"โอโห~" ดวงตาเฉินตงเป็ประกายพอ ๆ กับอาหารเบื้องหน้า
เต้าหู้ไข่ราดแฮม โรยด้วยต้นหอมสีเขียวขับเน้นสีสันภายในจาน แม้เป็อาหารง่าย ๆ แต่น่ารับประทานอย่าบอกใคร
ควันอุ่น และกลิ่นหอมที่โชยออกมาทำเอาในปากของเฉินตงเต็มไปด้วยมวลมหาน้ำลายแห่งความหิวโหย
"ฉันกินนะ" เฉินตงชี้ไปที่เต้าหู้ไข่จานนั้นอย่างกระตือรือร้น
"เชิญครับ"
ชายหนุ่มโยนแล็ปท็อปไปไว้ข้าง ๆ ถอดแว่นตา ทิ้งงาน ลุกจากเตียงไปที่โต๊ะอาหาร ตั้งหน้าตั้งตาตักเต้าหู้เข้าปาก
"อื้มมมมม!" เฉินตงทำเสียงแปลก ๆ
"แปลว่าอะไรครับ?"
"ก็อร่อยน่ะสิ! นายนี่สุดยอดเลยนะ สุดยอดจริง ๆ" เฉินตงพูดไปพลางตักเต้าหู้เข้าปากไปพลาง
เขาพอจะรู้ว่าลู่อันมีความสามารถในการทำอาหาร ดูจากซุปแก้เมาค้างเมื่อหลายวันก่อนรสชาติไม่เลว แต่ไม่คิดว่าจะทำเมนูอื่นได้ดีขนาดนี้
หลังจากต้องคอยตามติดลู่อันทั้งวัน แถมยังต้องทำงานด่วนส่งภายในวันนี้ เพียงแค่มีของอร่อยตกถึงท้อง เขาก็รู้สึกเหมือนชีวิตนี้ไม่้าอะไรอีกแล้ว
"ช้า ๆ หน่อย" ลู่อันเตือน วางชามข้าวไว้ตรงหน้าชายหนุ่ม "กินข้าวด้วยสิครับ"
"อื้มมม! ขอบใจ ขอบใจมาก!"
เห็นเฉินตงเคี้ยวกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ลู่อันรู้สึกโล่งอก อย่างน้อยเขาก็มั่นใจแล้วว่าชายคนนี้จะไม่ตายเพราะอดอาหารหรือทำอะไรไหม้อีก
"งั้น...ผมกลับแล้วนะ"
"ไม่กินด้วยกันล่ะ"
"ผมกินข้าวมาแล้ว"
"ออ..." เฉินตงแอบเสียดาย เพราะการกินข้าวกับใครสักคนมักจะทำให้อาหารอร่อยขึ้นเสมอ อีกอย่างมื้อนี้ลู่อันเป็คนทำทั้งหมด เขารู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องกินคนเดียว
"ไม่ต้องคิดมากแล้วกินไปเถอะครับ" ราวกับลู่อันอ่านใจเฉินตงได้
"งั้น...ฉันไปส่ง"
ถึงจะพูดแบบนั้นเฉินตงก็ยังถือถ้วยข้าวมาด้วยตอนที่เดินมาส่งลู่อันที่ประตู
ยังไม่ทันได้จับลูกบิดประตู ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ จังหวะการก้าวขามันคุ้นหูจนลู่อันต้องแอบมองผ่านช่องตาแมวว่าใครกันที่เดินผ่านไป
ทันใดนั้นเขาก็หยุดชะงัก
"เป็อะไรไป?" เฉินตงสงสัย
ไม่ทันไรข้างห้องมีเสียงเคาะประตูดังต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงะโของเหยียนเต๋อ
"ลู่อันนี่ฉันเองนะ เราออกมาคุยกันหน่อยเถอะ!"
ลู่อันถอนหายใจโดยไม่คิดจะโต้ตอบ
"นี่ ขอร้องล่ะ ฉันไม่อยากให้เราเลิกกันแบบนี้!"
