บทที่ 2 เสียงฝีเท้าจากข้างหลัง
“เื่นี้เกิดขึ้นตอนที่ผมเรียนอยู่ปีสองครับ วันนั้นหลังจากเลิกเรียน ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากพ่อ พ่อบอกว่าลุงของผมอาการหนักมาก คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ท่านอยากให้ผมรีบทำเื่ลากลับบ้านทันที”
“พอได้ยินข่าวนี้ ผมรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางหัว ในความทรงจำของผม ลุงเป็คนที่ร่างกายแข็งแรงมาก แข็งแรงเหมือนวัวถึกเลยก็ว่าได้ ปีนี้ท่านอายุยังไม่ถึงห้าสิบด้วยซ้ำ ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์แท้ ๆ!”
“ผมรีบถามพ่อในสายทันทีว่าว่าลุงป่วยเป็โรคอะไร พ่อไม่ตอบคำถามผม เพียงแต่ถอนหายใจออกมา แล้วกำชับให้ผมรีบไปซื้อตั๋วกลับมาให้เร็วที่สุด”
“หลังจากวางสาย ผมก็รีบโทรหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอลาหยุดสามวันทันที บ้านของผมอยู่ในชนบทครับ หลังจากนั่งรถไฟมาแปดชั่วโมง ก็ต้องต่อรถประจำทางอีกสองชั่วโมง และยังต้องเดินเท้าลัดเลาะไปตามทางบนเขาอีกครึ่งชั่วโมง”
“ตอนที่ผมไปถึงตัวตำบล มันก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว ่นั้นเป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง ลมเย็นะเืพัดมาไม่ขาดสาย”
“พ่อโทรมาถามผมเป็ระยะว่าจะถึงตอนไหน บอกว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกมารับ แต่ผมเกรงใจเลยปฏิเสธไป สุดท้ายผมเลยต้องเดินกลับบ้านคนเดียวในความมืด”
“ทางบนเขาทั้งขรุขระและเดินลำบาก ผมอาศัยเพียงแสงจันทร์สลัว ๆ ค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปอย่างทุลักทุเล ในป่าทึบ มีเสียงนกร้องแปลก ๆ ดังแว่วมาเป็ระยะ ในคืนที่เงียบสงัดแบบนี้ เสียงนั้นมันชวนขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก”
“แต่โชคดีที่ตลอดทางไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอมองเห็นทางข้างหน้าว่าอีกแค่สิบนาทีก็จะถึงบ้าน ฝีเท้าของผมก็เริ่มเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ในจังหวะนั้นเอง... ที่ข้างหูของผม กลับได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาเบา ๆ!”
เมื่อเล่าถึงจุดนี้ น้ำเสียงของหลินเซียวก็เปลี่ยนเป็เย็นะเืและน่าสะพรึงกลัวในพริบตาเดียว ช่องคอมเมนต์ก็ะเิไปด้วยข้อความนับไม่ถ้วน
[ เฮ้ย ! เล่าเื่ผีได้อารมณ์ขนาดนี้เลยเหรอ? เหมือนไปอยู่ในเหตุการณ์เองเลย ]
[ ดีเจ! ช่วยเบาเพลงประกอบหน่อยได้ไหม มันหลอนเกินไปแล้ว! ]
[ เป็ที่รู้กันดีว่า มนุษย์เรามีพันธสัญญากับผี... ตราบใดที่เรามุดหัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ผีจะเข้ามาทำอะไรเราไม่ได้! ]
[ เริ่มได้ฟีลแล้วว่ะ ดีเจคนใหม่นี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ ]
ณ โถงทางเดินของสถานีวิทยุ
“หลินเซียวไปฝึกเล่าเื่แบบนี้มาั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย?”
“เื่สยองขวัญแนวนี้ ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย!”
“รู้สึกเหมือนว่า เดี๋ยวต้องมีอะไรโผล่ออกมาแน่ ๆ!”
“หัวใจฉันเต้นแรงจนจะทะลุอกอยู่แล้ว!”
