พิทักษ์เป็เด็กเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด แต่เป็คนใจดี ขยัน และชอบช่วยเหลือผู้อื่น พ่อแม่ของเขาเป็ชาวสวนธรรมดา เขาโตมากับการเรียนรู้ที่จะอดทน ทำงานหนัก และไม่เรียกร้องอะไรจากโลกใบนี้ ส่วนยุ๋ยกลับตรงกันข้าม เธอร่าเริง ช่างพูด และกล้าหาญ เธอไม่กลัวที่จะปีนต้นไม้ วิ่งไล่จับ หรือหัวเราะเสียงดังกลางลานบ้าน ความสดใสของเธอคือสิ่งที่ดึงดูดผู้คน และเป็แสงสว่่างเดียวในโลกเรียบง่ายของพิทักษ์
ทั้งสองเติบโตมาพร้อมกัน วิ่งเล่นในทุ่งหญ้า ะโลงคลอง วิ่งตากฝน และแบ่งขนมกันทุกวัน ยุ๋ยมักเรียกพิทักษ์ว่า “ไอ้ทัก” ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ส่วนพิทักษ์ก็เฝ้ามองยุ๋ยด้วยหัวใจที่ไม่เคยพูดออกมา
ตอนอายุสิบขวบ พิทักษ์เคยทำไม้แกะสลักรูปนกตัวเล็ก ๆ ให้ยุ๋ยเป็ของขวัญวันเกิด เขาใช้เวลาหลายวันใต้ต้นไทร ค่อย ๆ เหลาไม้อย่างตั้งใจจนมือพอง เมื่อยื่นให้ยุ๋ย เขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากยิ้มเขิน ๆ แต่ยุ๋ยยิ้มกว้าง แล้วบอกว่า “ขอบใจนะ ไอ้ทัก ยุ๋ยจะเก็บไว้นาน ๆ เลย” นับแต่นั้นมา เธอมักพกนกไม้ติดกระเป๋าเสมอ
แต่เมื่อโตขึ้น ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน...
ยุ๋ยเริ่มไปเรียนพิเศษในตัวเมือง มีเพื่อนใหม่ ๆ โลกของเธอกว้างขึ้น และเริ่มห่างจากพิทักษ์มากขึ้นเรื่อย ๆ พิทักษ์ยังคงอยู่ที่เดิม กับรั้วไม้เก่า กับสวนที่เขารดน้ำทุกเช้า และกับความคิดถึงที่ไม่มีใครรู้
วันหนึ่งใน่ปิดเทอม พิทักษ์พาเธอไปที่เนินหญ้าสูงสุดของหมู่บ้าน ที่ที่พวกเขาสามารถมองเห็นแม่น้ำและท้องฟ้าได้กว้างไกล ทั้งสองนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินโดยไม่มีคำพูดมากนัก ท่ามกลางสายลมอ่อน ๆ
พิทักษ์พูดเบา ๆ ขณะมองไปยังเส้นขอบฟ้า
“ยุ๋ยเคยคิดมั้ย ว่าถ้าเรายังอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันจะดีแค่ไหน”
ยุ๋ยหันมายิ้ม ก่อนจะตอบ
“มันคงดี... แต่โลกมันก็เปลี่ยนไปใช่มั้ยล่ะ”
จากคำตอบนั้น พิทักษ์ก็เข้าใจ แม้เขาจะอยากหยุดเวลาไว้เพียงใด โลกของยุ๋ยก็ไม่ใช่โลกใบเดิมอีกต่อไป