ณ ท่ามกลางเศษซากมากมายที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นจากการะเิที่รุนแรง นะที่ตรงนั้นได้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยื่นอยู่ ที่พื้นตรงหน้าของเขานั้นมีร่างที่ไร้ิญญาของชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งนอนควํ่าอยู่พร้อมกับมือขวาที่กำลังเอื้อมไปที่ด้านหน้าและใบหน้าที่มีรอยยิ้มแห่งความหวังปรากฎอยู่บนนั้น
“รอยยิ้มแบบนั้น...งั้นเหรอนายคงจะทำตามความเชื่อมั่นของตนเองจนถึงวาระสุดท้ายเลยงั้นสินะบีส...”
เฟยได้คุกเข่าลงที่ข้างๆร่างของบีส เขาได้ยืนมือขวาของตนเองเข้าไปััที่แผ่นหลังของบีส
“ต้องขอโทษด้วยที่ฉันไม่สามารถมาช่วยนายได้ทัน...เพราะว่าเธอคนนั้นไม่ยอมเปิดทางให้ฉันเลยล่ะนะ...”
เฟยได้หันไปมองทางด้านขวา นะที่ตรงนั้นได้มีหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น เธอนั้นคือลาร่าที่กำลังประคองร่างกายที่ไร้ิญญาของทาโน่เอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่บอบบางของตัวเธอ ลาร่าได้โอบกอดร่างกายของทาโน่ที่เย็นะเืเอาไว้แน่นในอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของตัวเธอ
“ถึงฉันจะมองไม่เห็นใบหน้าของเธอเพราะหน้ากากนั่นก็ตาม แต่ก็รู้สึกได้เลยว่าเธอนั้นกำลังร้องไห้อยู่ด้วยความโศกเศร้าอย่างแน่นอน...”
ลาร่าได้เอาใบหน้าที่สวมหน้ากากอยู่ซุกลงไปยังหน้าผากของทาโน่พร้อมกับเสียงสะอื้อที่ดังออกมาจากภายในของหน้ากากที่ปิดสนิทของเธอ…
“อ่า...อ่า...อ่า...อ่าอ่าอ่า...”
(ฮึก...ฮึก...ทำไม....ทำไมกันล่ะพี่ทาโน่...ทำไมถึงทิ้งหนูเอาไว้คนเดียวล่ะ...ไหนพวกเราสัญญาณกันว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์แล้วไม่ใช้เหรอพี่ทาโน่!----)
ลาร่าที่กอดร่างของทาโน่เอาไว้แน่นได้คิดย่อนกลับไปในอดีตนะวันที่โชคชะตาของพวกเขานั้นได้เริ่มต้นขึ้น...วันวานที่พวกเขาทั้งสองนั้นได้ให้คำสัญญาณต่อกันว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์…
ในอดีตเมื่อประมาณ10ปีก่อน
ณ ดาวดวงหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตอนใต้ของที่ๆจะกลายเป็เอริกาในอนาคตได้มีดวงดาวที่มีสีเขียวออกนํ้าตาลขนาดเล็กกว่าดาวที่ชื่อว่าโลกประมาณครึ่งหนึ่งนามว่า เทอร์บูเลนท์ หรือที่รู้จักกันดีในนามของดาวเคราะห์แห่งการเพาะปลูกนั่นเอง
เทอร์บูเลนท์ นั้นเป็ดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์สีเขียว3ดวงโคจรอยู่รอบๆ สภาพแวดล้อมภายในดวงดาวนั้นมีอากาศที่อบอุนอยู่ตลอดทั้งปีและพื้นที่สวนใหญ่เป็ที่โล่งแจ้งและพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมแกการเพาะปลูกเป็อย่างมาก ทั้งข้าว,ผลไม้และพืชผักต่างๆที่ปลูกขึ้นมาจากดินของดาวดวงนี้นั้นมีคุณภาพชั้นเริดและเป็ที่้าในท้องตลาดเป็อย่างมากในฐานะสินค้าคุณภาพสูง
ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็แบบนั้นทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของดาวดวงนี้นั้นเป็ชาวไร่มากกว่า 89% สวนที่เหลือจะเป็พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายสิ่งต่างๆที่ปลูกขึ้นมาด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของครอบครัวของพวกเขาเ่าั้
ด้วยคุณภาพสินค้าที่เป็ที่้าทำให้เหล่าพ่อค้าจากทั่วทุกมุมของจักรวาลมักจะเดินทางมาที่นี่เพื่อหาซื้อสินค้าชั้นเริดเ่าั้ไปขายตามดวงดาวของตนเอง
โดยรวมแล้วนั้นดูเป็ดวงดาวที่สงบสุขและหน้าอยู่เป็อย่างมาก แต่ทว่าในท่ามกลางความสงบสุขเ่าั้ก็ยังมีความมืดมิดอันดำมืดที่หลบซ่อนตัวอยู่นะสวนที่ลึกที่สุดของดาวดวงนี้...
สถานที่แห่งนั้นมีนามว่า ฟอร์ลอร์น โฮ่ล สถานที่ของผู้ที่ถูกทอดทิ้งภายใต้ดวงดาวที่สงบสุข
ฟอร์ลอร์น โฮ่ล นั้นคือเมืองขนาดเล็กที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควันหนาแน่นและแสงสว่างนั้นสาดส่องลงไปไม่ถึง เมืองแห่งนี้นั้นตั้งอยู่นะใต้ดินส่วนที่ลึกที่สุดของดาวดวงนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้นั้นจะไม่ถูกนับรวมเป็ประชากรของดวงดาวแห่งนี้และถูกรังเกียจโดยผู้คนบนพื้นดินของดวงดาวเป็อย่างมาก
ด้วยเหตุนี้นั้นจึงทำให้เมืองแห่งนี้ไม่เป็ที่พูดถึงของผู้คนเ่าั้เปิดโอกาศให้ เหล่าอาชญากรและนักค้าของเถื่อนจำนวนมากจากหลากหลายดวงดาวเดินทางมาที่นี่และเปิดธุรกิจตลาดมืดขึ้นมา ทั้งการทาส,โบราณวะทุและของผิดกฏหมายอวกาศอีกมากมายเกินกว่าที่จะบรรยายได้หมด จนเมืองแห่งนี้นั้นเป็ที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักเดินทางในนามของ สวน์แห่งอาชญากรรม ที่ๆความสิ้นหวังกลืนกินความหวังของผู้คน
และที่ทางตอนใต้ของเมืองแห่งนี้นั้นได้มีโรงงานทำลายขยะขนาดเล็กๆแห่งหนึ่งตั้งอยู่...
มันเป็โรงงานสองชั้นที่สร้างมาจากแผ่นเหล็กที่ขึ้นสนิมจำนวนมากมาต่อเข้าด้วยกันแบบหยาบๆและมีหลังคาที่ทำมาจากแผ่นสังกระสีที่มีแต่รูเต็มไปหมดนั่นก็เพราะว่าเมืองนั้นตั้งอยู่ที่ใต้ดินมันจึงไม่จำเป็ที่จะต้องเป็ห่วงเื่ฝนที่ตกลงมานั่นเอง และที่ตรงด้านหน้าของโรงงานนั้นมีประตูขนาดใหญ่ที่ทำมาจากแผ่นโลหะบางๆที่มีลอขนาดเล็กติดอยู่ที่ด้านล่างเพื่อช่วยในการเปิดประตูได้ง่ายแต่เพราะมันขึ้นสนิมอยู่จึงแทบที่จะไม่ต่างไปจากตอนที่ไม่มีมันเลย
และพอเปิดประตูเข้ามาที่ด้านในจะพบกับเครนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่นะใจกลางของโรงงานแห่งนี้ มันเอาไว้ใช้ในการขนของขนาดใหญ่ที่คนนั้นไม่สามารถยกขึ้นได้และที่รอบๆของมันนั้นได้มีเสาขนาดใหญ่ที่มีความหนาเป็พิเศษ6ต้นตั้งอยู่ เสาขนาดใหญ่พวกนั้นมีไว้ใช้ในการช่วยพยุงหลังคาและโรงงานแห่งนี้เอาไว้ไม่ให้มันถล่มลงมานั่นเอง
และพอเดินถัดมาจากเครนขนาดใหญ่เข้าไปที่ด้านในสุดของโรงงานก็จะได้พบกับเตาเผาขนาดใหญ่ที่ถูกติดตั้งเอาไว้กับกำแพงของโรงงานตั้งอยู่ มันเป็เตาเผาขนาดใหญ่รูปโดมครึ่งวงกลมที่สร้างมาจากโลหะที่สามารถป้องกันความร้อนได้มากกว่า1ล้านองศา ที่ด้านหน้าของเตานั้นมีประตูทางเข้าที่สามารถเปิดได้กว้างถึงขนาดที่ว่าสามารถนำรถกระบะทั้งคันเข้าไปได้ในครั้งเดียวและที่ด้านในของเตาเผานั้นเต็มไปด้วยเครื่องพ่นไฟจำนวนมากที่สามารถปลดปล่อยเปลวเพลิงที่มีอุณหภูมิสูงถึงขนาดที่สามารถหลอมละลายโลหะให้กลายเป็ของเหลวภายพริบตาเดี่ยวติดตั้งอยู่ ส่วนที่พื้นของเตานั้นมีเศษขี้เถ้าและร่องรอยของสิ่งต่างๆที่เหลือรอดมาจากการเผามากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งเตาและตรง้าของเตาเผานั้นมีท่อขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้ในการลำเลียงกลุ่มควันจำนวนมากที่เกิดจากการเผาขึ้นไปยังที่้าพื้นดินของดวงดาวอีกด้วย
และทางด้านซ้ายของเตาเผาลึกเข้าไปในกำแพงนั้นได้มีประตูขนาดเล็กที่ถูกล็อกเอาไว้อย่างแ่าตั้งอยู่และที่ด้านในของประตูนั้นก็คือลิฟท์ขนาดเล็กที่เอาไว้ใช้ลำเลียงเศษต่างที่เหลือจากการเผาขึ้นไปทิ้งที่้าพื้นดินนั่นเอง...
