เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดของเซียวจิ่วเอ๋อร์ เพราะมีชนักติดหลัง นางจึงเผลอหันไปมองประชาชนที่มุงดูอยู่รอบๆ อย่างไม่รู้ตัว
นางดูถูกคนยากไร้เหล่านี้อย่างที่สุด ดั่งที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กล่าวไว้ นางมองว่าพวกเขาสมควรถูกกำหนดให้เป็ทาสและคนรับใช้ตลอดไป! ทุกสิ่งที่ดีงามบนโลกนี้ควรเป็ของคนเช่นตัวนางเท่านั้น!
แต่กระนั้นคำพูดเช่นนี้ นางพูดเพียงเวลาสนทนากับเซียวหรันในที่ลับเท่านั้น ไม่เคยมีบุคคลที่สามได้ยิน แล้วเซียวจิ่วเอ๋อร์รู้เื่นี้ได้อย่างไร?!
ฝูงชนที่มุงดูต่างโกรธแค้นและไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ พวกเขาหันกลับไปมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ที่กำลังร้องไห้จนดูอ่อนหวานบอบบางราวกับดอกสาลี่ต้องฝน[1] ทำให้พวกเขาอดสงสารไม่ได้
คำพูดของนางก็ไม่ผิดอะไร การที่เกิดมาพร้อมกับแก่นิญญาที่เสียหายไม่ใช่ความผิดของนางเสียหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น โบราณกล่าวไว้ว่า ‘ตายอย่างดีก็ยังไม่เท่ามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างยากลำบาก’ ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้บัญญัติว่าคนที่ไม่มีพลังิญญาสมควรตาย เซียวจิ่วเอ๋อร์เพียงแค่้ามีชีวิตอยู่เท่านั้น
“หยุดพูดเหลวไหลยุยงผู้อื่นเสียที!” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึก ดวงตาคมกริบมองไปทางเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยแววเกรี้ยวกราด “ตอนนี้ในเมืองหลวงมีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเ้ามันเป็คนเช่นไร?! เ้า...”
“ข้าเป็คนเช่นไร?” เซียวจิ่วเอ๋อร์ขัดจังหวะคำพูดของนาง
“ข้าเพียงแค่ย้ายออกจากจวนไปพำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เหตุใดเมื่อเื่ออกมาปากของเ้าจึงกลายเป็เื่เลวทรามได้ พูดก็พูดเถอะ สาเหตุที่ทำให้ข้าต้องย้ายออกก็ไม่ใช่เพราะเ้ากับเซียวหรันพังเรือนของข้าหรือไร!”
ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็ฉากๆ ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ่งร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศก ั์ตาของนางคลอด้วยหยาดน้ำตา ทั้งโกรธแค้นทั้งเ็ป ความอัดอั้นในใจที่ไม่อาจระบายออกมา ทำให้ผู้คนอดสงสารไม่ได้
น้ำตาโฉมงาม คร้ามใจผู้คน
ความงามของเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็ที่เลื่องลือ ไม่ใช่ความงามธรรมดา แต่เป็ความงามที่เมื่อแรกพบทำให้ผู้คนถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก นิ่งงันดุจต้องมนต์สะกดอยู่กับที่
เซียวจิ่วเอ๋อร์รู้ดีถึงประโยชน์ของรูปโฉมอันงดงาม นางกวาดตามองปฏิกิริยาของผู้คนโดยไม่ให้ผิดสังเกต ก่อนที่รอยยิ้มบางจะฉายวาบในดวงตาคู่งาม
เซียวจิ่วเอ๋อร์เป็คนปล่อยข่าวที่ว่าเซียวหรันมีเื่ทะเลาะกับคนของตระกูลเจี่ยและดึงดูดผู้คนมารวมตัวกันที่นี่
“ข้าพำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมมาเป็เวลาหลายวัน แต่ไม่มีใครในบ้านมาสนใจไยดีข้าเลย หากมิใช่เพราะท่านจิ่วผู้ใจบุญมอบเงินให้นิดหน่อย ข้าซึ่งเป็เพียงหญิงสาวอ่อนแอที่แม้แต่ไก่ก็ยังจับไม่อยู่ จะดำรงชีวิตอยู่ภายนอกนานเช่นนี้ได้อย่างไร”
นางพร่ำโทษความไร้หัวใจของคนในตระกูลเซียว ทำให้เจี่ยจวง ซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังเซียวจื้อหยวนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
“เดี๋ยวก่อน! ท่านจิ่ว?” เจี่ยจวงก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าท่านจิ่วที่เ้าพูดถึงนั้นหมายถึงใครกัน”
เจี่ยจวงเดิมทีซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของฝูงชน ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา แต่เมื่อผู้คนเห็นว่าเขาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ทุกคนต่างตกตะลึง
เซียวจิ่วเอ๋อร์เมื่อเห็นเขาก็เผยสีหน้าดีใจออกมา
“ท่านเจี่ย ช่วยข้าด้วย!”
