“คุณปรางรัศมีล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามกับแม่บ้าน เมื่อเขาลงมาจากชั้นบน แต่กลับไม่พบหญิงสาวคนที่ตนคิดถึง
“คุยกับแขกอยู่ที่ศาลาในสวนค่ะ” แม่บ้านตอบตามที่ตนทราบ
“แขก?” สองคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง “ใคร?” เขาถามแม่บ้านด้วยความอยากรู้
“ไม่ทราบค่ะ แต่เขาอ้างตัวว่าเป็อาของคุณปรางรัศมีค่ะ” แม่บ้านกล่าวตามที่ชายคนนั้นอ้าง
“อา?” ชายหนุ่มคิดตาม หรือว่า… “เสกสรรค์”
ทันทีที่คิดออกเขาก็บังคับรถเข็นมุ่งหน้าไปที่ศาลาทันที
ที่ศาลากลางสวนขนาดย่อมข้างคฤหาสน์หลังใหญ่
“แกมีธุระอะไร?” หญิงสาวก่นเสียงต่ำถามชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยคำพูดที่ไม่ค่อยสุภาพนัก
“หนูปราง ทำไมพูดกับผู้ใหญ่อย่างนั้นล่ะ นี่อาเองนะ พูดแบบนี้กับอาไม่น่ารักเลยนะ”
“อย่ามาเล่นลิ้น แก้าอะไร” เธอถามเอาความ
“แหม่ ถามตรงๆแบบนี้ อาชอบ หนูปรางพอจะมีเงินให้อายืมสัก 2 ล้านมั้ย” ชายวัยกลางคนกล่าว
“ไม่มี” เธอตอบปฏิเสธทันควัน
“โกหก!” เมื่อถูกปฏิเสธ หนุ่มใหญ่ก็โมโหจึงตะคอกใส่หญิงสาวด้วยอารมณ์โกรธ “ผัวออกจะรวย อยู่บ้านหลังใหญ่โต ผัวก็เป็ทายาทเศรษฐี มีเงินเป็พันล้าน กะอีแค่ 2 ล้าน จะไม่มีได้ไง”
“นั่นมันเงินของคุณคีรินทร์ ไม่ใช่เงินฉัน” เธอพูดเสียงเรียบ
“อ๋อ หรือว่าเดี๋ยวนี้มีผัวรวยแล้วปีกกล้าขาแข็งเหรอ แกลืมไปแล้วหรือไงว่าแกโตมาได้ดีอย่างทุกวันนี้ก็เพราะใคร” หนุ่มใหญ่ตะคอกอย่างโมโหพร้อมกับเข้าไปจับแขนของหญิงสาวด้วยความแรงจนเธอรู้สึกเจ็บ
ถึงแม้จะเจ็บและกลัวจนตัวสั่น เพราะรู้ดีว่ายังไงแรงของตนคงสู้ชายตรงหน้าไม่ได้ แต่หญิงสาวก็พยายามเก็บอาการ ไม่แสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอกำลังขวัญเสีย
“ก็ด้วยลำแข้งของตัวเองไง” เธอจ้องมองคนตรงหน้าอย่างท้าทาย “อย่ามาลำเลิกบุญคุณกับฉัน พวกแกไม่เคยเลี้ยงฉัน บ้านจันทร์ประดับเป็ของพ่อแม่ฉัน พวกแกมันก็แค่คนอาศัย ที่จริงใครกันแน่ที่มีบุญคุณกับใคร”
“อีนี่ ปากดีนักนะ” เขาตวาดพร้อมกับยกมือขึ้นจะตบหน้าหญิงสาว
เธอก้มหน้าหลบด้วยหัวใจที่เต้นรัวเพราะความกลัว
“อย่ามาแตะต้องผู้หญิงของฉัน!”