ครืน~! เสียงของประตูโรงงานที่กำลังถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า
“บ้าเอ๊ย ไอ้ประตูเวรนี้! สักวันฉันจะเอาแกไปเผาให้ไม่เหลือเลยคอยดู!”
ตาลุงตัวอ้วนเตี้ยคนหนึ่งที่มีผมยาวรุงรังดูท้าทางกำลังหงุดหงิดได้ลากรถเข็นที่มีของบางอย่างที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวอย่างมิดชิดเข้ามาในโรงงาน
“เฮ้ย! ไอ้เด็กเปรตมาเอาขยะชิ้นนี้ไปจัดการซะ!”
ตาลุงที่กำลังหงุดหงิดได้เดินหน้าถมึงทึงออกไปจากโรงงานโดนที่ไม่ได้ปิดประตู
หลังจากที่เขาจากไปก็ได้มีเสียงเคาะดังออกมาจากทางด้านในของโรงงาน ตึ้ง! ตึ้ง! มันเป็เสียงที่เหมือนเหล็กที่เข้ามากระทบกันที่มาพร้อมกับเสียงของฝีเท้าเล็กๆที่ดังออกมาควบคู่กัน...หลังจากที่เสียงนั่นดังมาสักพักก็ได้มีร่างของเด็กสาวตัวเล็กอายุประมาณ5-6ขวบเดินออกมาจากทางด้านหลังของเครน
เธอนั้นเป็เด็กสาวที่มีร่างกายที่ผอมบางใส่ชุดผ้าที่มีแต่รอยเย็บเต็มไปหมด ใบหน้าของเธอนั้นมีสีที่ดําคลํ้าไปด้วยเขม่าควันที่ติดอยู่มากมายมีผมที่สั้นสีดำสนิทที่ดูยุ่งเหยิงแลดูสกปรกและที่มือขวาของเธอนั้นได้ถือท่อนเหล็กขนาดเท้ากับร่างกายของตัวเธอเอาไว้แน่น
ต๊องๆ! เด็กสาวได้ใช้ถ่อนเหล็กในมือเคาะลงไปที่พื้นไปมาทำให้เกิดเป็เสียงที่ก้องกังวาลขึ้นมาทั่วทั้งโรงงาน พอเสียงนั้นเงียบลงเธอจึงได้เริ่มก้าวขาเดินออกไปยังทิศทางหน้าประตูที่ๆรถเข็นนั้นตั้งอยู่ ส่วนสาเหตุที่เธอจะต้องทำแบบนั้นก็เพราะว่าเธอนั้นมองไม่เห็นนั่นเอง เธอจึงจำเป็ที่จะต้องใช้ท่อนเหล็กสร้างเสียงขึ้นมาและเธอจะฟังเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นในการสร้างเป็ภาพพื้นที่คาวๆขึ้นมาในหัวของเธอเพื่อเป็เส้นทางในการเดินไปยังที่ต่างๆนั่นเอง
ตึ้ง! เด็กสาวที่กำลังเดินไปยังรถเข็นได้สะดุดเข้ากับหลุมบนพื้นและล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
“อ่า!” [อ่า!]
(เจ็บจังเลย…เพราะยังไม่ค่อยชินกับวิธีเดินแบบนี้ก็เลยพลาดไปซะได้...)
เด็กสาวที่ล้มลงได้ใช้มือกวาดพื้นไปรอบๆเพื่อตามหาท่อนเหล็กที่หลนหายไป...แต่เธอนั้นก็หามันไม่เจอ...
(ต้องรีบหามันให้เจอแล้ว...ถ้าไม่รีบลุกขึ้นแล้วทำงานไม่เสร็จก่อนที่คุณลุงจะกลับมาล่ะก็จะต้องโดนลงโทษอีกแน่เลย...)
เด็กสาวได้ใช้มือทั้งสองข้างควานหาไปมาในความมืดรอบทิศทางที่ล้อมรอบตัวเธออยู่แต่ก็ยังคงไม่พบแม้แต่ร่องรอยของท่อนเหล็กเลยแม้แต่น้อย...
(อือ~อยู่ไหนกันนะหายังไงก็ไม่เจอเลย...)
ในขณะที่เด็กสาวกำลังคลําหาท่อนเหล็กในความมืดอยู่นั้นก็ได้มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาจากทางด้านนอกของโรงงาน
(เอ๊มีใครกำลังเดินเข้ามางั้นเหรอ?...คุณลุงรีป่าวนะ...แต่ทำไมถึงกลับมาเร็วแบบนี้ล่ะ...ไม่สินี่ไม่ใช้เวลาจะมาคิดอะไรแบบนั้น จะต้องรีบลุกขึ้นแล้วเอาขยะบนรถเข็นไปเข้าเต่าเผาโดยเร็วไม่งั้นคุณลุงจะต้องโกรธแล้วลงโทษเราอีกแน่เลย..)
เด็กสาวได้ลุกขึ้นแล้วพยายามครํ่าทางในความมืดเดินไปยังรถเข็น ตึ้ง! แต่เพราะว่าเธอนั้นมองไม่เห็นและไม่มีท่อนเหล็กเอาไว้ใช้นำทางเธอจึงได้สะดุดหลุมบนพื้นแล้วล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นอีกครั้ง
“อ่า!” [อ่า!]
(ไม่ได้จริงๆงั้นเหรอ...หลังจากที่มองไม่เห็นแล้วการเดินนี่มันก็ยากกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ...)
เสียงฝีเท้าได้เดินมาถึงหน้าประตูแล้วหยุดอยู่กับที่สักพักก่อนที่จะเดินเข้ามาทางเด็กสาวที่กำลังลนลานอยู่บนพื้นอย่างไม่รีบร้อน
(สะ...เสียงแบบนี้หรือว่าเขากำลังเดินเข้ามาหาเรางั้นเหรอ)
เด็กสาวได้ใช้มือดันพื้นเพื่อลุกขึ้น
(ถ้าเขาคิดว่าเรามัวแต่นั่งอู้แล้วล่ะก็แย่แน่...จะต้องรีบลุกขึ้นแล้วเอาขยะนั่นไปที่เตาเผ่าโดยเร็วซะแล้วสิ...)
เด็กสาวที่กำลังลุกขึ้นจนเกือบที่จะยืนได้สำเร็จแล้วแต่ว่าด้วยความลนลานทำให้ตัวเธอนั้นมือลืนแล้วล้มลงไปอีกครั้ง
“อ่า!” [อ่า!]
(ไม่ไหวจริงๆงั้นเหรอ...)
เด็กสาวที่ถอดใจได้ล้มเลิกเื่ที่จะลุกขึ้นและนั่งกอดเข่ารอคอยอย่างสิ้นหวัง
(ตัวเราพออยู่เพียงคนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้เลยงั้นเหรอ….)
เด็กสาวที่ตัดพ้อในตัวเองได้หลังนํ้าตาออกมาจากดวงตาที่มืดบอดและปิดสนิทของตัวเธอ...
เสียงของฝีที่เท้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของตัวเธอ
“....”
เด็กสาวที่หมดหวังนั้นไม่คิดที่จะต่อต้านสิ่งที่เธอทำนั้นมีเพียงแค่นั่งแล้วรอรับการลงโทษที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น
ร่างของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเด็กสาวได้นั่งคุกเข่าลงมาแล้วยื่นมือของเขาเข้ามาหาตัวของเด็กสาว
(เสียงมือที่กำลังแวกอากาศเข้ามาหรือว่าบทลงโทษในครั้งนี้จะเป็การตีกันนะ...หึๆมันก็ยังดีกว่าการโดนแทงเหล็กร้อนๆแนบตัวล่ะน่า...แต่ว่ามันก็ยังเจ็บอยู่ดี….ไม่อยากที่จะเจ็บแบบนั้นอีกแล้ว!)
เด็กสาวที่หวาดกลัวได้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันมือที่ยื่นเข้ามาโดยอัตโนมัติ มับ! มือข้างนั้นได้จับลงไปที่หัวของเธอแล้วลูบมันอย่างอ่อนโยน
“เอ๋” [เอ๋]
“นี่เธอกำลังทำอะไรของเธออยู่เนี่ย ถ้าโดนตาลุงนั่นจับได้เดี่ยวก็โดนลงโทษอีกหรอก”
(เอ๋เสียงแบบนี้มัน...พี่ทาโน่งั้นเหรอ!)
เด็กสาวได้เงยหน้าขึ้นมองไปตามเสียงนั้นแล้วใช้มือของเธอเข้าไปหาแล้วััเข้าที่ใบหน้าของชายคนนั้นแล้วลูบมันไปมา
(รูปทรงและรูปร่างแบบนี้...ไม่ผิดแน่พี่ทาโน่จริงด้วย!)