เพื่อนร่วมงานเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกัน พนักงานสาว ๆ บางคนที่ขวัญอ่อนเริ่มเขยิบเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กันเพื่อหาที่พึ่ง
แต่ที่มุมห้อง จางไห่กลับหน้าซีดเผือดเป็กระดาษ
เขาน่ะ... เป็คนขวัญอ่อนตัวพ่อเลยล่ะ
แต่ปัญหาคือ เขาทิ้งศักดิ์ศรีไม่ลง จะให้ไปนั่งเบียดกับคนอื่นเพราะกลัวเสียงหลินเซียวเนี่ยนะ? เสียชื่อหมด!
เขาเลยได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่ที่เดิม
‘ไอ้เวรหลินเซียว! รีบ ๆ ไสหัวไปซะทีเถอะ ฉันละเกลียดไอ้พวกดีเจเื่ผีที่สุดเลย!’
จางไห่สบถด่าในใจ
หลินเซียวจิบน้ำนิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ
“ตอนนั้น หัวใจของผมเริ่มเต้นรัวกระหน่ำ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังเป็นักศึกษาที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ผมบอกตัวเองว่ามันไม่มีอะไรหรอก หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง ผมก็ก้าวเดินต่อไป”
“แต่แล้ว... เสียงฝีเท้าจากข้างหลังก็ดังตามมาทันที! จังหวะเดียวกับที่ลมเย็น ๆ วูบหนึ่งพัดมาปะทะตัวพอดี ในตอนนั้น... รูขุมขนทั่วทั้งร่างของผมก็ขยายตัวกว้าง! ขนลุกซู่ไปทั้งตัว!!”
“ความเย็นะเืแล่นปราดจากฝ่าเท้าพุ่งทะลุขึ้นไปถึงสมอง! ผมเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า... สถานที่ที่ผมยืนอยู่ตอนนี้... มันคือสุสานประจำหมู่บ้าน!”
“ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เหงื่อเย็น ๆ ก็เริ่มซึมออกมาตามหน้าผากไม่หยุด ผมกัดฟันตัดสินใจออกตัววิ่งเหยาะ ๆ มุ่งหน้าไปทางบ้าน แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ... ไม่ว่าผมจะวิ่งเร็วแค่ไหน เสียงฝีเท้าข้างหลังนั้นก็ยังคงตามผมมาติดๆ! และรักษาระยะห่างเท่าเดิมเสมอ!”
“ขาสองข้างของผมหนักอึ้งเหมือนถ่วงด้วยตะกั่ว วิ่งไปไม่ถึงสองนาที ผมก็เหนื่อยจนหอบแฮก ผมต้องเอามือยันเข่าไว้ แล้วพยายามโกยอากาศเข้าปอด และในตอนที่ผมหยุด... เสียงฝีเท้าข้างหลังนั่น ก็เงียบหายไป!”
“จังหวะที่ผมกำลังจะหันหลังกลับไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เสียงที่ชวนให้ขนหัวลุกเสียงหนึ่งก็ดังลอยมาเข้าหู”
“พ่อหนุ่ม~ รอฉันด้วยสิ~”
“เสียงนั้นมันทั้งแหบพร่าและโหยหวน! บาดหูเหมือนเสียงคนพยายามดึงหลอดลม!”
“วิ้งงง!! ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น สมองของผมก็ขาวโพลนไปหมด คราวนี้ผมไม่สนความเหนื่อยอีกต่อไป ใส่เกียร์หมาสับขาหนีสุดชีวิตมุ่งหน้าไปที่บ้าน แต่เสียงฝีเท้ายังคงตามหลังมา ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังยิ่งกว่าเสียงเดินซะอีก”
“แต่ผมไม่กล้าหยุดพัก ไม่รู้ว่าวิ่งมานานแค่ไหน จนกระทั่งความเหนื่อยล้ามาถึงขีดสุด แสงสว่างวูบหนึ่งก็ส่องมากระทบหน้าผม! เ้าสอง นั่นแกใช่ไหม?”
“เสียงนั้นคุ้นหูมาก... นั่นคือเสียงพ่อ!! ผมรีบะโตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือ พ่อ! ผมเอง!”
