ตอนที่ 5: ปฏิวัติร้านโชห่วย
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เตชินท์มอบเงินให้พ่อกับแม่ บรรยากาศในบ้านยังคงอบอวลไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ มันเป็ความรู้สึกที่เขาไม่ได้ััมานาน... นานเหลือเกินจนเกือบจะลืมไปแล้วว่ามันเป็อย่างไร
เขารู้ดีว่านี่คือจังหวะเวลาที่ดีที่สุด... จังหวะที่ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของเขาอยู่ในจุดที่สูงที่สุดนับั้แ่ย้อนเวลากลับมา เขาต้องใช้โอกาสนี้ในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงเมล็ดแรกให้งอกเงยขึ้นมาให้ได้
ตลอดทั้งวัน เตชินท์ช่วยงานที่ร้านอย่างแข็งขันผิดกับเมื่อก่อน เขาไม่ได้แค่หยิบของส่งให้ลูกค้าตามที่แม่บอก แต่เขาใช้สายตาของนักธุรกิจวัย 36 ปี สังเกตพฤติกรรมของลูกค้าทุกคนที่เดินเข้ามาในร้านอย่างเงียบๆ
เขาพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็คนในละแวกใกล้เคียงที่เดินมาซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ที่ขาดมือจริงๆ เช่น น้ำปลา, น้ำตาล, หรือไข่ไก่ไม่กี่ฟอง แต่สำหรับของชิ้นใหญ่หรือการซื้อของเข้าบ้านทีละเยอะๆ พวกเขาเลือกที่จะไปตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่กว่า และที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น... พวกเขาแทบจะไม่เข้าร้าน ‘รุ่งอรุณ’ เลย ถ้าไม่นับเด็กประถมที่มาซื้อขนมไม่กี่บาท พวกวัยรุ่นเลือกที่จะเดินไกลอีกหน่อยเพื่อไปร้านสะดวกซื้อที่ปากซอย ที่นั่นมีทุกอย่างที่พวกเขา้า... บัตรเติมเงิน, บริการจ่ายบิล, ขนมนำเข้า, และเครื่องดื่มเย็นๆ ที่มีให้เลือกละลานตา
ร้านรุ่งอรุณกำลังจะกลายเป็ร้านสำหรับ ‘คนแก่’ และ ‘ของหมดฉุกเฉิน’ เท่านั้น... ซึ่งนั่นคือสัญญาณแห่งความตายในโลกธุรกิจค้าปลีก
คืนนั้น หลังจากปิดร้านและกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ขณะที่พ่อกำลังจะลุกไปดูละครหลังข่าวและแม่กำลังจะไปล้างจาน เตชินท์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าทุกครั้ง
“พ่อครับ... แม่ครับ... ผมมีเื่อยากจะคุยด้วยหน่อยครับ”
พ่อกับแม่หันมามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ก่อนจะกลับมานั่งลงที่เดิม
“มีอะไรล่ะลูก” พ่อถาม
เตชินท์สูดหายใจเข้าลึก นี่คือการนำเสนอแผนธุรกิจครั้งแรกในชีวิตใหม่ของเขา เขาต้องทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด เขาไม่ได้พูดโพล่งออกไป แต่หยิบสมุดฉีกกับปากกาที่เตรียมไว้ออกมาวางบนโต๊ะ
“ผมอยากจะเสนอวิธีเพิ่มลูกค้าและรายได้ให้กับร้านของเราครับ” เขาเริ่มต้นอย่างเป็ทางการ “ผมสังเกตมาหลายวันแล้วว่า ร้านเราเสียลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานไปเยอะมาก เพราะเราไม่มี ‘บริการ’ ที่เขา้า”
“บริการอะไรของแก” พ่อขมวดคิ้ว
“บริการ ‘รับชำระค่าบริการ’ ครับ” เตชินท์พูดพลางเขียนคำนี้ตัวใหญ่ๆ ลงบนกระดาษ “ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ค่าบัตรเครดิต... ทุกวันนี้คนต้องเดินทางไปจ่ายที่ธนาคารหรือที่ทำการซึ่งมันเสียเวลา ถ้าเรามีบริการนี้ที่ร้านของเรา คนในซอยเราทั้งหมดก็จะแห่กันมาที่นี่แทน”
พ่อส่ายหน้าทันทีที่ได้ยินจบประโยค “ยุ่งยากน่า... แค่ขายของทุกวันนี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว จะให้ไปรับจ่ายบิลอะไรอีก มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา ผิดพลาดขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ”