พอเด็กสาวได้รู้แล้วว่าคนตรงหน้านั้นคือพี่ชายของเธอด้วยความดีใจเธอจึงได้กระโจนเข้ากอดตัวเขาเข้าอย่างแรงแล้วกอดเอาไว้แน่นด้วยความคิดถึงอย่างถึงที่สุด พี่ชายของเธอที่เห็นแบบนั้นจึงได้กอดเธอกลับอย่างอ่อนโยน
“ฮะฮะฮะ ทำอะไรของเธอเนี่ยทำยังกับว่าไม่ได้เจอกันมาเป็ปีๆแล้วเลยผมไปแค่ไม่นานเองนะ”
ทาโน่ในวัยเด็กได้พูดออกมาพร้อมกับลูบหัวของเธอไปมาด้วยความอ่อนโยน
“อ่า...อา..อา..อ่า..อ่า~~~” [ก็แหมหนูคิดว่าเป็คุณลุงซะอีก..ก็เลยกลัวว่าจะถูกลงโทษอีก...ก็เลย..ก็เลย..แง่ง~~~]
เด็กสาวได้ร้องไห้ออกมาไม่หยุดพร้อมกับได้กอดพี่ชายของเธอแน่นเข้าไปอีก
“โอเคๆ ไม่เป็ไรแล้วล่ะผมอยู่ตรงนี้แล้วเพราะฉะนั้นไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีกแล้วล่ะนะลาร่า...”
ทาโน่ในวัยเด็กได้ปลอบโยนน้องสาวของตัวเขานามว่าลาร่าที่กำลังร้องไห้ไม่ยอมหยุดให้ใจเย็นลงพร้อมกับลูบหัวของเธอไปมาด้วยความอ่อนโยนจนในที่สุดเธอก็หยุดร้องได้ในที่สุด
“อือ..” [อือ..]
เด็กสาว่ที่หยุดร้องไห้ได้ตอบกลับคำของพี่ชายของเธอ พอทาโน่ได้ยินแบบนั้นเขาที่เป็กังวลอยู่จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาด้วยเช่นกัน…
หลังจากที่ทั้งสองคนจิตใจกลับมาเป็ปกติแล้วทาโน่จึงดึงเธอที่กอดอยู่ออกแล้วพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยน
“ถ้างั้นพวกเราไปเอาขยะนั่นไปเข้าเตาเผากันเถอะ เอาให้เสร็จก่อนที่ตาลุงจะกลับมาเนอะ”
“อือ...” [อือ...]
“เอานี้ เธอต้องใช้มันใช้มั้ยล่ะ”
ทาโน่ได้ยื่นท่อนเหล็กที่เขาเก็บได้ที่หน้าประตูให้กับลาร่า
“อา..” [ขอบคุณค่ะพี่ทาโน่]
เด็กสาวรับมันเอาไว้ด้วยความดีใจ
“ถ้างั้นพวกเราไปกันเถอะ”
“อือ” [อือ]
ทั้งสองคนได้ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังรถเข็นที่อยู่ตรงประตูทางเข้าด้วยกัน โดยมีลาร่าที่เดินนำอยู่ เธอนั้นได้ใช้ท่อนเหล็กในมือทุบพื้นไปมาด้วยความร่าเริงเพราะเสียงที่เกิดขึ้นมาจากท่อนเหล็กนั้นมันทำให้เธอเหมือนกับว่ากลับมามองเห็นได้อีกครั้งเธอจึงรู้สึกดีใจเป็พิเศษ ทาโน่ที่เห็นน้องสาวของต้นเองที่ทำท่าทางร่าเริ่งแบบนั้นจึงไม่ได้เข้าไปห้าม เขานั้นจึงได้เดินตามหลังเธอมาอย่างติดๆแล้วคอยระวังไม่ให้ตัวเธอนั้นล้มลงไปกลับพื้น จนในที่สุดทั้งสองคนก็ได้เดินมาจนถึงรถเข็นที่อยู่ตรงประตูทางเข้าได้ในที่สุด
“อ่า...อ่า..อา..อ่า~...” [เอาขยะไปเข้าเตาเผา เอาขยะไปเข้าเตาเผากันเถอะ~]
ลาร่าได้สงเสียงร้องออกมาอย่างมีความสุขพร้อมกับใช้มือของตัวเธอจับเข้าไปยังที่จับของรถเข็นแล้วเตรียมพร้อมที่จะเข็นมันไปที่เตาเผา
“....อือ นั่นสินะ….”
ทาโน่ได้ตอบกลับไปด้วยนํ้าเสียงที่เบาบางส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะว่าเขานั้นพอได้เห็นของที่อยู่บนรถเข็นนั่นจึงมีความรู้สึกที่ค่อยดีกับสิ่งนั้นเลย...
มันคือของบางอย่างที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวอย่างมิดชิดมีความสูงประมาณ167ซม. เพื่อให้แน่ใจทาโน่จึงใช้มือยื่นเข้าไปแกะผ้าที่มัดอยู่ออกเล็กน้อยเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน...มันคือร่างกายของศพมนุษย์เพศหญิงอายุประมาณ17ปี ที่ร่างกายของศพนั้นเต็มไปด้วยาแมากมายที่คาดว่าน่าจะเกิดมาจากของมีคมกระหน่ำฟันเข้าใส่และที่มาพร้อมกับาแพวกนั้นก็คือใบหน้าและร่างกายที่ซีดเซียวราวกับว่าเืในร่างกายนั้นได้หายไปจนหมดแล้ว...
“...เดี่ยวก่อน!”
“หือ?...” [หือ?...]
ทาโน่ที่เห็นของด้านในจึงสงเสียงห้ามลาร่าก่อนที่เธอนั้นจะได้เครื่อนที่รถเข็นไป
“อ่า….อา..อา” [มีอะไรงั้นเหรอ? พี่ทาโน่]
เธอหันมาด้วยความสงสัย
“เดี่ยวขยะชิ้นนี้ผมจะจัดการเองเธอไปพักก่อนเถอะนะ...”
ทาโน่ที่พูดออกมาได้ใช้มือจับไปที่ที่จับของรถเข็นแล้วแย่งมันมาจากลาร่าแล้วเข็นมันออกไปในทันที
ลาร่าที่โดนแย่งรถเข็นไปก็ได้ทำหน้างอนแก้มป่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรพี่ชายของเธอเลย นั่นก็เพราะว่าเธอนั้นเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพี่ชายว่ามันจะถูกต้องเสมอไม่ว่าจะเป็สถานการณ์ไหนก็ตาม เธอจึงได้เริ่มเคาะท่อนเหล็กอีกครั้งแล้วเดินตามพี่ชายของเธอมาแบบติดๆ
(อย่างน้อยๆการทำงานสกปรกแบบนี้แทนเธอก็เป็สิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้กับเธอได้...พวกเราที่เกิดมานั้นไม่มีทั้งพ่อและแม่ จึงมีโชคชะตาที่จะต้องดิ้นรนหาทางมีชีวิตรอดอย่างสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้ไม่เช่นนั้นก็จะจบลงแบบเธอคนนี้...)
ทาโน่ได้มองลงไปยังศพที่วางอยู่บนรถเข็น
(พวกเราจะไม่มีวันจบลงแบบตัวคุณแน่! คุณรู้อะไรมั้ยว่าที่นี่น่ะในอดีตเคยมีคนงานที่เป็เด็กอยู่ทั้งหมด 5 คนเป็ผู้ชาย 2 คนกับผู้หญิง 3 คนน่ะ 1ในนั้นเขาทนการลงโทษของตาลุงเ้าของโรงงานไม่ไหวแล้วตายจากไปและศพของเขาก็ถูกเผาในเตาขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงนั้นนั่นแหละ)
ทาโน่ที่เดินผ่านเครนมา ได้มองไปยังที่เตาเผาขนาดใหญ่ที่มีเปลวไฟที่ร้องแรงจุดติดอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ตรงปลายทาง
(สวนอีก 2 คนพวกเธอนั้นโดนขายไปให้กับพ่อค้าทาสที่มาจากอวกาศในตอนนี้นั้นไปอยู่ที่ไหนของจักวาลแล้วก็ไม่รู้...)
ทาโน่ที่คิดถึงเพื่อนๆที่จากไปโดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรมได้มีนํ้าตาไหลออกมาแต่เขาก็เช็ดมันในทันทีโดยที่ไม่ได้หยุดเดิน
(ที่นี่นั้นเหลือเพียงแค่พวกเราสองคนเท่านั้น...แต่พวกเราก็ไม่ได้ชอบหรือผูกพันกับที่นี่นักหรอกนะ)
ทาโน่ได้กำมือที่จับรถเข็นเอาไว้แน่น
(เป็เพราะที่นี่แท้ๆเลยดวงตาของลาร่าน้องสาวของผมจึมมองไม่เห็นไปตลอดกาล...นั่นก็เพราะว่าเธอนั้นจะต้องนั่งเฝ้าอยู่หน้าเตาเผาตลอดเวลาเป็เวลาหลายปีจนในที่สุดดวงตาของเธอนั้นก็ทนรับแสงของเปลวเพลิงพวกนั้นไม่ไหวและค่อยๆมืดลงจนในที่สุดก็ไม่สามารถมองเห็นแสงสว่างใดๆได้อีกต่อไปชั่วนิรันดร์…ทั้งๆที่ั้แ่เธอเกิดมาก็พูดไม่ได้อยู่แล้วในตอนนี้ก็ยังมามองไม่เห็นไปด้วยอีก….)