นางทำให้ผู้คนประหลาดใจด้วยการวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังเจี่ยจวง
“ท่านจิ่วไม่ได้หลอกข้าจริงๆ ท่านมาช่วยข้าแล้ว!”
คำพูดของนางคลุมเครือไม่ชัดเจน ทำให้คนฟังอดเข้าใจผิดไม่ได้
เจี่ยจวงกระแอมเบาๆ อย่างอึดอัด แล้วขยับตัวไปด้านข้างหนึ่งก้าวเพื่อสร้างระยะห่างระหว่างเขากับนาง ก่อนจะถามคำถามซ้ำที่เพิ่งถามไปเมื่อครู่
“ท่านจิ่วคนไหนหรือ”
“ก็คนที่รักษาอาการป่วยของคุณชายเจี่ยอย่างไรเล่า!”
ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ชื่อเสียงของท่านจิ่วก็เริ่มเป็ที่รู้จักในเมืองหลวง
หลายคนรู้กันดีว่าตระกูลเจี่ยได้จ้างหมอจากยุทธภพมารักษาอาการปัญญาอ่อนของคุณชายเจี่ย แต่เดิมทุกคนต่างก็มองด้วยสายตาเย้ยหยัน เพราะชายผู้นั้นมีอาการเช่นนี้มานานถึงยี่สิบกว่าปีแล้ว อีกทั้งตระกูลเจี่ยก็ร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ขาดแคลนทรัพย์สินเงินทอง
หากรักษาได้จริง เหตุใดถึงไม่รักษาตั้งนานแล้ว หรือว่าท่านเจี่ยแก่จนเลอะเลือน ถูกหลอกเข้าเสียแล้ว
แต่ดูเหมือนตระกูลเจี่ยจะกลัวว่าผู้คนจะไม่รู้ว่าพวกเขาเจอหมอเทวดา จึงได้จัดการตรวจโรคจ่ายยาที่หน้าจวนถึงสามวัน โดยมีท่านจิ่วเป็ผู้ตรวจรักษา ตระกูลเจี่ยเป็ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด บนเทียบยาทุกใบมีตราประทับของตระกูลเจี่ย สามารถนำไปแลกรับยาจากร้านยาใดในเมืองหลวงก็ได้โดยไม่เสียเงินจนกว่าจะหายป่วย
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เหล่าผู้ยากไร้ที่ป่วยไข้แต่ไม่มีปัญญารักษาตัวในเมืองหลวง ต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันอย่างล้นหลาม ที่เหนือความคาดหมายก็คือ ท่านจิ่วผู้นั้นดูเหมือนจะมีฝีมืออยู่ไม่น้อยจริงๆ
ผู้ป่วยหนักที่เรื้อรังมาหลายปี ได้รับการฝังเข็มเพียงไม่กี่จุด และกินยาตามเทียบยาที่เขาเขียนให้เพียงไม่กี่ครั้ง อาการก็ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
สิ่งที่ทำให้ผู้คนตะลึงที่สุดก็คือท่านจิ่วสามารถช่วยชีวิตคนที่หมดลมหายใจไปแล้วให้ฟื้นคืนกลับมาได้ทันที!
ดังนั้นผู้คนต่างจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยว่าเมื่อใดบุตรชายตระกูลเจี่ยจะกลับมามีสติปัญญาปกติ หากเขารักษาได้จริง ท่านจิ่วผู้นี้ก็อาจเป็ดั่งพระโพธิสัตว์ที่กลับชาติมาเกิด!
“ท่านจิ่วบอกว่าเขามีเื่สำคัญที่ต้องไปจัดการ จะกลับมาในเร็ววันนี้ไม่ได้ ท่านจิ่วจึงมอบหมายให้ข้าไปที่จวนสกุลเจี่ยเพื่อฝังเข็มให้คุณชายเจี่ยทุกวัน ดูสิ นี่คือเข็มเงินที่เขามอบให้ข้า!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์พูดพลางหยิบชุดเข็มเงินออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเจี่ยจวงเห็นชุดเข็มเงินเ่าั้ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความใจนเกือบเป็ลม!
เขาซวนเซไปเล็กน้อย แต่ยังประคองตัวไว้ได้ สูดลมหายใจแรงสองครั้งก่อนจะมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยสายตาตื่นตระหนกและถามขึ้นทันที
“เขาให้…ให้เ้าไปฝังเข็มให้เสี่ยวชูงั้นหรือ?!”