นี่คือปฏิกิริยาที่เตชินท์คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด พ่อของเขาเป็คนหัวเก่า ขยัน ซื่อสัตย์ แต่กลัวการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงเป็ที่สุด
“ผมเตรียมแผนไว้แล้วครับพ่อ” เตชินท์พูดอย่างใจเย็น พลิกกระดาษไปอีกหน้าหนึ่งซึ่งเขาวาดแผนผังง่ายๆ เอาไว้
“หนึ่ง... เื่ความยุ่งยาก” เขาชี้ไปที่แผนผัง “ผมจะเป็คนจัดการทั้งหมดเอง ั้แ่การไปติดต่อขอเป็ตัวแทน, การติดตั้งระบบ, ไปจนถึงการสอนพ่อกับแม่ใช้งาน ซึ่งมันง่ายมากครับ แค่คีย์ตัวเลขไม่กี่ตัวแล้วก็กดพิมพ์ใบเสร็จเท่านั้น”
“คอมพิวเตอร์? ใครจะไปใช้เป็” พ่อแย้งขึ้นมาทันที
“ผมใช้เป็ครับ และผมจะสอนพ่อกับแม่จนกว่าจะใช้เป็” เตชินท์ตอบอย่างหนักแน่น “พ่อครับ... โลกมันกำลังจะเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังนะครับ”
แม่ที่นั่งฟังเงียบๆ เริ่มมีสีหน้าคล้อยตาม
“สอง... เื่ความเสี่ยง” เตชินท์พูดต่อ “เื่เงินลงทุน พ่อกับแม่ไม่ต้องออกเลยสักบาทเดียว ผมจะใช้เงินรางวัลของผมที่เหลืออยู่สองหมื่นบาท ไปซื้อคอมพิวเตอร์มือสอง, เครื่องพิมพ์, และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมดเอง ถือว่าเป็การลงทุนของผม ถ้ามันเจ๊ง... ก็คือผมเจ๊งคนเดียว ร้านเราไม่เสียอะไรเลย”
คำพูดนี้ทำให้พ่อชะงักไป ท่านมองหน้าลูกชายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย การที่ลูกชายกล้าเอาเงินรางวัลของตัวเองมาเสี่ยง แสดงว่าเขาต้องมั่นใจในแผนการนี้มากจริงๆ
“และสาม... คือสิ่งที่เราจะได้กลับมา” เตชินท์พลิกกระดาษหน้าสุดท้าย “ข้อแรกคือรายได้โดยตรง เราจะได้ค่าธรรมเนียมจากทุกบิลที่ลูกค้ามาจ่าย อาจจะบิลละ 5 บาท 10 บาท สมมติวันนึงมีคนมาจ่ายแค่ 20 คน เราก็ได้เงินเพิ่มขึ้นมาฟรีๆ วันละ 100-200 บาทแล้วนะครับ”
“แต่ที่สำคัญกว่านั้น...” เตชินท์เน้นเสียง “คือข้อสอง... ‘ลูกค้า’ ครับพ่อ คนที่ตั้งใจจะมาจ่ายบิล เขาต้องเดินเข้ามาในร้านเรา ระหว่างที่รอหรือหลังจากจ่ายเสร็จ เขาอาจจะนึกขึ้นได้ว่าน้ำแข็งหมดพอดี หรืออาจจะอยากดื่มน้ำเย็นๆ สักขวด... เขาจะซื้อของอย่างอื่นติดมือกลับไปด้วย นี่คือการดึงคนเข้าร้านที่ดีที่สุด โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเลยแม้แต่บาทเดียว เหมือนตอนกลางวันที่เด็กคนนั้นจะมาเติมเงินมือถือ แต่เราไม่มี... สุดท้ายเขาก็เดินออกจากร้านเรามือเปล่า แล้วไปเข้าเซเว่นแทน”
เหตุผลข้อสุดท้ายนี้มันทรงพลังและเห็นภาพชัดเจนที่สุด พ่อที่ทำธุรกิจค้าขายมาทั้งชีวิตย่อมเข้าใจดีถึงความสำคัญของการ ‘ดึงคนเข้าร้าน’ ท่านนิ่งเงียบไป ใช้ความคิดอย่างหนัก
แม่ซึ่งเปิดใจมากกว่าอยู่แล้ว เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ “ก็น่าลองดูนะพี่... อย่างที่ลูกว่า เราไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ให้แกได้ลองทำดู ถ้ามันไม่ดีก็ค่อยเลิก”
เตชินท์มองหน้าพ่อเพื่อรอคำตัดสินสุดท้าย เขารู้ว่านี่คือบททดสอบสำคัญ ถ้าเขาสามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งความเคยชินของพ่อไปได้ การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในอนาคตก็จะง่ายขึ้นอีกหลายเท่าตัว
พ่อถอนหายใจยาว... “เอาสิ... อยากทำก็ลองดู” ท่านพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไว้ด้วยการยอมรับ “แต่ถ้ามันมีปัญหา หรือทำให้งานขายของหลักของเราวุ่นวายเมื่อไหร่... ต้องเลิกทันทีนะ”
“ครับพ่อ!” เตชินท์รับคำเสียงดังฟังชัดด้วยหัวใจที่พองโต “ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังครับ!”
วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็วันเสาร์ เตชินท์ไม่ได้นอนตื่นสายเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป เขารีบออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปหา ‘พันธมิตรคนแรก’ ของเขา
เขาตรงไปที่บ้านของตั้ม ซึ่งเป็ตึกแถวสองคูหาที่ชั้นล่างเปิดเป็ร้านรับซ่อมและประกอบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เขารู้ดีว่าตั้มจะต้องอยู่ที่ร้านเพื่อช่วยงานพ่อของเขาในวันหยุดสุดสัปดาห์แน่นอน
“อ้าวเฮ้ย! ไอ้ชิน! มาไงวะเนี่ย” ตั้มที่กำลังง่วนอยู่กับการลงโปรแกรมให้ลูกค้าเงยหน้าขึ้นมาทักด้วยความแปลกใจ
“มาหาผู้เชี่ยวชาญหน่อยเว้ย” เตชินท์ยิ้มกว้าง “มีโปรเจกต์อยากให้ช่วย”
เตชินท์เล่าแผนการของเขาให้ตั้มฟังคร่าวๆ ว่าเขา้าคอมพิวเตอร์หนึ่งชุดพร้อมเครื่องพิมพ์เพื่อมาทำระบบรับชำระบิลที่ร้าน โดยเน้นว่าขอเป็ของมือสองที่ ‘ถูกและทน’ ที่สุดเท่าที่จะหาได้
แววตาของตั้มเป็ประกายขึ้นมาทันที นี่คือเื่ที่เขาถนัดที่สุด “เื่แค่นี้สบายมากเพื่อน! เดี๋ยวจัดสเปกเทพๆ ในราคามิตรภาพให้เลย... ว่าแต่มึงไปเอาไอเดียเจ๋งๆ แบบนี้มาจากไหนวะ ปกติร้านโชห่วยที่ไหนเขาทำกัน”
“ก็เพราะไม่มีใครทำไง เราถึงต้องทำก่อน” เตชินท์ตอบกลับไปอย่างมีั์ตา “แล้วกูไม่ได้ให้ช่วยฟรีๆ นะ... ค่าเสียเวลา ค่าประกอบ ค่าดูแลระบบให้กูหลังจากนี้... คิดมาเลย”
“เพื่อนกันเว้ย! เื่เงินไว้ทีหลัง” ตั้มโบกมือ “แค่ได้ทำอะไรสนุกๆ แบบนี้กูก็แฮปปี้แล้ว”
ทั้งสองคนใช้เวลาครึ่งวันเช้าไปกับการเลือกหาอุปกรณ์มือสองจากร้านของพ่อตั้มและร้านของเพื่อนพ่อเขาอีกที ตั้มใช้ความเชี่ยวชาญของเขาเลือกซีพียู, เมนบอร์ด, และแรมที่ยังอยู่ในสภาพดี ส่วนเตชินท์ก็เลือกจอ CRT มือสองสภาพสวย และที่สำคัญที่สุดคือ ‘เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์’ (Dot Matrix Printer) ซึ่งเป็เครื่องพิมพ์หัวเข็มที่เหมาะกับการพิมพ์ใบเสร็จที่สุดในยุคนั้น เพราะกระดาษต่อเนื่องมีราคาถูกและทนทานกว่าเครื่องพิมพ์แบบอื่นๆ
ใน่บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง... รถเข็นคันเล็กๆ ที่บรรทุกชุดคอมพิวเตอร์มือสองก็ถูกเข็นมาถึงหน้าร้าน ‘รุ่งอรุณ’
พ่อกับแม่มองอุปกรณ์ไฮเทค (สำหรับพวกท่าน) ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งระคนกับความกังวล
เตชินท์กับตั้มช่วยกันจัดหาที่ทางและติดตั้งคอมพิวเตอร์ชุดนั้นที่มุมหนึ่งของเคาน์เตอร์เก็บเงิน สายไฟถูกจัดเก็บอย่างเป็ระเบียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เตชินท์ใช้เวลาไม่นานในการติดตั้งโปรแกรมรับชำระบิลที่เขาไปติดต่อขอเช่าระบบมาล่วงหน้าแล้ว
และแล้ว... ่เวลาสำคัญก็มาถึง
เตชินท์เปิดเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ แล้วกดทดสอบการพิมพ์
เสียง “แกรกกก... ซี่ดดดด... แกรกกก... ซี่ดดดดดด!” อันเป็เอกลักษณ์ของเครื่องพิมพ์หัวเข็มดังลั่นไปทั่วทั้งร้าน มันเป็เสียงที่ดังและไม่ไพเราะเอาเสียเลย แต่สำหรับเตชินท์แล้ว... มันคือเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก
มันคือเสียงแห่งการเริ่มต้น... คือเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง... คือเสียงแห่งการปฏิวัติ!
กระดาษใบเสร็จแผ่นแรกที่มีโลโก้ของร้าน ‘รุ่งอรุณ’ พิมพ์อยู่บนหัวกระดาษค่อยๆ ไหลออกมาจากเครื่องพิมพ์ช้าๆ
เตชินท์หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ก่อนจะหันไปหยิบปากกาเคมีมาเขียนข้อความลงบนแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดสีขาวด้วยลายมือของตัวเอง แล้วนำไปติดไว้ที่หน้าร้านให้เห็นเด่นชัดที่สุด
“ที่นี่... รับชำระค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ, ค่าโทรศัพท์ และบริการอื่นๆ”
ก้าวแรกของการปฏิวัติร้านรุ่งอรุณ... ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็ทางการ