ทาโน่ได้มีนํ้าตาไหลออกมาอีกครั้ง แล้วครั้งนี้นั้นมากกว่าเดิมแต่ก็โชคดีที่ลาร่าที่เดินตามมานั้นไม่สังเกตเห็นนํ้าตาของตัวเขา มันก็แน่นอนอยู่แล้วก็เพราะว่าเธอนั้นมองไม่เห็นนิหน่า แต่ก็เพราะว่าเธอนั้นมองไม่เห็นนํ้าตาเ่าั้เธอจึงจะได้ไม่ต้องรู้สึกแย่แล้วเป็ห่วงตัวเขาที่กำลังโศกเศร้าอยู่โดยไม่จำเป็
(คุณรู้มั้ยเวลาที่ลาร่าพูดคุยกับผมน่ะตัวผมนั้นไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดออกมาเลย แต่ว่าไม่รู้ทำไมตัวผมถึงได้เข้าใจมันได้เป็อย่างดีเลยว่าเธอนั้น้าที่จะสื่ออะไรออกมา มันแปลกมากเลยใช้มั้ยล่ะ…)
ทาโน่ได้ยิ้มออกมาทั้งนํ้าตา
(....ความโชคร้ายที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนั้นก็เป็เพราะว่าพวกเรานั้นมันอ่อนแอยังไงล่ะมันจึงมาลงเอยแบบนี้…)
ทาโน่ได้หายใจเข้าลึกๆแล้วตั้งสติปรับอารมณ์ของตัวเอง
(แต่ว่ามันก็ไม่เป็ไรหรอก นั่นก็เพราะว่าในอนาคตเมื่อตัวผมโต้มากพอที่จะทำงานที่ดีกว่าและได้ค่าตอบแทนที่มากกว่าที่นี่ได้แล้วล่ะก็ตัวผมและลาร่าก็จะไม่ต้องมาทำงานในที่แบบนี้อีกต่อไปแล้วยังไงล่ะ)
ทาโน่ได้หันมองไปที่ลาร่าที่กำลังเดินตามมาอย่างติดๆ
(ใช้แล้วทั้งหมดนั่นก็เพื่อตัวเธอจะได้ไม่ต้องมาทำงานในที่แบบนี้อีกต่อไป จนกว่าจะถึงวันนั้นตัวผมจะคอยแบกรับทุกสิ่งทุกอย่างแทนเธอเอง)
ทาโน่ได้หันกลับไปที่ด้านหน้าด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
(พวกเราจะไม่ยอมมีจุดจบแบบคุณอย่างเด็ดขาด! จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วสักวันหนึ่งพวกเราจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์ให้ได้เลย!)
ทาโน่ที่คิดถึงความฝันของตนเองในที่สุดก็ได้เดิมมาจนถึงตรงหน้าของเตาเผา
มันเป็เตาเผาขนาดใหญ่สีดำสนิทที่ด้านในนั้นมีเปลวเพลิงที่ร้อนแรงลุกโชนอยู่ตลอดเวลา
ทาโน่ได้เดินเข้าไปกดปุ่มสีแดงที่แผงควบคุมที่ตั้งอยู่ทางด้านขวาของประตูปากทางเข้าของเตาเผาไปหนึ่งครั่ง ครื่น~~ ประตูกันความร้อนได้ถูกเปิดออกพร้อมกับแผ่นโลหะที่ยื่นออกมาด้านนอกของเตาเผา ทาโน่ได้ยกร่างศพที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยผ้าขาวขึ้นไปวางไว้บนแผ่นโลหะอันนั้น หลังจากนั้นเขาก็เดินไปกดปุ่มสีเขียวที่อยู่ด้านล่างปุ่มสีแดงไปหนึ่งครั้ง ครื่น~~ แผนโลหะได้เลื่อนกลับเข้าไปด้านในพร้อมกับร่างศพที่ไร้ิญญาที่อยู่บนนั้นและประตูที่กำลังถูกปิดลง
(เฮ้อ~วันเวลาในชีวิตของพวกเราแบบนี้นั้นจะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหนกันนะ...)
ทาโน่ที่กำลังเหม่อลอยได้มองเข้าไปในเตาเผาผ่านทางกระจกกันความร้อนที่ติดอยู่กับประตูกันความร้อนที่ปิดสนิท ที่ด้านในนั้นเปลวเพลิงที่ร้อนแรงได้แผกเผาร่างเนื้อของศพจนกลายเป็ก้อนสีดำภายในพริบตา
แต่ในขณะที่เขากำลังเหม่อลอยอยู่นั้นก็ได้มีมือเล็กๆของเด็กสาวยื่นเข้ามาจับไหล่ของตัวเขาจากทางด้านหลัง
“ฮึ?....”
“อ่า..อา..อ่า...” [เครื่องดื่มอุ่นๆค่ะ พี่ทาโน่]
ลาร่าได้ยื่นแก้วที่ใส่นํ้าอุ่นๆเอาไว้ด้านในให้กลับทาโน่ด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณนะ ลาร่า”
ทาโน่ยื่นมือออกไปรับแก้วนํ้ามาจากมือของเด็กสาวแล้วจิบมันเข้าไปหนึ่งอึก นํ้าอุ่นๆที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขานั้นทำให้จิตใจของทาโน่ที่เหนื่อยล้านั้นสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ฮ้า~ อร่อยมากเลยล่ะขอบคุณมากนะลาร่า”
“อ่า..อา..” [ไม่เป็ไรหรอกค่ะ เื่ที่หนูพอจะทำได้ก็คงมีเพียงแค่นี้แหละค่ะ]
ลาร่าได้ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำเพราะความเขินอายที่ได้รับคำชมจากพี่ชายที่เธอรักยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งปวง
(พอผมได้เห็นร้อยยิ้มบนใบหน้าของเธอแล้ว มันทำให้จิตใจของผมที่สิ้นหวังกลับมามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง)
ทาโน่ได้ยื่นมือออกไปลูบหัวของลาร่าอย่างอ่อนโยน
“ฮ่าฮ่าฮ่า” [ฮ่าฮ่าฮ่า]
ลาร่าที่โดนลูบหัวได้สงเสียงหัวเราะที่มีความสุขออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าราวกับนางฟ้าตัวน้อยที่ออกมาจากเทพนิยายไม่มีผิด
ทาโน่ที่ได้เห็นแบบนั้นจึงได้เผลอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว
(ใช้แล้วล่ะนี่เเหละคือเหตุผลที่ทำให้ตัวผมนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป นั่นก็เพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสนี้อีกครั้ง เพื่อที่จะให้รอยยิ้มของเธอนั้นคงอยู่ตลอดไปตัวผมน่ะ!...)
ทาโน่ได้ดึงตัวของลาร่าเข้ามากอดเอาไว้แน่น
(ใช้แล้วล่ะเพื่อการนั้นแล้วตัวผมจะต้องพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อที่สักวันหนึ่งพวกเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์ยังไงล่ะ!)
ลาร่าที่โดนกอดนั้นไม่ได้พูดอะไรออกมา สิ่งที่เธอทำนั้นมีเพียงแค่ใช้มือเล็กๆทั้งสองข้างของเธอกอดพี่ชายอันเป็ที่รักกลับไปอย่างแรงเท่านั้น
ทั้งสองคนนั้นได้กอดกันอย่างอบอุ่นจนเปลวเพลิงที่ร้อนแรงในเตาเผานั้นยังต้องอายให้กับความอบอุ่นของพวกเขาทั้งสองคน
หลังจากนั้นเวลาก็ได้ผ่านไปจนมาถึงเวลายามเย็น
เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง! เสียงของระฆังที่ดังขึ้นมาสามครั้งก้องกล่ำวานดังไปทั่วทั้งเมืองใต้ดินแห่งนี้เป็ตัวบงบอกว่าเวลากลางคืนนั้นได้มาถึงแล้ว
ที่นะใจกลางของเมืองแห่งนี้นั้นมีหอคอยที่สูงลิบลิ่วจนแทบที่จะมองไม่เห็นยอดหอคอยตั้งอยู่และที่้าสุดของมันนั้นได้มีระฆังสีทองขนาดใหญ่ติดตั้งเอาไว้
ในเมืองใต้ดินแห่งนี้นั้นไม่สามารถที่จะมองเห็นแสงของดวงอาทิตย์ได้จึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเวลา้านั้นผ่านไปถึงไหนแล้ว เสียงของระฆังนั้นจึงจำเป็ในการบอกเวลาที่สำคัญ เสียงดัง 1 ครั้งบงบอกถึงเวลายามเช้า เสียงดัง 2 ครั้งบงบอกถึงเวลาเที่ยงวันและสุดท้ายเสียงดัง 3 ครั้งบงบอกถึงเวลายามเย็นนั่นเอง
ทั้งสองคนที่ได้ยินเสียงของระฆังจึงได้เดินจุงมือกันออกมาที่ด้านนอกหน้าประตูทางเข้าของโรงงาน
“โธ่เว้ย! เสียงระฆังบอกเวลายามเย็นก็ดังขึ้นแล้ว ทำไมไอ้ตาลุงมันถึงไม่กลับมาสักทีเนี่ย! ถ้ามันไม่กลับมาล่ะก็พวกเราก็ปิดโรงงานกลับบ้านไม่ได้น่ะสิ!”
ทาโน่พูดออกมาด้วยท่าทางที่หงุดหงิด ที่จริงแล้วตัวเขานั้นอยากที่จะะโออกมาด้วยความโกรธอยู่หรอกแต่ว่าก็ทำแบบนั้นไม่ได้นั่นก็เพราะว่าไม่อยากให้ลาร่าที่ยืนอยู่ข้างๆต้องมากังวลโดยที่ไม่จำเป็นั่นเอง
(บ้าเอ๊ย!...พักนี้ในเมืองยิ่งมีการฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นอยู่ด้วยสิ ถ้าพวกเราไม่รีบกลับไปให้ถึงบ้านก่อนที่จะมืดไปกว่านี้แล้วล่ะก็อาจจะลงเอยแบบศพของผู้หญิงคนที่พวกเราพึ้งเผาไปเมื่อคู่ก็ได้...เพราะฉะนั้นรีบๆกลับมาสักทีสิไอ้ตาลุงเอ้ย!...)
