ลุงอวี๋ยืนอยู่ที่หน้าประตู มองตามหลังผมที่เดินออกจากบ้านไป
พูดตามตรง ลุงอวี๋เป็เพียง ‘พ่อครัว’ คนหนึ่งเท่านั้น วิธีที่เขาช่วยผมก็เป็เพียงสิ่งที่เขาถนัดและมีความรู้แต่เขาไม่ได้มีพลังปราบปีศาจหรือเวทมนตร์แบบในตำนานที่เล่าขานกันเหมือนพวกปรมาจารย์ที่ถือกระบี่ไม้มงคลหรือใช้ยันต์สีเหลืองขจัดสิ่งชั่วร้าย
แต่แค่ได้เจอลุงอวี๋ ผู้เชี่ยวชาญในสายนี้ ผมก็ถือว่าโชคดีมากแล้วเพราะถ้าผมต้องเผชิญหน้ากับเื่ทั้งหมดนี้คนเดียว คงไม่มีทางแก้ไขได้เลยต่อจากนี้คือหน้าที่ของผม และผมได้แต่หวังว่าจางเฉียงจะยอมเวียนว่ายตายเกิดไปเสียที และเลิกตามรังควานผม
คิดแบบนั้น ผมก็เดินไปตามทางด้วยจิตใจที่ยังเต็มไปด้วยความกังวล
เดินมาได้ประมาณสิบนาที อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
“เสี่ยวเจียง!รอก่อน ลุงเอง ลุงอวี๋”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผมชะงักไปเล็กน้อย กำลังจะหันกลับไป แต่จู่ๆก็หยุดนิ่งอยู่กับที่
เคยได้ยินคนเล่ากันว่า ตอนกลางคืนถ้ามีคนเรียกชื่อคุณ ห้ามหันกลับไปทันทีเพราะการหันกลับอย่างรวดเร็วอาจทำให้ ‘ไฟสามดวง’ บนหัวดับลงได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พวกสิ่งชั่วร้ายเข้ามาโจมตี
ตอนฟังเื่นี้ครั้งแรก ผมเคยคิดว่ามันไร้สาระ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ผมไม่กล้าประมาทเลย
ดังนั้น ผมจึงไม่หันกลับไปทันทีแต่กลับเอามือวางบนด้ามมีดหัวัที่เหน็บอยู่ที่เอว พลางถามออกไปว่า “ลุงอวี๋? ลุงจริงๆ เหรอ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
พูดไป มือก็จับด้ามมีดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันผมค่อยๆหมุนศีรษะไปทีละนิดอย่างช้าๆ สายตาเริ่มขยายมุมมองขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ในความตึงเครียดนี้ ผมได้ยินเสียงหัวเราะของลุงอวี๋ดังขึ้น “ฮ่าๆ! อย่าตื่นกลัวไปนัก ลุงเอง คนจริงไม่ใช่ผี! แต่นายนี่รู้เื่ดีเหมือนกันนะที่ไม่รีบหันกลับมา”
พร้อมกับเสียงพูดนั้น ผมได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้ผมยิ่งระแวงหนักกว่าเดิม ถึงขั้นดึงมีดหัวัออกมาครึ่งเล่มแล้ว
แต่ตอนนั้นเองมุมสายตาผมก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของคนอ้วนหัวล้านคุ้นตาที่กำลังถือของบางอย่างวิ่งมาทางผมด้วยท่าทางรีบเร่ง
เงาของลุงทอดยาวไปบนกำแพงภายใต้แสงไฟที่สลัว ทำให้ผมโล่งใจไปบ้าง
เมื่อเห็นว่าเป็ลุงอวี๋จริงๆ และมีเงาอยู่ผมถึงได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับไปพูดว่า “ลุงอวี๋!”
แม้ยังคงรู้สึกหวาดระแวงในใจ แต่ผมก็ถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกับเก็บมีดหัวัที่ชักออกครึ่งหนึ่งกลับเข้าฝัก
ลุงอวี๋หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “นายนี่ระวังตัวใช้ได้เลยนะ เอ้านี่ ลุงเอา ‘ถั่วลิสงทอด’ มาให้ อาจจะมีประโยชน์”
“ถั่วลิสงทอด?”
