
เฮ้อ...
ถือว่าดวงกุดสุดๆ เลยนะเนี่ย ที่ต้องอยู่ห้องเดียวกับเขา
หนึ่งปีหลังจากนี้อะไรจะเข้ามาก็มาเลย ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว
บทที่ 1 จบ
✤ ✤ ✤