ในขณะที่ทาโน่กำลังเป็กังวลอยู่นั่นเอง ก็ได้มีมือเล็กๆเข้ามาสะกิตเข้าที่แขนเสื้อของตัวเขา
“?”
ทาโน่ได้หันไปที่ด้านข้าง และที่ตรงนั้นลาร่าที่รับรู้ได้ถึงความกังวลของพี่ชายของเธอนั้นได้มองไปที่ตัวเขา ด้วยหน้าตาที่สื่อให้เห็นถึงความเป็ห่วงออกมาอย่างชัดเจน
(นี่เธอ...ไม่ไหวเลยตัวผมเนี่ย ดันทำให้เธอต้องมาเป็ห่วงซะได้..)
ทาโน่ได้ยื่นมือข้างที่ว่างอยู่เข้าไปกุมเข้าที่มือข้างนั้นของลาร่า
“ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกนะ อีกเดี่ยวตาลุงก็หน้าจะกลับมาแล้วล่ะ พวกเราเข้าไปรอที่ด้านกันก่อนเถอะ...”
“อือ..” [อือ..]
เด็กสาวได้ตอบกลับแล้วทั้งสองก็ได้เดินจูงมือกันกลับเข้าไปที่ด้านในของโรงงาน
(ขอร้องล่ะตาลุงรีบกลับมาเร็วๆเถอะ!...)
แต่ว่าหลังจากนั้นเวลาก็ได้ผ่านไป1ชั่วโมง...2ชั่วโมง...3ชั่วโมงแล้ว...แต่ตาลุงก็ยังคงไม่กลับมา...
จนในที่สุดทาโน่นั้นก็ทนไม่ไหว...
“ปิดทุกอย่างหมดแล้วใช้มั้ยลาร่า!”
ทาโน่ได้ะโออกมาจากตรงหน้าประตูทางเข้าของโรงงาน
“อ่า..อา...อ่า...!” [ไม่มีเสียงของเครื่องจักรที่กำลังทำงานอยู่แล้วค่ะ!]
เด็กสาวได้ะโตอบกลับมาจากทางด้านในของโรงงาน
“ทางนี้เองก็ปิดไฟทั้งหมดแล้วล่ะ ถ้างั้นพวกเรากลับกันเถอะ”
“อือ...” [อือ...]
ลาร่าได้ขานรับแล้วใช้ท่อนเหล็กเคาะพื้นคำทางไปยังหน้าประตูที่พี่ชายของเธอนั้นกำลังรออยู่
พอเธอไปถึงเธอก็ได้วางท่อนเหล็กในมือเอาไว้ที่ด้านในของโรงงานข้างๆกับประตูแล้วเดินออกมาที่ด้านนอก พอเห็นว่าเธอเดินออกมาแล้วทาโน่ก็ได้ใช้มือทั้งสองข้างเรื่อนประตูทางเข้าให้ปิดสนิท แต่ว่าเขานั้นไม่ได้ล็อกมัน สวนสาเหตุนั้นก็เพราะว่าลูกกุญแจที่จะล็อกมันได้นั้นอยู่ที่ตาลุงที่ไม่ยอมกลับมาสักทีนั่นเอง
(ตาลุงแกผิดเองนะที่ไม่ยอมกลับมาสักที ถ้าของข้างในโดนขโมยไปล่ะก็ผมไม่รู้ด้วยนะ แต่จะว่าไปมันก็ไม่มีอะไรจะให้ขโมยอยู่แล้วไม่ใช้หรือไง...)
ประตูได้ถูกปิดสนิท
“เฮ้อ~ เอาล่ะถ้างั้นพวกเรากลับบ้านกันเถอะนะ”
“อือ...” [อือ...]
ทั้งสองพี่น้องได้เดินจูงมือกันออกมาจากเขตของโรงงานเข้าไปยังทางเดินที่เปลี่ยวร้างและมีไฟที่สลัวๆของเมืองใต้ดินยามราตรี เพื่อมุ่งตรงกลับไปยังบ้านของพวกเขา
พวกเขาทั้งสองคนได้เดินผ่านเส้นทางที่ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อที่ถูกรายรอบไปด้วยบ้านเรือนขนาดต่างๆมากมายที่ถูกสร้างมาจากแผ่นโลหะบางๆที่มาต่อเข้าด้วยกันอย่างหยาบๆเรียงรายกันอยู่อย่างแออัดและบ้านเ่าั้ยังปล่อยกลุ่มควันจำนวนมากออกมาลอยคลุ้งอยู่ในอากาศและปกคลุมไปทั่วทั้งตัวเมืองใต้ดินแห่งนี้
“แคกๆ”
“ไม่เป็ไรนะลาร่า...”
“อือ..อา...แคกๆ” [อือ..ไม่เป็ไรหรอก...แคกๆ]
“เอาใส่นี้เอาไว้นะ”
ทาโน่ได้ยื่นผ้าเช็ดหน้าของเขาให้กับลาร่าที่ไอไม่ยอมหยุดเพราะควันมากมายที่ลอยอยู่โดยรอบ
ลาร่าได้รับผ้าเช็ดหน้ามาแล้วใช้มันปิดเอาไว้ที่จมูกเพื่อกรองควันจำนวนมากที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
“อ่า..อา..อ่า...” [ขอบคุณค่ะพี่ทาโน่…]
ลาร่าได้พูดขอบคุณออกมาด้วยเสียงที่อู้อี้
“ไม่เป็ไรหรอก เอาล่ะพวกเราไปกันต่อเถอะ”
“อือ..” [อือ..]
พวกเขาทั้งสองได้เดินต่อไปตามเส้นทางที่ไร้สึงผู้คน จนในที่สุดทั้งสองก็ได้มาหยุดลงนะซอยแห่งหนึ่ง
มันเป็ซอยแคบๆที่อับชื้นและมืดมิดจนไม่สามารถที่จะมองเห็นอะไรที่อยู่ด้านในจากตรงนี้ได้เลย
(เฮ้อ~ในที่สุดก็มาถึงซอยที่จะไปถึงบ้านจนได้ โชคดีนะที่ระหว่างทางไม่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น...)
ทาโน่ที่รู้สึกโล่งอกที่ในที่สุดก็มาถึงซอยที่จะนำไปสู่บ้านของพวกเขาจนได้ แต่ว่าความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน
“อ่า---------!!”
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของหญิงสาวได้ดังออกมาจากซอยแคบๆที่มืดสนิท
“!”
(เสียงนี่มัน...เสียงกรีดร้อง?...)
ทาโน่ได้มองเข้าไปในซอยตรงหน้า แต่เพราะว่ามันมืดมากจนตัวเขานั้นไม่สามารถมองเห็นอะไรที่อยู่ด้านในได้เลย
(โธ่เว้ย! ทำไมต้องมาก็เื่ตอนนี้ด้วยนะ เหลืออีกไม่นานจะถึงบ้านอยู่แล้วเชียว)
ทาโน่ที่จ้องเข้าไปในซอยที่มืดมิดได้แสดงสีหน้าที่วิตกกังวลอย่างชัดเจน
(แบบนี้จะเอายังไงต่อดีล่ะ ซอยนี้เป็ทางเดียวที่จะไปยังบ้านของพวกเราได้ซะด้วยสิ...จะหาห้องโรงแรมพักในคืนนี้ดีมั้ยนะ...แต่ว่าโรงแรงของเมืองนี้มีแต่ของพวกที่ไม่หน้าไว้วางใจทั้งนั้นจะโดนทำอะไรตอนหลับบ้างก็ไม่รู้...คงหวังพึ่งโรงแรงไม่หรอก...แต่จะกลับไปที่โรงงานมันก็อันตรายเกินไป…)
ในขณะที่ทาโน่นั้นกำลังลังเลอยู่ว่าจะต้องทำยังไงต่อดีตัวเขาก็ได้รู้สึกถึงแรงบีบที่มือขวาของตน
“!”
ทาโน่ได้มองไปยังมือขวาและที่ตรงนั้นเขาก็ได้เห็นลาร่าที่จับมือของเขาเอาไว้แน่นกำลังตัวสั่นไปมาด้วยความหวาดกลัว
(ลาร่า...งั้นเหรอเธอคงจะกลัวมากสินะ)
ทาโน่ได้หลับตาลงแล้วตั้งสติ
(ไม่ได้เื่เลยตัวผม เป็พี่ชายของเธอไม่ใช้เหรอจะต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดสิ)
ทาโน่ที่เรียกสติกลับมา ได้ก้มตัวลงมาคุกเข่าอยู่ในระดับเดี่ยวกันกับลาร่า
“ไม่เป็ไรหรอกเดี่ยวตัวผมจะหาทางพาพวกเราไปให้ถึงบ้านให้ได้เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ”
ทาโน่ได้ยืนมือทั้งสองข้างเข้าไปกุมมือทั้งสองข้างของลาร่าเอาไว้แน่น ลาร่าที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพี่ชายที่ส่งผ่านมาทางมือคู่นั้นจึงได้ตอบกลับไปด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
“อา...อือ!...” [เข้าใจแล้วล่ะพี่ชาย!]
“ถ้างั้นพวกเราไปกันต่อเถอะนะ”
“อือ…” [อือ...]
