“เขาเรียกราคาเท่าไหร่กันแน่”
หนิวเซี่ยงตงเห็นโจวเทียนฉีเอาแต่ถามถึงราคาไม่หยุดจึงตอบกลับไปว่า “นี่เป็นของเถื่อนของนักสะสมในวงการ พี่โจวเองก็น่าจะเข้าใจดีเพราะแบบนั้นราคาของมันถึงได้ต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปถึงเท่าตัว เขาต้องการเท่านี้!”
ในขณะที่พูดหนิวเซี่ยงตงชูมือขวาขึ้นมาแสดงท่าทางที่สื่อถึงเลข ‘หก’ แล้วกล่าวว่า“หกล้านหยวน!”
“หกล้านหยวนเลยเหรอ”
ถึงแม้โจวเทียนฉีจะรู้ว่าราคาที่ออกมาจากปากของหนิวเซี่ยงตงจะต้องไม่ใช่ราคาถูกแต่ “หกล้านหยวน” ที่อีกฝ่ายพูดออกมาก็ยังสร้างความ “ตกใจ” ให้แก่เขาอยู่ดีหลังจากที่นิ่งอึ้งไปสักพัก เขาก็ส่ายศีรษะ กล่าวขึ้นด้วยความเสียดาย“ราคานี้มัน...สูงเกินไปแล้ว!”
หนิวเซี่ยงตงคลี่ยิ้มพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจ“ไม่เป็นไรหรอก ผมแค่พูดให้ฟังเฉยๆ เรื่องที่ผมเอามาบอกพี่โจวได้ก็มีแค่เรื่องการหาเงินเท่านั้นเดี๋ยวผมจะเอาข่าวนี้ไปบอกเพื่อนคนอื่นๆ ทีหลังเหมือนกัน เจ้าของชิ้นนี้น่ะ ฮ่าๆๆไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะขายไม่ได้ พี่โจวเองก็คงจะรู้ ถ้านี่ไม่ใช่ของเถื่อนตั้งราคาขายสักสิบสองล้านหยวนก็ต้องมีคนอยากได้แน่นอนนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย!”
แน่นอนว่าโจวเทียนฉีรู้ดีว่าถ้าเครื่องลายครามชิ้นนี้เป็นของแท้มันจะต้องมีมูลค่ามากกว่าสิบล้านหยวนอย่างแน่นอน แต่เขาจะไปรวบรวมเงินจำนวนมหาศาลถึงหกล้านหยวนมาจากไหน
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของหนิวเซี่ยงตงก็พลันดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดู แล้วกดรับสาย“เถ้าแก่ฉิน...ฮ่าๆๆ สวัสดีครับๆ ตอนบ่ายผมกะจะโทรไปคุยธุระกับคุณอยู่พอดี...”
พูดมาถึงตรงนี้หนิวเซี่ยงตงก็ใช้มือป้องโทรศัพท์มือถือ จากนั้นส่งยิ้มให้โจวเทียนฉีและเอ่ยขึ้นว่า “พี่โจว นั่งอยู่ในห้องนี้สักพักก่อนก็แล้วกันผมขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ก่อน”
“ได้สิเถ้าแก่หนิวไปคุยโทรศัพท์เถอะ” โจวเทียนฉีเข้าใจอย่างชัดเจนว่าโทรศัพท์สายนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องลายครามเขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้แค่ปล่อยให้หนิวเซี่ยงตงเดินออกไป ใครใช้ให้ตัวเขาไม่มีปัญญาหาเงินหกล้านหยวนมาได้กันล่ะ
หนิวเซี่ยงตงคุยโทรศัพท์เสียงดังลั่นแม้ว่าจะอยู่ถัดไปอีกสองสามห้องก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะของเขาดังแว่วเข้ามาและฟังจากน้ำเสียงในการคุยโทรศัพท์แล้ว เหมือนว่าจะเป็นบทสนทนาที่ ‘ยาวนาน’ พอสมควรราวกับว่าจะต้องกินเวลาถึงครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ
โจวเทียนฉีนั่งนิ่งจ้องมองไปที่เครื่องลายครามบนโต๊ะ จู่ๆเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าทำไมเขาไม่ถ่ายรูปเครื่องลายครามและส่งข้อความไปถามอู๋จื๋อเหริน แขกคนสำคัญที่หลงชิวเซิงพามาล่ะ
อีกฝ่ายเองก็ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้เขาไม่ใช่หรือเมื่อโจวเทียนฉีคิดถึงเรื่องนี้ ทั่วทั้งสรรพางค์กายก็พลันร้อนรุ่มกระสับกระส่ายราวกับมองเห็นธนบัตรปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้าอีกครั้ง!
