น้ำฟ้าเอียงศีรษะซบไปยังอกอุ่นและใช้มือทั้งสองกอดคอของเกียกกายไว้อย่างแนบแน่น แววตาแพรวพราวบ่งบอกถึงความพึงพอใจที่แผนการดำเนินไปอย่างราบรื่น…ฉันต้องขอเบอร์ติดต่อให้ได้ ไม่อย่างนั้นพี่กายต้องหลุดมือไปแน่ ๆ…
“ขอบคุณนะคะพี่กาย” เสียงออดอ้อนน่าฟังพูดขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่เกียกกายกำลังวางน้ำฟ้าลงบนลานกลางบ้าน
นางรำคนอื่น ๆ ต่างยืนมองน้ำฟ้าอย่างรู้แผนการ แต่ไม่คิดที่จะพูดอะไรออกมา เพราะไม่ว่าชายใดที่สาวงามผู้นี้ถูกใจ เธอจะหาวิธีการออดอ้อนและเป็นอันต้องหลงเสน่ห์ไปเสียทุกราย ภายนอกอาจดูสวยใสแต่ภายในกลับเป็นดั่งนางเสือสาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ ชายหนุ่มผู้นี้ก็คงจะไม่รอดเงื้อมมือของนางเสือสาวอย่างแน่นอน ที่สำคัญไปกว่านั้นน้ำฟ้าผู้นี้เป็นศิษย์รักของหญิงชราที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ครู และเป็นตัวทำเงินให้กับชาวคณะจึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง
“อ้าว… มัวแต่ยืนมองอะไรกันจ๊ะ ใครสักคนไปเอาน้ำแข็งมาประคบให้น้ำฟ้าซิจ๊ะ ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ” เสียงของแม่ครูของเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้อง ทุกคนแยกย้ายออกไปตามคำสั่งของแม่ครู
“พี่กายขา… เอาเบอร์น้ำฟ้าไว้สิคะ เผื่อพี่กายจะจ้างให้แก้บนอีก จะได้ติดต่อกันง่าย ๆ” เสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งหลังจากทุกคนในคณะออกไปจนหมด เกียกกายหันไปมองหน้าทีปกรอีกครั้งประหนึ่งเพื่อขอร้องให้ช่วย แต่เพื่อนรักได้แต่นั่งอมยิ้มและยักไหล่ตอบกลับ
“เอ่อ…”
“นะคะ…” เสียงหวานลากยาวออดอ้อนเกียกกายที่ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร จึงหยิบโทรศัพท์และยื่นให้ ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะกดเบอร์โทรศัพท์และโทรเข้าหาตนเอง
“อุ๊ย… น้ำฟ้าได้เบอร์ของพี่กายแล้วนะคะ รอรับด้วยนะ” หญิงสาวเผยยิ้มหวานออกมาอย่างมีเลศนัย พร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือของตนโบกไปมา
“ขอกันง่าย ๆ อย่างงี้เลยเหรอวะ” ทีปกรกระซิบกระซาบอยู่ด้านหลัง เหลือกตามองบนในเล่ห์เหลี่ยมของหญิงสาวแรกรุ่นที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อแม่ครูเดินออกมาจากห้อง สองเพื่อนรักจึงกล่าวอำลาและเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวที่ชะเง้อมองเกียกกายจนสุดทางเดิน และลุกขึ้นด้วยความรีบร้อน วิ่งไปแอบมองสองหนุ่มขึ้นรถและขับออกไป
"หล่อจัง อยากได้..." แววตาเลื่อนลอยมองรถที่แล่นออกไปและบ่นพึมพำกับตนเอง
“อ้าว... เท้าหายแล้วเหรอน้ำฟ้า” เพื่อนนางรำคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมทำท่าเบ้ปากชี้ไม้ชี้มือไปยังเท้าของน้ำฟ้าให้เพื่อนด้านข้างดู
"พวกเธอก็น่าจะรู้ว่าทั้งหมดคือการแสดง" เมื่อน้ำฟ้าพูดจบจึงเดินลอยหน้าลายตากลับเข้าห้องไป คำพูดที่ออกมายิ่งทำให้เพื่อนนางรำหมั่นไส้มากขึ้นกว่าเดิม ต่างกระซิบกระซาบนินทาลับหลังกันอย่างสนุกปาก
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 20.16 น.
“แหม… มีสาวสวยมาขอเบอร์เพื่อนเราด้วยว่ะ ร้ายกาจใหญ่แล้วนะเนี่ย” ทีปกรเอ่ยปากแซวเกียกกายในขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน
“ก็นายไม่ยอมช่วยฉันนี่นา ฉันเองก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ถ้าไม่ให้ก็น่าเกลียด"
"น้องน้ำฟ้าก็น่ารักดีนะ ดูท่าคงชอบนายน่าดู"
"ไม่มีอะไรหรอกน่า ฉัน…" พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมเบอร์โทรปริศนา
“น้องน้ำฟ้าแน่ ๆ รับดิวะ” ทีปกรพูดเชียร์จนคนฟังต้องรับสายอย่างเสียไม่ได้ และเปิดลำโพงเพื่อให้เพื่อนรักได้ยินบทสนทนานี้ด้วย
“พี่กายขา น้ำฟ้าเองนะคะ”
“อื้อฮือ…เสียงหวานจ๋อย” ทีปกรกระซิบกระซาบทำตาโตใส่เกียกกาย พลางใช้มือส่งสัญญาณว่าให้เพื่อนพูดออกไป
“ครับ โทรมามีอะไรรึเปล่าครับ”
“อย่าพูดเหมือนคนห่างเหินกันสิคะ พี่กายเป็นผู้มีพระคุณของน้ำฟ้านะคะ พรุ่งนี้พี่กายว่างรึเปล่า น้ำฟ้าอยากให้มารับไปหาหมอหน่อยค่ะ พอดีพรุ่งนี้ที่คณะต้องไปออกงานแต่เช้า ไม่มีใครไปเป็นเพื่อนน้ำฟ้าได้เลย ถ้าไปคนเดียวก็คงไปไม่ไหว” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานรวบรัดเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มสามารถปฏิเสธได้
เกียกกายหันหน้ามาหาทีปกรเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แต่เพื่อนรักกลับพยักหน้าใส่จึงต้องตอบตกลงและนัดแนะเวลาอย่างเสียไม่ได้
“แค่อุ้มขึ้นบ้านแค่นี้ถึงกับเป็นผู้มีพระคุณเลยเหรอวะ ฉันว่าน้องน้ำฟ้าต้องชอบนายแน่ ๆ ไม่งั้น ไม่โทรมาแบบนี้หรอก พี่กายคะ พี่กายขา…” ทีปกรพูดพลางซบลงไหล่ของเกียกกายเป็นการหยอกล้อ
“อย่าเพิ่งเล่นดิวะไอ้ที ทำไงดีวะ” เกียกกายทำน้ำเสียงจริงจังและพยายามดันศีรษะของทีปกรออก
“ให้ทำไงได้ล่ะคะ รับปากไปแล้วก็ต้องไปสิคะพี่กายขา…” ทีปกรทำเสียงเลียนแบบน้ำฟ้าและยังคงซุกไซ้ไปยังแขนของเพื่อนรักอย่างต่อเนื่อง ตั้งหน้าตั้งตาแซวไม่หยุดตลอดการเดินทางกลับบ้าน