ทาโน่ได้ลุกขึ้นมาแล้วยื่นมือออกไปจับมือของลาร่าเอาไว้แน่น
(ถ้าจะกลับไปที่โรงงานตอนนี้มันเสี่ยงมากเกินไป ไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรดักรอพวกเราอยู่ล่ะหว่างทางบาง แต่ถ้าเป็ในซอยนี้ล่ะก็ตัวผมนั้นรู้ทางหนีทีไล่เป็อย่างดีเพราะงั้นตัวผมก็หน้าจะหาทางรอดไปจนถึงบ้านได้...ใช้แล้วถ้าเป็ตัวผมล่ะก็ต้องทำได้แน่!...)
ทาโน่ที่ตัดสินใจแนวแน่แล้วได้จูงมือของน้องสาวเอาไว้แน่นแล้วเดินเข้าไปยังด้านในของซอยที่มืดมิดแห่งนั้น
ในท่ามกลางความมืดมิดของซอยแคบๆที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจที่คละคลุ้งอยู่ทั่วทั้งบริเวณ เสียงของหยดนํ้าที่หยดลงมาจากทาง้าของกำแพงที่สูงชันของบ้านชองที่ตั้งตระหง่านอยู่ทั้งซ้ายขวา หยดนํ้าเ่าั้ได้หยดลงมายังพื้นด้านล่างจนกลายมาเป็แอ่งนํ้ามากมายบนพื้นดินที่คุคะและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ โดยรวมแล้วเป็ที่ๆไม่น่าไว้วางใจราวกับว่าจะมีอันตรายโผล่ออกมาได้ตลอดเวลา...
และในท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจเ่าั้ก็ได้มีเด็กน้อยสองคนที่กำลังเดินยองอย่างเงียบเชียบพยายามที่จะไม่ให้เกิดเสียงดังออกมาจากการก้าวเท้าเล็กๆคู่นั้นไปบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยแองนํ้ามากมาย
(จะต้องส่งเสียงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให่ใครก็ตามที่น่าจะยังอยู่ที่ในซอยแห่งนี้นั้นรู้สึกตัวว่าพวกเรานั้นอยู่ที่นี่ ถ้าเกิดโดนวิ้งไล่ในซอยที่แคบแบบนี้ล่ะก็โอกาสที่พวกเราจะรอดไปได้ทั้งสองคนนั้นมันน้อยมาก เพราะงั้นจะต้องเงียบ...เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้..)
ทั้งสองคนที่จูงมือกันได้ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังหลบเลี่ยงแองนํ้าโดยรอบแล้วก้าวเดินต่อไปอย่างเชื่องช้าแต่ปล่อยภัย
(แต่ถึงพวกเราจะระวังตัวมากแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะถูกเจอตัวได้อยู่ดี...เพราะงั้นลองหาแผนสำรองเอาไว้หน่อยน่าจะดีกว่า...)
ทาโน่ที่คิดเช่นนั้นได้หันไปมามองดูรอบๆตัวเพื่อหาดูว่าพอจะมีอะไรจะนำมาใช้ในแผนสำรองได้รึป่าว
“!”
ทาโน่ที่มองไปรอบๆได้หยุดสายตาของเขาลงที่กองขยะที่วางกองอยู่ตรงกำแพง
มันเป็กองขยะที่เต็มไปด้วยเศษโลหะมากมายที่กองทับถมรวมกันเป็กองูเาขนาดเล็กๆและที่้าสุดนั้นได้มีเศษซากของหุ่นยนต์ทำความสะอาดรูปร่างมนุษย์ที่พังไปแล้วกองเอาไว้อยู่
(หุ่นยนต์นั่นมัน...อือ...หน้าจะพอใช้ได้นะ...)
ทาโน่ที่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ตัวเขาจึงจูงมือของลาร่าเดินเข้าไปยังกองขยะนั้น...
(?)
ลาร่าที่เกิดสงสัยขึ้นมาเพราะการเปลี่ยนเส้นทางกระทันหัน แต่ว่าเธอนั้นก็ไม่ได้ส่งเสียงถามออกมานั่นก็เพราะว่าเธอนั้นเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของพี่ชายที่นำทางเธอมานั้นจะต้องมีเหตุผลและมันจะต้องถูกต้องอย่างแน่นอน เธอจึงไม่ต่อต้านแล้วเดินตามต่อไปอย่างเงียบๆ
พวกเขาได้เดินหยุดลงที่ตรงหน้าของกองขยะ
“ลาร่าเดี่ยวรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ”
“อือ...” [อือ...]
ทาโน่ได้ปล่อยมือจากลาร่าแล้วก้มตัวลงไปยังกองขยะตรงหน้าแล้วใช้มือทั้งสองข้างคุ้ยเศษโลหะที่กองอยู่ทับทมกันออกมาเผยให้เห็นตัวของหุ่นยนต์ทำความสะอาดรูปร่างมนุษย์ขนาดเล็กที่แทบจะกลายเป็เศษเหล็กไปแล้ว
(โอเค ดูจากสภาพโดยรวมแล้วหน้าจะยังพอใช้งานได้ล่ะน่า...)
ทาโน่ได้ยื่นมือเข้าไปหยิบเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในกองขยะหลายต่อหลายอันมาต่อเข้าด้วยกันกลายเป็แผงวงจรขนาดเล็กขึ้นมา แล้วเขาก็ได้ประกอบแผงวงจรนั้นเข้าไปยังแผงควบคุมของหุ่นยนต์ทำความสะอาดตัวนั้น
(เอาล่ะ แค่นี้ก็หน้าจะใช้ได้แล้วมั้ง ถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะก็แค่วิ้งหนีมาให้ถึงตรงจุดนี้ได้ก็ถือว่ามีโอกาศรอดเพิ่มมากขึ้นถึง75%แล้วล่ะ)
ทาโน่ที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พอจะทำได้ไปจนหมดแล้วได้หยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาจากกองขยะแล้วนำมันใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเขา หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้ลุกขึ้นมาแล้วเดินไปหาลาร่าที่กำลังยืนรออยู่
“ขอโทษที่ต้องให้รอนะ พวกเราไปกันต่อเถอะ”
“อือ...” [อือ...]
ทาโน่ได้ยื่นมือออกไปจับมือของน้องสาวเอาไว้แน่น แล้วทั้งสองคนก็เดินต่อไปยังเส้นทางที่มืดมิดตรงหน้าที่ไม่รู้ว่าที่ด้านในนั้นจะมีอะไรรอคอยพวกเขาอยู่กันแน่...
พวกเขาทั้งสองได้เดินเข้าไปลึกขึ้น...ลึกเข้าไปเรื่อยๆ...
(หน้าแปลก...พวกเราเดินเข้ามาจนเกือบที่จะถึงท้ายซอยแล้วแต่ก็ยังไม่พบต้นเหตุของเสียงกรีดร้องนั้นเลย...หรือว่าตัวผมจะได้ยินผิดไปกัน...มันอาจจะดังมาจากที่อื่นก็ได้...)
ทาโน่ที่คิดแบบนั้นได้หันไปมองดูรอบทุกทิศทางในขณะที่เดินไปด้วย เพื่อมองหาล่องลอยของการต่อสู่ที่อาจจะหลงเหลื่ออยู่บนพื้นหรือบนพนัง แต่ก็ไม่พบล่องลอยที่ว่าเลยนั้นแม้แต่ลอยเดี่ยว...
(รอบๆไม่มีล่องลอยเลยหรือว่าตัวผมจะเข้าใจผิดไปจริงๆกัน...แต่จะประมาณก็คงจะไม่ได้เดินต่อไปทั้งๆแบบนี้แหละ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วซะด้วยสิ...)
ทาโน่ได้เดินต่อไปทั้งๆแบบนั้นโดยที่ไม่ได้เร่งความเร็วขึ้นมา
พวกเขาทั้งสองคนได้เดินต่อไปอีกสักพักหนึ่ง จนในที่สุดตรงหน้าของพวกเขาไม่ไกลนักก็ได้ปรากฎภาพของบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งขึ้นมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนที่นะปลายทางของซอยแห่งนี้
มันเป็บ้านที่ทำมาจากเศษเหล็กเศษโลหะและเศษไม้จำนวนมากเอามาต่อเข้าด้วยกัน มีความแข็งแรงพอประมาณแต่ก็ไม่ได้ทนทานมากนัก ถีบแรงๆสักทีก็หน้าจะพังลงมาทั้งหลังแล้วล่ะ
(ในที่สุดก็มาถึงสักที บ้านที่พวกเราทั้ง 5 คนได้สร้างมันขึ้นมาด้วยกัน...ฮ่า.ฮ่า.ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะเหลือเพียงแค่พวกเราสองคนล่ะนะ…)
ทาโน่ได้ยิ้มเจื่อนๆออกมา
(...ถึงแม้ว่ามันจะเป็บ้านโทรมๆก็ตาม แต่มันก็เต็มไปด้วยจิติญญาของพวกเราที่สร้างมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ามันจะเป็ได้แค่ขยะในสายตาของคนอื่นๆแต่ว่าสำหรับพวกเราแล้วมันคือสมบัติชิ้นสำคัญเลยล่ะ)
ทาโน่ได้ยิ้มออกมาพร้อกกับหยุดเท้าลงตรงหน้าประตูทางเข้าบ้านที่ทำมาจากไม้ที่มีแต่รูเต็มไปหมด
ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาถึงบ้านได้โดยที่ไม่พบเจออันตรายใดๆเลย
(เฮ้อ~ดูเหมือนว่าตัวผมจะคิดมาไปสินะ)
ทาโน่ได้สายหัวไปมาก่อนที่จะเปิดประตูโทรมๆนั้นออกเพื่อที่จะเข้าไปในบ้าน
แต่พอประตูได้เปิดออกกลิ่นเหม็นสาบที่รุ่นแรงก็ได้ลอยออกมาจากด้านในบ้านเข้าปะทะกับจมูกของพวกทาโน่เข้าอย่างจัง
(นี่มันอะไรกัน! กลิ่นเหม็นสาบที่รุ่นแรงแบบนี้...)