เฉินตงสังเกตเห็นท่าทางหนักใจของลู่อันเลยกระซิบว่า
"จะนั่งเล่นในนี้ก่อนก็ได้..."
ลู่อันลังเล
"รอให้เ้านั่นไปแล้วค่อยกลับ" เฉินตงรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังกังวล เพราะนิสัยไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร เขาจึงพูดเสริมว่า "ถือเป็การขอบคุณที่นายทำอาหารให้ฉันกินก็ได้"
"..."
ลู่อันกำลังชั่งใจ ระหว่างออกไปเผชิญหน้ากับเหยียนเต๋อที่พูดไม่รู้ความ กับเฉินตงที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
"ขอโทษที่รบกวนนะครับ"
สุดท้ายลู่อันก็เลือกซ่อนอยู่ในห้องเฉินตง รอจนเสียงโวยวายหน้าประตูห้องเงียบลง เขาถึงค่อยกลับห้องของตัวเอง
"ขอบคุณนะครับ" ลู่อันโค้งให้เฉินตง
ซึ่งเป็ภาพหายากยิ่งกว่าภาพถ่ายติดมนุษย์ต่างดาวเสียอีก
ก่อนลู่อันจะเข้าห้อง เฉินตงยิ้มและพูดว่า "ฝันดี"
เด็กหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ฝันดีครับ" โดยไม่หันมามอง จากนั้นก็เดินเข้าห้องไปในที่สุด
สามวันต่อมา
ลู่อันยังคงเจอเฉินตงรออยู่หน้าประตูห้องตอนเช้าเวลาเดิม
"คุณยังไม่กลับไปอีกหรือครับ?"
คำทักทายที่แสนเ็าทำเอาคิ้วเฉินตงกระตุก
"อย่าเพิ่งไล่กันสิ...เพราะมีฉันอยู่ นายถึงได้มีเวลานอนเพิ่มไม่ใช่หรือไง?"
"แต่ผมก็แบ่งมื้อเย็นให้เป็การตอบแทนแล้วนี่ครับ"
"แล้วที่ฉันคอยตามดูแลนายล่ะ"
"อันนั้นผมไม่ได้ขอ อีกอย่างมันเรียกว่าดูแลไม่ได้ เพราะคุณทำตัวเหมือนโรคจิต"
เฉินตงส่งเสียงบ่นอุบอิบขณะเดินลงบันได กำแพงความสนิทสนมที่เด็กหนุ่มคนนี้สร้างช่างแ่าและสูงเสียนี่กระไร
จังหวะที่ก้าวลงบันไดจากชั้นสองไปชั้นหนึ่ง จู่ ๆ ร่างของลู่อันซวนเซ เกือบจะล้มลง ดีที่เฉินตงเดินตามหลังมาติด ๆ จึงประคองไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นลู่อันคงได้ร่วงตกบันไดลงไปแล้ว
"ขอบคุณครับ" ลู่อันทรงตัวอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเป็สีแดง ิัอุ่นเหมือนไมโครเวฟ
"นี่นายไม่สบายหรือเปล่า ทำไมตัวร้อนแบบนี้"
ลู่อันไม่ได้ปฏิเสธ หรือโกหกว่าตัวเองสบายดี เขาเพียงตอบว่า "ผมกินยาแล้ว"
"กินยาอย่างเดียวได้ที่ไหน มันต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยสิ"
"ผมต้องไปทำงานครับ"
"งานอะไร สิ่งที่นายควรทำที่สุดในตอนนี้คือนอนต่างหาก!"
ลู่อันไม่ฟังคำเตือน เด็กหนุ่มพยายามเดินปกติทั้งที่ในหัวหมุนควง เพื่อให้เฉินตงเห็นว่าเขาไม่เป็อะไร
เฉินตงส่ายศีรษะให้กับความดื้อดึงของเด็กหนุ่ม
สุดท้ายเขาก็เดินเข้ามา ย่อตัว แล้วรวบเอวลู่อันขึ้นพาดบ่า
"คุณ!..."