ในขณะที่เขากำลังจะลงมือ เสียงอันทรงพลังของคีรินทร์ก็ดังขัดจังหวะ พร้อมๆกับร่างเขาที่กำลังบังคับรถเข็นมาทางคนทั้งคู่ด้วยสีหน้าอันตึงเครียด
“ฮ่าๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะอย่างขบขันดังมาจากชายหนุ่มวัยกลางคนที่ยืนอยู่ในศาลา
เขาเดินเข้าไปหาชายหนุ่มรุ่นลูกอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจของอีกฝ่าย
“ยังไง ยังไง ห๊ะ” เขาใช้มือตบหน้าชายหนุ่มเบาๆอย่างท้าทาย “ซ่าเหรอว๊ะ เก่งเหรอว๊ะ ห๊ะ”
“นี่ อย่ามาทำตัวสถุนแถวนี้นะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับดึงร่างของชายวัยกลางคนออก แล้วเอาตัวเองไปบังชายหนุ่มเอาไว้ด้วยความเป็ห่วง
“หลบไป” เขาตะคอกพร้อมกับผลักร่างของหญิงสาวไปอีกทางจนเธอล้มลง
“ไง มึงเก่งเหรอ มึงซ่าเหรอ” เขาถามคีรินทร์อย่างหาเื่
ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวที่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากพื้น มือทั้งสองข้างของเขากำหมัดแน่น รู้สึกร้อนไปทั่วใบหู เืร้อนในตัวของเขากำลังปะทุขึ้น
“โกรธ..” ชายวัยกลางคนมองมือที่กำหมัดของชายหนุ่ม แล้วหัวเราะร่าอย่างชอบใจ “ฮ่าๆๆ นี่มึงโกรธกูเหรอ เอาสิ ต่อยกูสิ ต่อยกูเลย ลุกขึ้นมาต่อยกูสิ” เขาพูดอย่างท้าทาย
“ไอ้กระจอกเอ้ย พิการอย่างมึง แค่จะลุกขึ้นยืนยังทำไม่ได้เลย ริอาจมาโชว์ฟอร์มเป็ฮีโร่ปกป้องผู้หญิง ถุ้ย! ไอ้กากเอ้ย” เขาด่าทอดูถูกชายหนุ่มอย่างไม่ไว้หน้า
คีรินทร์ตาแดงก่ำ สองมือของเขากำแน่นด้วยความโกรธ สายตาคมมองจ้องไปที่บุคคลตรงหน้าอย่างโมโห
“ทำไม มึงจะทำไรกู จะต่อยกูเหรอ เอาสิ ต่อยกูเลยสิ ลุกขึ้นมาต่อยกูเลย” เขาพูดพร้อมกับใช้มือดึงคอเสื้อของชายหนุ่มเพื่อให้อีกฝ่ายลุกขึ้นจากเก้าอี้
“โถ่เว้ยไอ้พิการ พิการแล้วยังไม่เจียมตัว มึงรู้หรือเปล่าว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร ถุ้ย! ไอ้กระจอก หึ” เขาหัวเราะในลำคออย่างสมเพช
“กูรู้ตัวเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่สิ่งที่มึงยังไม่รู้ก็คือความลับของกู” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบอย่างเก็บอารมณ์
“ความลับ? ความลับเหี้ยอะไรของมึง” อีกฝ่ายถามสงสัยด้วยอาการหัวร้อน
“ก็ความลับที่ว่า…กูไม่ได้พิการยังไงล่ะ” ประโยคสุดท้ายชายหนุ่มพูดพร้อมกับลุกขึ้นซัดกำปั้นไปที่หน้าของฝ่ายตรงข้ามอย่างแรงด้วยความโมโห ตอนที่อีกฝ่ายนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ชายวัยกลางคนเซถลาถอยหลังไปสองสามก้าว เงยหน้าแทบไม่ขึ้น กำลังสับสนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเข้าใจมาตลอดว่าชายหนุ่มตรงหน้านั้นพิการขาจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เมื่อกี้เขาเพิ่งบอกว่าตนไม่ได้พิการ นี่มันเกิดอะไรขึ้น มันเื่อะไรกันแน่
ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาตามไปปล่อยหมัดใส่หน้าคู่กรณีอย่างไม่ยั้งมือด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
“นี่สำหรับที่มึงตบหน้ากู” เขาพูดพร้อมกับชกกำปั้นเน้นไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ตามด้วยหมัดที่สอง
“ส่วนนี่สำหรับที่มึงดูถูกกู” เขาชกไปที่ใบหน้าของชายวัยกลางคน จนคนที่ถูกกระทำแทบจะไม่สามารถประคองขาทั้งสองข้างของตัวเองให้ยืนต่อไปไหวได้
ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งของตนจับคอปกเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อประคองใบหน้าของเขาให้ตนเองสามารถชกได้ถนัดมือขึ้น
“ส่วนนี่สำหรับที่มึงทำเมียกูเจ็บ” เขาชกไปที่ใบหน้าของคู่กรณีอีกครั้งอย่างเต็มแรงก่อนที่จะปล่อยมือออกจากคอปกเสื้อของอีกฝ่าย ทำให้ร่างอันสะบักสะบอมนั้นล้มลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดสภาพ
“จำไว้อย่ามายุ่งกับเมียกูอีก” เขาตะคอกใส่คนบนพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะพูดจาขับไล่สัยส่งแขกซึ่งไม่ได้รับเชิญ
“มึงออกไปจากบ้านกูซะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีกถ้าไม่อยากเจ็บตัว แล้วก็อย่ามายุ่งกับผู้หญิงของกูอีก ถ้าไม่อยากหายไปจากโลกนี้อย่างไม่มีสาเหตุ” เขาข่มขู่อีกฝ่ายอย่างคาดโทษ
คนที่ถูกกระทำค่อยๆยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลด้วยสภาพร่างกายอันสะบักสะบอม
“ไอ้บ้าเอ้ย!” เขาสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินโซซัดโซเซออกไปจากศาลาอย่างจำนน ทั้งรู้สึกเจ็บและอับอายเป็ที่สุดที่ต้องมาแพ้ให้กับชายหนุ่มรุ่นราวคราวลูก
“เดี๋ยว แล้วอย่าปากโป้งล่ะ ไม่งั้นมึงโดนหนักกว่าวันนี้แน่” คีรินทร์ะโไล่หลังข่มขู่อีกฝ่าย เพื่อไม่ให้เขานำเื่ราวความลับของตนไปเปิดเผยกับบุคคลอื่น