ผมพูดด้วยความงุนงง ลุงอวี๋ส่งถุงพลาสติกในมือให้ข้างในมีถั่วลิสงทอดที่ยังร้อนอยู่
“ลุงอวี๋นี่ก็เป็อาหารเซ่นไหว้เหมือนกันเหรอ”
ผมถามด้วยความสงสัย แต่ลุงอวี๋ส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก นายเดินทางพร้อมกับหกอาหารเซ่นผีระหว่างทางพวกสิ่งสกปรกอาจจะตามมา
“ถึงมีดหัวัจะช่วยข่มขู่ได้แต่มันก็เป็แค่ของสำหรับป้องกันตัวในสถานการณ์คับขัน ลุงเลยทอดถั่วลิสงไว้
“ถ้าเจอพวกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็โยนถั่วลิสงพวกนี้ออกไปให้พวกเขาไขว้เขว บวกกับแรงข่มขู่จากมีดหัวัก็น่าจะช่วยลดปัญหาได้”
ลุงอวี๋อธิบายจุดประสงค์ของถั่วลิสงทอดให้ฟังอย่างรวดเร็ว ฟังจบผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของลุงอย่างมาก เพราะผมเดินออกมาไกลแล้วแต่ลุงยังตามมาส่งของให้
ผมรับถั่วลิสงทอดมาด้วยความขอบคุณ พร้อมกล่าวขอบคุณซ้ำๆ แต่ลุงอวี๋แค่โบกมือแล้วพูดว่า“ไปเถอะ รีบไปรีบกลับ ลุงจะรอฟังข่าวดี”
ตอนนี้เริ่มดึกแล้วผมจึงไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับลุงอวี๋มากนัก ผมเพียงตอบสั้นๆ “อืม” ก่อนจะหยิบถั่วลิสงทอดที่ลุงอวี๋ให้มาแล้วเดินหน้าต่อไป
เพราะบ้านเช่าของลุงอยู่ในซอยด้านหลังผมต้องเดินลัดผ่านตรอกยาวหลายซอยกว่าจะออกไปได้ ในตรอกนั้นแสงไฟสลัวบางจุดไฟถนนเสียจนมืดสนิท บรรยากาศเต็มไปด้วยความวังเวง เสียงฝีเท้าของผมดัง “ตึก...ตึก...ตึก...”สะท้อนก้องอยู่ในตรอก ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แม้ผมจะมีมีดหัวัไว้ป้องกันตัวแต่ก็ยังอดรู้สึกตื่นกลัวไม่ได้ และเมื่อผมเลี้ยวเข้าซอยเล็กผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
มันเหมือนมีคนเดินตามหลังผมมา...
เสียงฝีเท้าของเขาเหมือนสะท้อนจังหวะเดียวกับผม ผมเดิน เขาเดิน ผมหยุดเขาหยุด
ความเย็นวาบที่ต้นคอทำให้ผมหดคออย่างหวาดระแวง ผมไม่กล้าหันกลับไปมองแต่เอามือวางบนด้ามมีดหัวัพร้อมเผชิญหน้า ผมเดาว่ากลิ่นหอมจาก ‘หกอาหารเซ่นผี’ น่าจะดึงดูดสิ่งสกปรกเ่าั้มาแน่ๆ ผมจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นหวังว่าจะออกจากตรอกนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ในขณะที่ผมกำลังจะพ้นจากตรอกยาว ไฟเหนือหัวกลับกะพริบ “ปริบๆ”สองสามครั้ง
เสียงกะพริบของไฟทำให้ผมที่เครียดอยู่แล้วยิ่งรู้สึกเหมือนเส้นประสาทตึงเครียดกว่าเดิมและทันใดนั้นเอง เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นเบาๆ ลึกลับและน่าขนลุก
“เสี่ยวเจียง!รอก่อน ลุงเอง ลุงอวี๋”
เสียงดังมาจากด้านหลัง ทันทีที่ได้ยิน สีหน้าผมเปลี่ยนไป ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่
เสียงนั้นฟังดูแปลกประหลาด ไม่ได้เป็เสียงผู้ชายหรือผู้หญิงอย่างชัดเจนและยังเหมือนมีใครพยายามบีบเสียงพูด ไม่ว่าจะฟังยังไงนั่นก็ไม่ใช่เสียงของลุงอวี๋
ลมเย็นแ่ผ่านต้นคอ ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบ รู้ทันทีว่ามันคืออะไร