คิดได้แบบนั้นก็ลงมือทันทีโจวเทียนฉีรีบหยิบโทรศัพท์มือถือซัมซุง S5 ขึ้นมาถ่ายรูปจากทุกด้านและทุกมุมในตอนท้ายยังหยิบแจกันลายครามขึ้นมาถ่ายรูปจากมุมด้านล่าง
ขั้นตอนในการถ่ายรูปใช้เวลาไม่นานกินเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีโจวเทียนฉีรู้สึกเหมือนตนเองเป็นโจรที่ลอบลักขโมยของอย่างไรอย่างนั้นหลังจากเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วก็เงี่ยหูฟังหนิวเซี่ยงตงยังคงพูดจ้ออยู่หน้าร้าน โดยไม่มีท่าทีที่จะหยุดพูดเลยแม้แต่น้อย
โจวเทียนฉีระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกหลังจากพักหายใจหายคอ รอให้หัวใจที่เต้นรัวสงบลงชั่วครู่หนึ่งเขาก็ครุ่นคิดกับตัวเอง และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็ส่งรูปที่เพิ่งถ่ายให้แก่อู๋จื๋อเหรินผ่านระบบส่งข้อความแบบแนบรูปภาพพร้อมทั้งพิมพ์ข้อความกำกับหนึ่งย่อหน้าว่า “บอสอู๋ครับผมเพิ่งได้รับแจกันลายครามสมัยราชวงศ์หยวนมาหนึ่งใบเลยส่งรูปมาให้บอสอู๋ดูเผื่อว่าบอสอู๋จะสนใจ...”
ส่งข้อความเสร็จแล้วโจวเทียนฉีก็รีบเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงอีกครั้งเพราะเกรงว่าจะถูกหนิวเซี่ยงตงเห็นเข้า แต่ในเวลานี้หนิวเซี่ยงตงยังคงคุยโทรศัพท์อยู่
โจวเทียนฉีทำได้แค่จ้องมองแจกันลายครามอย่างนิ่งงันหากจะให้พูดถึงจุดเด่นของแจกันใบนี้ เขาเองก็มองไม่ออกเหมือนกัน
ผ่านไปประมาณสี่ถึงห้านาทีหนิวเซี่ยงตงก็ยังไม่มีความคิดที่จะหยุดคุยโทรศัพท์ ฝ่ายโจวเทียนฉีอ้าปากหาวรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นเองโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นและมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นทำเอาเขาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ!
หลังจากที่เรียกสติกลับมาได้แล้วและพบว่ามีสายเรียกเข้า โจวเทียนฉีก็จ้องมองไปยังโทรศัพท์มือถือของตัวเองด้วยความ ‘ตื่นตระหนก’และเมื่อเห็นตัวอักษรสามตัว ‘อู๋จื๋อเหริน’ ที่เพิ่งบันทึกลงในโทรศัพท์ได้ไม่นานก็ตะลึงงันไปอีกครั้ง!
เขานิ่งอึ้งไปนานหลายนาทีกว่าจะได้สติกลับมาที่แท้อู๋จื๋อเหรินก็โทรกลับมาหาเขา!
ถึงแม้ว่าใจจริงโจวเทียนฉีเองก็คาดหวังว่าอู๋จื๋อเหรินจะโทรกลับหาตนเองหลังจากได้รับข้อความแต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็นึกไม่ถึงเลยว่าอู๋จื๋อเหรินจะโทรกลับมาหาเขาเร็วขนาดนี้!
โจวเทียนฉีรวบรวมสติแล้วรีบกดปุ่มรับสายอย่างว่องไว พลางเอ่ยพูดด้วยเสียงเบาว่า “บอสอู๋คือว่า...ผม...ผม...”