นั่นไม่เท่ากับฆ่าลูกชายเขาหรอกหรือ!
เสียงของเจี่ยจวงสั่นเครือจนเซียวจิ่วเอ๋อร์เกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
นางกะพริบตาปริบๆ พร้อมทั้งบีบน้ำตาสองหยดให้ไหลออกมาอย่างน่าสงสาร ก่อนพยักหน้ารับ
“ท่านจิ่วบอกว่าข้ามีพร์ จึงรับข้าเป็ศิษย์ เขายังสอนวิธีรักษาคุณชายเจี่ยให้ข้าแล้ว ท่านเจี่ยไม่ต้องกังวลไป”
“ฮ่า! เ้ามีพร์งั้นหรือ” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะและเอ่ยแทรกขึ้นมา “ข้าว่าท่านจิ่วไม่ใช่แค่พวกหลอกลวงเสียแล้ว อาจจะตาบอดเสียด้วยซ้ำถึงได้พูดอะไรเช่นนั้น เขาไม่ละอายบ้างหรือ!”
“ท่านจิ่วไม่ได้หลอกลวงและไม่ได้ตาบอด!” เซียวจิ่วเอ๋อร์ตอบโต้กลับด้วยความไม่พอใจ “เขายังบอกอีกว่า การที่ข้ามีแก่นิญญาเสียหาย เป็เพราะถูกวางยา เขาบอกว่ายังมีทางรักษาข้าให้หายได้!”
“หืม? ถูกวางยา? เขามีหลักฐานอะไร” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เอ่ยเย้ยหยันพลางมองดูนางอย่างสนุกสนาน “แล้วยังจะมีความสามารถช่วยเ้าสร้างแก่นิญญาขึ้นมาใหม่?”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ก้มศีรษะลง ก่อนหยิบขวดเล็กสีขาวออกมาจากเอว แล้วเปิดออกต่อหน้าผู้คน ทันใดนั้นเสียงหายใจสะดุดของเหล่าผู้ชมก็ดังขึ้น
เพราะสิ่งที่นางเทออกมาบนฝ่ามือ ไม่ใช่สิ่งใดอื่นแต่เป็โอสถสีทองอร่ามทั้งเม็ด!
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เห็นเม็ดยานั้น ดวงตาทอประกายทันที นางพุ่งตรงเข้าหาเซียวจิ่วเอ๋อร์โดยสัญชาตญาณ หวังจะแย่งยาไป
โชคดีที่เซียวจิ่วเอ๋อร์คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า นางหลบได้ทัน พลางปกป้องเม็ดยาไว้ในอุ้งมือ แล้วแสร้งถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาว่า “ท่านพี่กำลังทำอะไร คิดจะแย่งของกลางวันแสกๆ หรือ”
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เพิ่งรู้ตัวถึงความผิดปกติของตนเอง นางกำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์
“ข้าแค่ยืนอยู่ไกลไปหน่อย เห็นของไม่ชัดเจน เ้าหยิบมันมาให้ข้าดูใกล้ๆ หน่อยสิ!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง นางค่อยๆ เปิดมืออย่างระมัดระวังพร้อมสีหน้าตื่นตัวราวกับกลัวว่าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์จะฉวยเอาสมบัติของตนไป
โอสถสีทองเปล่งประกายแสงใสบริสุทธิ์อยู่บนฝ่ามือ เซียวเฟิ่งเอ๋อร์จ้องมองจนเต็มตา นางขบฟันจนแทบแหลกละเอียดด้วยความอิจฉา!
ไม่ผิดแน่ นี่คือโอสถขั้นหก!
เ้าคนแก่เฒ่าคนนั้นถึงกับกล้ามอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้กับคนไร้ค่าเช่นเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างง่ายดาย นี่เป็การสิ้นเปลืองโดยแท้!
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ นางจึงฉวยโอกาสนี้กระตุ้นความอิจฉาของอีกฝ่าย นางเอ่ยอย่างเยาะเย้ยโดยไม่สนว่าจะทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองใจว่า
“ท่านจิ่วบอกข้าว่า ขอเพียงข้ากินยาพวกนี้ให้มากพอเช่นนั้นก็ยังมีหวัง! ตอนนี้ข้ากินไปแล้วหลายร้อยเม็ด และยังบอกอีกว่า เมื่อเขากลับมาจะมอบให้ข้าอีกหนึ่งพันเม็ดเพื่อช่วยฟื้นฟูแก่นิญญาของข้าขึ้นมาใหม่!”
[1] ดอกสาลี่ต้องฝน ใช้เปรียบเปรยถึงสาวงามแม้จะร้องไห้ก็ยังงดงาม