คงเป็พวกสิ่งสกปรกที่ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นจากหกอาหารเซ่นผีและตอนนี้มันกำลังเลียนแบบเสียงลุงอวี๋
ผมไม่พูดตอบกลับ เพียงจับด้ามมีดหัวัแน่น พลางกระชับหิ้วโต๊ะพับแล้วเร่งฝีเท้าวิ่งหนีไปข้างหน้าแต่เพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงจากด้านหลังอีกครั้ง
“ฮ่าๆ!อย่าตื่นกลัวไปนัก ลุงเอง คนจริงไม่ใช่ผี! แต่นายนี่รู้เื่ดีเหมือนกันนะที่ไม่รีบหันกลับมา”
เสียงนั้นเหมือนเสียงลุงอวี๋ไม่มีผิด แต่ผมกลับรู้สึกขนลุกยิ่งกว่าเดิม เพราะคำพูดนี้มันเหมือนกับที่ลุงอวี๋พูดตอนส่งถั่วลิสงให้ผมเมื่อกี้ทุกคำไม่ผิดเพี้ยน
ตอนนี้ผมยิ่งมั่นใจว่า พวกนั้นกำลังเลียนแบบเสียงลุงอวี๋ ยิ่งคิดแบบนี้ผมยิ่งต้องรีบหนี และไม่พูดตอบอะไรกลับไป
ผมหยิบถั่วลิสงทอดในมือขึ้นมาหนึ่งกำ แล้วโปรยลงกับพื้นทันทีก่อนจะเร่งฝีเท้าวิ่งต่อไป
“ตึกตึก ตึก...”
เสียงฝีเท้าของผมดังสะท้อนในตรอกมืด แต่ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังตามมา
“กรวบๆ...”
เสียงคล้ายกับเสียงเคี้ยวถั่วลิสงเบาๆ ลอยมาจากด้านหลัง
ความรู้สึกเหมือนมีใครก้าวเท้าตามผมอย่างจงใจที่ผมรู้สึกมาตลอดก็พลันหายไป ผมหยุดหายใจชั่วขณะและตัวเย็นวาบไปทั้งร่าง ตามที่ลุงอวี๋เคยพูดไว้ มันเป็ไปได้จริงๆที่จะถูกพวกสิ่งสกปรกรังควาน
ผมสูดหายใจเข้าลึก แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งต่อไป
แต่ทันใดนั้น ขณะที่ผมกำลังจะพ้นเขตซอยหลังบ้านก็เห็นบางสิ่งอยู่ใต้แสงไฟถนนเบื้องหน้า
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งดูเหมือนอายุประมาณแปดถึงเก้าขวบ เธอปล่อยผมยาวสยายสวมชุดกระโปรงสีขาว ยืนหันหน้าเข้ากำแพงนิ่งๆ
เพราะเธอยืนชิดกำแพงและแสงไฟส่องจากด้านหลังผมจึงไม่สามารถมองเห็นได้ชัดว่าเธอมีเงาหรือไม่
เมื่อเห็นแบบนี้ ผมชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติพร้อมจ้องไปที่เด็กผู้หญิงคนนั้นตาไม่กะพริบ
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ปกติ
เวลาเกือบสี่ทุ่มครึ่ง นี่มันดึกมากแล้วใครจะปล่อยให้ลูกตัวเองมาอยู่ในตรอกมืดๆ แบบนี้
ด้วยประสบการณ์ที่ผมเจอใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาและเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่พวกสิ่งสกปรกเลียนเสียงคน ผมเริ่มคาดเดาในทางที่ไม่ดี
เด็กผู้หญิงคนนั้น น่าจะไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ
ตรอกที่ผมอยู่กว้างเพียงสองเมตร และเป็ทางผ่านเดียวที่จะพาผมออกไป
ถ้าจะออกจากตรงนี้ ผมจำเป็ต้องเดินผ่านด้านหลังของเด็กคนนั้น
ผมมองซ้ายมองขวาด้วยความหวังว่าจะหาทางเลี่ยงไปทางอื่นแต่ดูเหมือนเส้นทางนี้จะเป็ทางเดียวที่ไปต่อได้
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมจึงกำด้ามมีดหัวัแน่น และตัดสินใจเดินหน้าต่อไป
ผมค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเด็กผู้หญิงทีละก้าว...