โจวเทียนฉียังไม่ทันจะได้พูดอะไรอู๋จื๋อเหรินก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน “เถ้าแก่โจวใช่ไหม ฉันเห็นรูปที่เถ้าแก่โจวส่งมาแล้วนะรบกวนเถ้าแก่โจวช่วยถ่ายรูปลวดลายบนแจกันกับลายมือที่ใช้ลงนามมาให้ฉันเพิ่มหน่อยแล้วฉันจะโทรกลับไปทีหลัง!”
โจวเทียนฉียังไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้พูดอู๋จื๋อเหรินก็วางสายไปก่อนแล้วแต่เขาได้ยินสิ่งที่อู๋จื๋อเหรินพูดทางโทรศัพท์ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“เขาต้องสนใจแน่ๆ!” ภายในใจของโจวเทียนฉีอัดแน่นไปด้วยความปลื้มปีติเขารีบทำตามคำพูดของอู๋จื๋อเหริน ถ่ายรูปจำนวนมากแล้วส่งไปให้อีกฝ่ายอย่างไม่รอช้าจากนั้นก็รอ
ไม่รู้ว่าอู๋จื๋อเหรินจะมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างถ้าอู๋จื๋อเหรินอยากได้แจกันใบนี้ เขาจะจ่ายเท่าไร ถ้าเกินกว่าหกล้านหยวน นี่ก็นับว่าเป็นการทำกำไรแล้วแต่ตัวเขาจะทำการซื้อขายครั้งนี้อย่างไรดีล่ะ
เขาควรจะทำการค้าร่วมกับหนิวเซี่ยงตงหรือว่าทำเองคนเดียวดี ถ้าหากทำร่วมกัน กำไรที่ได้ย่อมต้องแบ่งกันคนละครึ่งแต่ปัญหาก็คือเขายังกังวลว่าหนิวเซี่ยงตงจะเกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมา ในเมื่อตัวเขาเองทำได้แค่แนะนำลูกค้าให้แต่ควักเงินมาร่วมลงทุนไม่ได้หนิวเซี่ยงตงจะไม่คิดว่าควรทำธุรกิจนี้เองเพียงลำพังและรับกำไรไปเองคนเดียวเต็มๆหรอกหรือ
นอกจากนี้หนิวเซี่ยงตงก็ยังสนิทสนมกับหลงชิวเซิงมากกว่าโจวเทียนฉีขอแค่โทรไปถามหลงชิวเซิงว่ามีคนที่สามารถรับซื้อวัตถุโบราณหรือไม่ การค้าครั้งนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือของหนิวเซี่ยงตงอย่างไม่มีข้อสงสัยและเขา โจวเทียนฉีก็จะไม่ได้เงินแม้แต่หยวนเดียว!
วิธีเดียวที่จะสามารถทำกำไรได้อย่างแน่นอนก็คือเขาต้องซื้อแจกันลายครามใบนี้ไว้เสียเอง แต่เขาจะไปรวบรวมเงินหกล้านหยวนมาจากไหนล่ะ
ตอนนี้เขามีเงินอยู่ในมือแค่สามแสนห้าหมื่นหยวนเท่านั้นถึงแม้ว่าจะนำเงินของภรรยาที่บ้าน ซึ่งมีเกือบหนึ่งแสนหยวนมาคิดรวมกันแล้วก็ตามก็จะเป็นเงินเพียงสี่แสนห้าหมื่นหยวน ยังห่างจากหกล้านหยวนอยู่อีกไกล!
อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้ว่าอู๋จื๋อเหรินต้องการแจกันใบนี้หรือไม่อีกฝ่ายเห็นแค่รูปที่ส่งไปเท่านั้น ยังไม่ได้เห็นแจกันด้วยตาตัวเองเลยใครจะรับประกันได้ว่าอู๋จื๋อเหรินจะอยากได้มันไปจริงๆ ถ้าเป็นเขาเขาก็จะไม่ตัดสินใจอะไรง่ายๆ แบบนั้นเหมือนกัน!
ในขณะที่โจวเทียนฉีกำลังลังเลใจเสียงโทรศัพท์ก็พลันดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาได้เตรียมใจเอาไว้แล้วเมื่อเห็นว่าสายที่โทรเข้ามายังคงเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของอู๋จื๋อเหรินจึงรับสายในทันที!
โจวเทียนฉีสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามสงบสติอารมณ์ จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบว่า “บอสอู๋ว่าอย่างไรบ้างครับ”
ฝ่ายอู๋จื๋อเหรินที่อยู่ในสายเองก็ไม่พูดอ้อมค้อม“เถ้าแก่โจว ฉันอยากได้เครื่องลายครามสมัยราชวงศ์หยวนชิ้นนั้นเพียงแต่ฉันต้องถามเถ้าแก่โจวเสียก่อน ของชิ้นนี้ค่อนข้างสำคัญฉันจึงต้องถามให้ชัดเจน เถ้าแก่โจวเขียนสัญญาการซื้อขายได้ไหม หรือว่าของชิ้นนี้เป็นของเถื่อนที่เขียนสัญญาไม่ได้”
โจวเทียนฉีชะงักงันภายในใจคิดว่าอีกฝ่ายคือ ‘มือเก๋า’ ตัวจริงเสียงจริง ถึงกับถามคำถามที่สำคัญแบบนี้ตั้งแต่แรก!
“เรื่องนี้...”โจวเทียนฉีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยตอบกลับไปว่า “บอสอู๋ผมเองก็จะพูดกับคุณตามตรงของชิ้นนี้เป็นของเถื่อนที่เพื่อนของผมได้มาจากคนในวงการครับ!”
“อืมฉันเข้าใจแล้ว” อู๋จื๋อเหรินกล่าวออกมา และพูดขึ้นอีกครั้ง “เถ้าแก่โจวฉันจะไม่พูดถึงความล้ำค่าของเครื่องลายคราม ในเมื่อนี่เป็นของของเถ้าแก่โจวเถ้าแก่โจวต้องรู้ดีอยู่แล้ว ว่ากันตามตรงถ้าของชิ้นนี้ซื้อขายกันตามกระบวนการปกติไม่ได้ ราคาก็จะลดลงไปมากกว่าครึ่งถ้าเป็นการซื้อขายกันตามปกติ ฉันคงจะให้ราคาสิบหกล้านหยวนไปแล้วแต่ว่านี่เป็นของเถื่อน อืม...ฉันคงจะให้ราคาสูงสุดได้แค่แปดล้านหยวนเท่านั้นแต่ในเมื่อเพื่อนของเถ้าแก่โจวเป็นคนที่ซื่อตรงถึงขนาดนี้ ฉันก็จะให้เก้าล้านห้าแสนหยวนเถ้าแก่โจวคิดว่าอย่างไร”
“กะ...เก้าล้านห้าแสนหยวนเหรอครับ” โจวเทียนฉีถึงกับพูดติดอ่าง ในเมื่ออู๋จื๋อเหรินเสนอราคาที่แสนจะเกินคาดอย่าง“เก้าล้านห้าแสนหยวน” แบบนี้ เขาจะได้กำไรเท่าไรกัน
เมื่อหักลบต้นทุนหกล้านหยวนไปก็ยังได้กำไรอีกสามล้านห้าแสนหยวนซึ่งนี่คือจำนวนเงินที่โจวเทียนฉีไม่เคยคิดฝันมาก่อนต่อให้แบ่งครึ่งกับหนิวเซี่ยงตงแล้วก็ยังได้เงินถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นหยวนอยู่ดี!
หนึ่งล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นหยวนถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่เขาไม่สามารถหาได้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา!
นี่คือหนึ่งล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นหยวนเชียวนะไม่ใช่หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหยวน!
ในเสี้ยววินาทีนั้นโจวเทียนฉีได้ตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะต้องรวบรวมเงินจำนวนหกล้านหยวนมาให้ได้ถึงจะต้องไปกู้หนี้นอกระบบมาก็ไม่เป็นไร เพราะเขาต้องการยืมแค่ไม่กี่วันเท่านั้นไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยอย่างไรก็คงจะเสียแค่ห้าแสนหยวน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอแล้วจริงไหม
ต่อให้เสียดอกเบี้ยห้าแสนหยวนก็ยังเหลือเงินอีกตั้งสามล้านหยวนเชียวนะ!
ด้วยเงินจำนวนสามล้านหยวนนี้โจวเทียนฉีย่อมสามารถยกระดับสถานะของตนเองได้อย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด!
“ว่าอย่างไร...เถ้าแก่โจวคิดว่ามันยังน้อยไปเหรอ ถ้าอย่างนั้น...ฉันให้ได้สุดสูงสิบล้านหยวนแจกันใบนี้เป็นของเถื่อน ฉันเลยให้ราคาเถ้าแก่โจวได้มากที่สุดแค่สิบล้านหยวน!”