"ไม่ต้องถามว่าฉันทำอะไร" เฉินตงพูดสวนขึ้นมาก่อน "ฉันจะพาไปส่งที่ร้านอาหาร ระหว่างนั้นก็นอนซะ"
พอวางร่างลู่อันลง เฉินตงก็พบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นผล็อยหลับไปแล้ว
"ดูสิ แล้วยังจะทำเป็เก่งอีก"
เฉินตงเดินไปนั่งฝั่งคนขับ คาดเข็มขัดให้ลู่อัน ก่อนกระซิบข้าง ๆ คนป่วยว่า
"ฉันไม่พานายไปส่งที่ทำงานหรอก เ้างั่งเอ๊ย"
แล้วเขาก็สตาร์ตรถ เหยียบคันเร่ง มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
"ร่างกายอ่อนเพลียเพราะหักโหมมากเกินไป แล้วก็พักผ่อนไม่เพียงพอ"
คือข้อสรุปที่ได้จากการวินิจฉัยของคุณหมอโจแห่งโรงพยาบาลเทียนเหมิน
"เห็นไหม นายพักผ่อนไม่เพียงพอ"
ลู่อันไม่สนใจคำพูดของเฉินตง เขายังคงงอนที่ถูกหลอกพามาโรงพยาบาล
"วันนี้นายนอนให้น้ำเกลืออยู่นี่แหละ เข้าใจไหม เดี๋ยวฉันโทรไปบอกที่ทำงานให้ ว่านายไม่สบายขอลาป่วย"
"ไม่ครับ" ลู่อันลุกขึ้นนั่ง "ผมจะกลับบ้าน"
"อย่าดื้อได้ไหม!" เฉินตงเริ่มดุบ้างแล้ว แต่ใช่ว่าลู่อันจะยอม
ทั้งสองแยกเขี้ยวใส่กัน ดูไปแล้วเหมือนสุนัขและแมวที่กำลังข่มขู่กัน
ทว่าเมื่อพยาบาลเดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์และสายน้ำเกลือ ลู่อันกลับมีปฏิกิริยารุนแรงกว่าเดิม เขาผงะถอยกรูไปข้างหลัง ทั้งยังดึงหมอนขึ้นมาป้องกัน
"ทำอะไรเนี่ยเ้าดื้อ"
พรึบ!
เฉินตงแย่งหมอนไปจากมือลู่อัน เด็กหนุ่มตัวสั่นจนเขาเริ่มรู้สึกว่าความกลัวนี้ไม่ปกติ
"นายกลัวเข็ม?"
ลู่อันไม่ตอบแต่ยังคงถอยไปข้างหลัง พอพยาบาลสาวพยายามจะเอื้อมมือไปััแขนของเขา ลู่อันกลับสะบัดมือหนี พร้อมแผดเสียงดังลั่น
"อย่ามาแตะนะ!"
เฉินตงอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ลู่อันมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จำได้ว่าตอนที่เจอกันที่ร้านอาหาร ลู่อันก็ปัดมือลู่ซูลี่ทิ้งเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่ร้านกาแฟ เด็กหนุ่มคนนี้หลีกเลี่ยงที่จะโดนตัวพนักงานสาว เพื่อนร่วมงานที่ทำงานพิเศษส่วนใหญ่ก็เป็ผู้ชาย
พอสังเกตและปะติดปะต่อเื่ราวดี ๆ เขาถึงตระหนักได้ว่าลู่อันไม่ได้กลัวเข็ม พี่สาว หรือนางพยาบาล แต่เขาไม่ถูกกับมนุษย์เพศหญิงทุกคนบนโลกเลยต่างหาก
นิ้วมือสั่นไหวของลู่อันกำแขนเสื้อของเฉินตงแน่น ั์ตาสีเข้มมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ เสียงที่เปล่งออกมาสั่นไหวและหวาดกลัว
"ผม...อยากกลับบ้าน"