“สารภาพตามตรงครับ ตอนนั้นผมดีใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาเลย พ่อมองผมด้วยสายตาสงสัย”
“แกจะวิ่งทำไมเนี่ย?”
“ผมตอบตะกุกตะกัก มี... มีคนตามผมมา!!”
“ห๊ะ?!”
“ผมจำได้แม่นเลยว่า หลังจากที่ผมพูดประโยคนั้นออกไป ร่างกายของพ่อก็สั่นสะท้านอย่างแรง เขายืนอึ้งอยู่กับที่ราวกับถูกฟ้าผ่า ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว”
พอเล่าถึงจุดนี้ หลินเซียวก็หยุดเว้นจังหวะอีกครั้ง และตอนนี้ คอมเมนต์ก็ไหลมาเร็วยิ่งกว่าเดิม
[ โอ้โห! โคตรลุ้นเลยว่ะ! ]
[ พ่อเป็อะไรไป? พ่อต้องรู้อะไรแน่ ๆ! ]
[ ดีเจอย่าเพิ่งหยุดสิ เล่าต่อเร็ว ๆ แม่เ้าโว้ยยย ฉันแชร์ลิงก์รายการนี้ไปให้ญาติพี่น้องทุกคนแล้ว เื่หลอนขนาดนี้จะฟังคนเดียวไม่ได้! ]
[ แชร์เหมือนกัน! ดีเจรีบเล่าเถอะ! ]
เมื่อเห็นคอมเมนต์เหล่านี้ เสี่ยวน่าก็ยิ้มออกมาอย่างสดใสและตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเพราะข้อมูลเรตติ้งแบบเรียลไทม์แสดงให้เห็นว่า รายการของหลินเซียวมียอดคนฟังพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่ เมื่อก่อน เรตติ้งของหลินเซียวจะวนอยู่แค่ 0.2% เท่านั้น แต่ตอนนี้ ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที มันพุ่งขึ้นมาถึง 0.8% แล้ว!!
อย่าลืมว่าจางไห่ที่เป็ตัวท็อปของสถานี จัดรายการใน่เวลาทองยังทำเรตติ้งได้แค่ 1.6%
แต่นี่คือรายการเที่ยงคืนนะ!
“อาจารย์หลินคะ คุณจะสร้างสถิติใหม่ได้ไหมเนี่ย!!” เสี่ยวน่ากุมมือไว้ที่คาง พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลินเซียวเล่าต่อ
“ผมมองพ่อด้วยความงุนงง”
“พ่อ เป็อะไรไปครับ?”
“อย่าถาม! วิ่ง!! รีบวิ่งเข้าบ้านเดี๋ยวนี้!”
“พ่อพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดสุดขีด เขาะโสั่งแล้วหันมาคว้ามือผม วิ่งกระเจิงกลับบ้านทันที ก่อนจะก้าวเข้าประตูบ้าน พ่อะโบอกแม่ที่กำลังยุ่งอยู่ในลานบ้าน”
“แม่! เร็ว! คีบถ่านไฟร้อน ๆ มาสองก้อน! เร็วเข้า!”
“แม่ผมงงอยู่พักหนึ่ง แต่ก็รีบวิ่งเข้าครัวไปคีบถ่านไฟร้อน ๆ มาวางไว้ที่ธรณีประตูหน้าบ้านตามคำสั่ง พ่อจ้องผมเขม็ง มัวยืนบื้อทำไม? รีบก้าวข้ามไปสิ!”
“บอกตามตรง ผมไม่รู้หรอกว่าเขาทำไปทำไม แต่ผมก็รีบก้าวข้ามถ่านไฟนั้นไปโดยสัญชาตญาณ”
“พอเข้าบ้านได้ พ่อก็จัดการปิดประตูลงกลอนอย่างแ่าทันที ท่านยืนพิงประตู หอบหายใจอย่างหนัก”
“พอมองดูดี ๆ... ผมถึงได้เห็นว่าบนหน้าผากของพ่อ ก็เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ๆ ไม่แพ้ผมเลยเหมือนกัน”