พอทาโน่ได้กลิ่นนั้นตัวเขาก็ได้ยกมือที่วางอยู่ขึ้นมาปิดจมูกในทันทีลาร่าก็เช่นกัน
ทาโน่ได้เดินเข้าไปในบ้านที่มืดมิดจนแทบที่จะมองอะไรไม่เห็นทั้งที่ยังคงใช้มือปิดจมูกอยู่แบบนั้น แต่ว่าไม่ทันที่ตัวเขาจะเดินไปไกลกว่าตรงหน้าของประตูเขาก็ได้หยุดลงเพราะว่าเท้าของเขานั้นได้ไปเหยียบเข้ากับของเหลวอะไรบางอย่างที่อยู่บนพื้นเข้าอย่างจัง
“?”
ทาโน่ได้มองไปที่เท้าของตนและที่ตรงนั้นเขาก็ได้เห็นเท้าของเขาที่เปลี่ยนไปด้วยของเหลวข้นๆอะไรบางอย่าง
(หือ? นี่มันนํ้าอะไรเนี่ย?….แล้วมันมาจากไหนกัน...)
ทาโน่ได้มองย้อนขึ้นไปยังต้นทางของของเหลวนั้นและสิ่งที่เด็กชายได้เห็นที่ปลายทางนั้นก็คือ...ภาพของร่างกายที่ไร้ซึ่งิญญาที่ชุ่มโชกไปด้วยเืของหญิงสาวที่ตัวเขานั้นไม่รู้จักนอนกองอยู่บนพื้นตรงกลางบ้านของเขา ยังไม่ใช้แค่นั้นสภาพบ้านโดยรอบนั้นก็ยังเต็มไปด้วยเืเเละเศษเนื้อมากมายที่กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด...
(นะ..นี่มัน..กะ..เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?...)
ทาโน่ที่เห็นบ้านของตนเองที่เป็แบบนั้นได้ขนลุกชันตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัวจนเเทบที่จะล้มลงไปกองอยู่กับพื้นแล้วอ๊วกออกมาอย่างบ้าครั้ง แต่ว่าตัวเขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น นั่นก็เพราะว่าถ้าตัวเขาทำแบบนั้นลาร่าที่ยืนอยู่ข้างๆที่ยังคงไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นจะรู้สึกเป็กังวลเอาได้ ตัวเขาไม่อยากที่จะให้เธอนั้นต้องมาเป็ห่วงโดยที่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จริงๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็ยังไงกันแน่ ตัวเขาจึงพยายามเก็บอาการแล้วฟืนยืนต่อไปทั้งๆแบบนั้นในสภาพที่ขาทั้งสองข้าแทบที่จะไม่มีแรงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว...
(อ๊า-อ๊า-อ๊า...จะ...ใจเย็น...ใจเย็นลงก่อนสิตัวผม...ถ้าตัวผมไม่ใจเย็นแล้วล่ะก็ใครจะเป็คนที่จะแกไขสถานการณ์ตรงหน้ากันล่ะ...)
ทาโน่ได้หลับตาลงแล้วพยายามตั้งสติให้กลับมาใจเย็นลงอีกครั้ง…
(โอเค...หน้าจะพอไหวแล้วล่ะ...ทีนี้ก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าสถานการณ์โดยรวมในตอนนี้นั้นเป็ยังไงแน่...)
ทาโน่ได้มองไปที่รอบๆบ้านเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น...
(สภาพของห้องที่กระจัดกระจายและเต็มไปด้วยเืและเศษเนื้อของเหยื่อที่ตายอยู่กลางห้อง...จากการคาดเดาแล้วหน้าจะเกิดการไล่ล่ากันจนผู้หญิงคนนั้นวิ้งหนีเข้ามาในซอยแห่งนี้จนในที่สุดก็มาจนถึงบ้านของพวกเราที่อยู่นะปลายทาง..เธอได้หนีเข้าไปในบ้านโดยการเปิดประตูที่ไม่มีล็อกเข้าไป เธอนั้นหน้าจะพยายามหาที่ซ่อนตัวจากคนที่ไล่ตามมา แต่ว่าบ้านหลังนี้นั้นไม่ได้กว้างพอที่เธอนั้นจะหลบซ่อนได้ จนในที่สุดแล้วเธอนั้นก็ถูกใครบางคนที่ตามมาทันพบเขา แล้วคนๆนั้นก็ได้ฆ่าเธออย่างโเี้จนเศษต่างๆของร่างกายนั้นกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบ้าน...แต่ที่สำคัญในตอนนี้นั้นก็คือฆาตกรนั้นหายไปไหนกันล่ะ..)
ทาโน่ได้หันมองไปยังทางที่พวกเขาเดินเข้ามา
(ใน่เวลาที่พวกเราได้ยินเสียงกรีดร้องจนมาถึงตอนนี้ก็ผ่านมาได้ไม่นาน พวกเราที่เดินเข้ามาตามซอยที่เป็เส้นทางเดียวที่จะมายังที่นี่ได้ ในระหว่างนั้นไม่มีใครเลยที่เดินส่วนทางพวกเราออกไป ในซอยนั้นเป็แค่เส้นทางแคบๆที่ไม่มีที่ให้หลบซ่อนตัวได้...ถ้างั้นก็หมายความว่า!)
ทาโน่ได้หันกลับมายังด้านในของบ้าน
(มันยังคงอยู่ที่นี่ ในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน...แล้วมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?...)
ทาโน่ได้มองหาไปรอบๆอีกครั้งและคราวนี้นั้นได้มองอย่างละเอียดมากยิ้งขึ้นกว่าเดิม
ในระหว่างนั้นลาร่าที่ยังไม่รู้สถานการณ์ก็ได้เกิดรู้สึกสงสัยขึ้นมา
(ทำไมพวกเราถึงยังยืนอยู่ตรงนี้อีกล่ะ? เพราะว่าไม่มีเสียงที่ดังก้องอยู่เลยตัวเราจึงไม่สามารถสร้างภาพขึ้นมาในหัวได้...ตอนนี้ในบ้านเกิดอะไรขึ้นกันนะ...)
ลาร่าที่เกิดสงสัยขึ้นมาเธอจึงได้กระตุกมือของทาโน่ที่จับอยู่ไปมา
“อ่า..อาอ่า...อา...” [พี่ทาโน่เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? ทำไมพวกเรายังอยู่ตรงนี้อีกล่ะ]
ลาร่าได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
ทาโน่ได้ก้มตัวลงมากระซิบเข้าที่ข้างหูของเธออย่างเบาๆ
“เดี่ยวก่อนลาร่าตอนนี้อย่าพึ่งสงเสียงหรือว่าขยับนะ...”
“....” [....]
ลาร่าพอได้ยินแบบนั้นเธอก็ทำตามในทันทีโดยที่ไม่ได้ถามอะไรต่อ
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้นก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากภายในความมืด
ครืน~ จ๊อก~~
“!”
ทาโน่ที่ได้ยินเสียงนั้นจึงรีบหันไปทางเสียงนั้นโดยทันที
(เสียงนี่มัน...นํ้าไหล?….จากในห้องนํ้างั้นเหรอ...)
ทาโน่ได้มองเข้าไปในห้องนํ้าที่มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น ตัวเขาจึงได้หรี่ตาลงแล้วเพ่งมองเข้าไปอีกครั้ง สายตาของตัวเขาเริ่มปรับตัวเข้ากลับความมืดตรงหน้าจนเริ่มที่จะมองเห็นอะไรบางอย่างขึ้นมา นั่นก็คือภาพของชายผู้คนหนึ่งที่ท่อนบนนั้นเปลือยเปล่าส่วนท่อนล่างนั้นใส่กางเกงขายาวเอาไว้ เขานั้นกำลังใช้อ่างล้างมือในห้องนํ้าล้างอะไรบางอย่างอยู่จนไม่ได้สังเกตว่าพวกทาโน่นั้นได้เข้ามาในบ้านหลังนี้แล้ว...
(อะ...อยู่จริงๆด้วย...แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่รู้สึกตัวว่าพวกเราอยู่ตรงนี้...เพราะงั้นถ้าพวกเราหนีไปตอนนี้แล้วล่ะก็...หน้าจะพอไหวน่า!)
ทาโน่ได้กุมมือของลาร่าเอาไว้แน่นแล้วกระซิบเข้าที่ข้างหูของเธอเบาๆ
“เดี่ยวพวกเราจะออกไปจากที่นี่กัน แต่อย่าส่งเสียงดังล่ะ”
ลาร่าที่ได้ยินแบบนั้นเธอจึงได้พยักหน้าขึ้นลงแสดงออกว่าเข้าใจแล้ว
“โอเค ถ้างั้นไปกันเถอะ...”
ทาโน่ได้จูงมือของลาร่าแล้วพยายามย่องออกไปจากบ้านหลังนี้อย่างเงียบๆ
แต่ทว่าโชคชะตากลับไม่เข้าข้างพวกเขา ครืน~ ได้มีหนูตัวหนึ่งวิ้งไปมาบนชั้นวางของที่ข้างๆประตู มันได้วิ้งไปชนเข้ากับกระบองเปล่าที่วางอยู่บนนั้นจนตกลงมากระแทกเข้ากับพื้นจนเกิดเสียงดังก้องกังวานขึ้นทั่วทั้งบ้านที่ทรุดโทรมแห่งนี้
ตึ้ง!
“หือ!”