เมื่อเห็นว่าโจวเทียนฉีนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรกลับมาเป็นเวลานาน อู๋จื๋อเหรินที่อยู่ในสายจึงพูดขึ้นอีกครั้งเดิมทีโจวเทียนฉีกำลังจะบอกว่าตนไม่ได้คิดว่าราคานี้ “น้อยเกินไป”เรียกว่าเกินพอแล้วด้วยซ้ำ แต่อู๋จื๋อเหรินกลับไม่ให้โอกาสเขาได้พูดขัดจังหวะหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายเสนอเงินเพิ่มให้อีกห้าแสนหยวน ในเมื่อได้เงินเพิ่ม โจวเทียนฉีเองก็ย่อมไม่‘ปฏิเสธ’ เขาไม่มีทางรังเกียจเงินจำนวนมากอยู่แล้ว!
“ตกลงครับสิบล้านหยวนก็สิบล้านหยวน เพียงแต่ว่า...” โจวเทียนฉีครุ่นคิดไปพลางเอ่ยปากพูดไปพลาง “บอสอู๋อยากมาดูแจกันใบนี้เมื่อไหร่ และกะจะมาซื้อตอนไหนเหรอครับ”
อู๋จื๋อเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า“เถ้าแก่โจว ตอนนี้ฉันกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ไม่ได้อยู่ที่เมืองถงเฉิงหนำซ้ำยังอาจจะมีธุระที่ต้องใช้เวลาสามถึงสี่วันกว่าจะจัดการเสร็จ เอาอย่างนี้ฉันจะโอนเงินมัดจำหนึ่งล้านหยวนให้เถ้าแก่โจวก่อน เถ้าแก่โจวให้เวลาฉันสักสามวันอีกสามวันให้หลัง ฉันจะไปจัดการเรื่องการซื้อขายแล้วก็จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ครบสิบล้านหยวน!”
เมื่อได้ยินอู๋จื๋อเหรินพูดว่าจะจ่ายเงินมัดจำก่อน‘หนึ่งล้านหยวน’ โจวเทียนฉีก็ยิ้มแย้มหน้าบานด้วยความดีอกดีใจ จู่ๆ ภาระอันหนักอึ้งของเขาก็ถูกแบ่งเบาไปตั้งหนึ่งล้านหยวนดูท่าทางพระเจ้าคงอยากให้เขาได้กำไรก้อนใหญ่จึงส่งลาภลอยมาให้!
นี่สินะที่เขาว่ากันว่ายามโชคลาภมาเยือน แม้แต่ประตูก็ไม่อาจขวางกั้น!
อู๋จื๋อเหรินพูดกำชับอีกสองสามประโยคก่อนจะวางสายไปฝ่ายโจวเทียนฉีกำลังถือโทรศัพท์อยู่ในมือ เขารู้สึกมีความสุขจนบรรยายไม่ถูก ความสุขเอ่อล้นอยู่ภายในใจจนแทบจะล้นทะลักออกมา!
ในขณะนั้นเองจู่ๆ หนิวเซี่ยงตงก็เดินเข้ามา และเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “พี่โจวมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นเหรอ ถึงได้ดูมีความสุขขนาดนั้น”
โจวเทียนฉีพยายามกลั้นยิ้มเอ่ยถามกลับไปว่า “ผมดูมีความสุขงั้นเหรอ”
“พี่ดูปากของพี่สิ...”หนิวเซี่ยงตงพูดด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้มพร้อมกับทำท่าทางประกอบ“แทบจะแยกออกจากกันเป็นสองส่วนอยู่แล้ว นี่ยังไม่เรียกว่ามีความสุขอีกหรือไงกัน”
“ฮ่าๆๆ...”
ถึงแม้ว่าโจวเทียนฉีจะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ในใจอย่างเต็มที่แล้วก็ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น จึงทำได้แค่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า“เถ้าแก่หนิว...หยุดพูดเล่นได้แล้ว ผมอยากคุยธุระกับคุณ ผมอยากได้แจกันลายครามใบนี้ของคุณแต่ว่าคุณช่วยลดราคาลงหน่อยได้ไหม ลดลงอีกสักหน่อย...”