ชายคนนั้นได้หันกลับมาเพราะเสียงดังที่เกิดขึ้น แล้วเขาก็ได้เห็นพวกทาโน่ที่กำลังจะออกจากบ้านได้สําเร็จอยู่แล้ว
“เฮ้ย! พวกเเกเห็นแล้วงั้นสินะ!”
ชายคนนั้นได้ะโออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เกรี้ยวกราดพร้อมกับได้เดินเข้ามาหาเด็กทั้งสองคนด้วยหน้าตาที่ตึงเครียดและมีดสั้นคมสีเขียวที่ถืออยู่ในมือ
“ลาร่าวิ่ง! วิ่งไปซะ! อย่าได้หันหลังกลับมานะ!”
ทาโน่ได้ปล่อยมือจากลาร่าพร้อมกับได้สั่งให้ตัวเธอนั้นวิ่งออกไปจากที่นี่
“....อือ” [....อือ]
พอได้ยินสิ่งที่ทาโน่พูดออกมาลาร่านั้นได้ลังเลไปคู่นึ่ง ก่อนที่จะเริ่มกล่าวเท้าวิ่งออกมาจากบ้านหลังนี้ในทัน ด้วยความเชื่อมั่นอันแรงกล้าที่มีต่อคำพูดของพี่ชายว่ามันจะต้องถูกต้องอย่างแน่นอน
“ไม่ยอมให้พวกแกหนีไปหรอก!”
ชายคนนั้นพอเห็นลาร่าวิ่งหนีไปตัวเขาจึงจะวิ่งไล่ตามไป
“เดี่ยวก่อน!”
ทาโน่ได้เข้ามายืนขวางทางชายคนนั้นเอาไว้ที่ตรงหน้าประตู
“ตัวผมจะไม่ยอมให้แกตามน้องสาวของผมไปได้หรอก!”
“คิดว่าจะเสียสละตนเองงั้นเหรอ หึ ยังไงซะพวกแกก็ต้องตายกันทั้งคู่อยู่แล้ว!”
“ไม่ยอมให้เป็แบบนั้นหรอก!”
ทาโน่ได้ทีบเข้าไปที่แผนไม้เล็กๆที่ติดอยู่กับพนังของบ้านจนมันนั้นกระเด็นหลุดออกมา...ครืน~! เมื่อมันหลุดออกบ้านทั้งหลังก็เริ่มสั่นไปมาแล้วเริ่มถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน? ไอเด็กเปรตแกทำอะไรลงไปกัน!”
ชายคนนั้นพยายามที่จะวิ่งออกมาให้ทันก่อนที่บ้านจะถล่มลงมา
“แกจะไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่หรอก!”
ทาโน่ที่ะโออกมาได้ปิดประตูใส่ชายคนนั้นอย่างแรงแล้วเอาแผนไม้ที่กระเด็นหลุดออกมายันประตูเอาไว้เพื่อขังชายคนนั้นเอาไว้ที่ด้านในของบ้านที่กำลังจะถล่มลงมา
หลังจากนั้นเด็กชายก็ได้หันหลังกลับแล้ววิ่งออกมาเพื่อไม่ให้ตนเองนั้นโดนลูกหลงจากบ้านที่กำลังจะถล่มลงมา
แต่ว่าก็ไม่ทันเสียแล้ว บ้านที่ถล่มลงมาเร็วกว่าที่ตัวเขาคิดเอาไว้ จากแรงลมที่เกิดขึ้นจากการที่บ้านถล่มลงมาทำให้เด็กชายตัวน้อยนั้นกระเด็นออกไปอย่างแรง
“อ่า----!”
ทาโน่ที่กระเด็นออกมาได้กระแทกเข้ากับพื้นและกลิ้งไปมากลับพื้นหลายตลบจนในที่สุดก็หยุดลง เด็กชายได้ลุกขึ้นพร้อมกับรอยถลอกบนตัวเล็กน้อย
หลังจากนั้นตัวเขาก็หันหลังกลับไป
ณ ที่ตรงนั้นบ้านอันแสงสำคัญของตัวเขาที่ร่วมกันกับเหล่าเพื่อนพ้องที่จากไปแล้วสร้างกันขึ้นมาที่ในตอนนี้นั้นกลายเป็กองูเาขยะไปเสียแล้ว...สิ้งที่ยังคงหลงเหลือเอาไว้นั้นมีเพียงแค่เศษซากแห่งความทรงจำเท่านั้น…
ทาโน่พอได้เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้ร้องไห้ออกมา...มันเป็นํ้าตาแห่งความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียสมบัติแห่งความทรงจำอันล้ำค่าไป...
(...ทัช...ลิซ่า...ลอร์รี่...ผมขอโทษด้วยที่ปกป้องบ้านของพวกเราเอาไว้ไม่ได้...แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกเราคงรอดไปไม่ได้แน่…)
ทาโน่ได้ใช่มือทั้งสองข้างเช็ดนํ้าตาของตนเองที่ไหลออกมาเป็จำนวนมาก...
(ถึงจะรู้สึกเศร้าก็จริง แต่ตราบใดที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่แล้วล่ะก็คอยสร้างมันขึ้นมาใหญ่ก็ได้...แล้วคราวนี้ผมขอสัญญาณเลยว่าจะสร้างมันขึ้นมาให้ดียิ้งขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน...แล้วจะได้สร้างหลุมศพให้กับนายด้วยนะ...)
ทาโน่ได้จ้องมองไปยังเศษซากบ้านที่ถล่มลงมาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับหลังหันแล้วเดินจาก...
“จะต้องรีบไปหาลาร่าซะแล้วสิ ถ้าเป็เธอล่ะก็คงจะหยุดรอผมอยู่ตรงทางเข้าซอยล่ะมั่ง ในตอนนี้เธอคงจะเป็ห่วงผมมากแน่เลยสินะ...”
ทาโน่ได้ยิ้มออกมาที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มเดินต่อไปเข้าไปในความมืดตรงหน้าเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปหาน้องสาวอันเป็ที่รักที่กำลังรอคอยการกลับมาของตัวเขาอยู่อย่างใจจดใจจอที่ด้านนอกของซอยแห่งนี้
ครืน~! เสียงบางอย่างได้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของตัวเขา
“เสียงนี่มัน?...”
ทาโน่ได้หันหลังกลับไปมองด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดี
และภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าของตัวเขานั้นก็คือภาพของเศษซากที่กองทับถมกันกำลังสั่นคลอนไปมาอย่างรุนแรงและกำลังมีบางสิ่งที่มีรูปร่างกลมๆผุดขึ้นมาจากภายในกองเศษซากพวกนั้น
“นะ...นั่นมันอะไร...เศษซากร่างกาย...ของมนุษย์...งั้นเหรอ!...”
ใช้แล้วมันคือเศษซากร่างกายของมนูษย์ที่ถูกหลอมรวมกันจนกลายเป็เหมือนกับลูกบอลขนาดใหญ่ที่ถูกเศษซากของบ้านที่ถล่มลงมาปรับอยู่มากมาย
“เฮ้อ~เห็นว่าเป็แค่เด็กก็เลยประมาทไปหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้”
“เสียงนี้มัน?”
เสียงที่ฟังดูน่าขนลุกได้ดังออกมาจากภายในของลูกบอลก้อนเนื้ออันนั้น
พื้นผิวตรงส่วนหน้าของลูกบอลก้อนเนื้อเริ่มขยับไปมาแล้วค่อยๆคลายตัวออกจากกัน...ปรากฎให้เห็นสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน...
...มันคือร่างกายของชายผู้ที่มีผมสีขาวซีดและหน้าตาดูซีดเซียวแววตาดำคล้ำมีฟันที่แหลมคมเหมือนดังคมดาบ ร่างกายผอมแห้งและตามตัวนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็จำนวนมากที่เหมือนกับว่าเคยผ่านการทรมานมาแล้วอย่างหนักในครั้งอดีต และที่สำคัญในมือของเขานั้นได้ถือมีดสันคมสีเขียวที่เปื้อนไปด้วยเืจำนวนมากเอาไว้
“เฮ้อ~เฮ้อ~วัตถุดิบที่อุส่ารวบรวมมาต้องเสียไปตั้งขนาดนี้เชียวนะ~คงต้องขอให้รับผิดชอบแล้วล่ะนะเ้าหนู่!”
พอชายคนนั้นพูดจบตัวเขาก็ได้พุ่งตัวออกมาจากลูกบอนก้อนเนื้อเข้าใส่ทาโน่ที่ยืนตัวแข็งถือเพราะความหวาดกลัวและความสับสนในทันที
(ขยับสิ...ขยับสิตัวผม ถ้าไม่ขยับล่ะก็มีหวังโดนมันฆ่าแน่…)
“ย๊าก-----!”
ทาโน่ที่เรียกความกล้าของตนเองออกมาได้ะโหลบชายคนนั้นที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาหาตัวเขาได้ทันแบบฉิวเฉียด
“เฮ้อ~อย่าหลบสิ เ้าหนู~เดี่ยวก็~ศพไม่สวยหรอก!”
ชายคนนั้นได้กระโจนเข้าหาทาโน่อีกครั้งพร้อมกับง่างมีดในมือขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะฟันเข้าใส่ทาโน่ที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
“โธ่เว้ย!...”
พอทาโน่ได้เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้พลิกตัวกลิ้งหลบได้ทันแบบฉิวเฉียด
หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้กระเสือกกระสนลุกขึ้นมาแล้ววิ่งหนีไปในเส้นทางที่มืดที่ตัวเขานั้นเข้ามาในตอนแรก
“ก็บอกแล้วไง~ว่าอย่าหนีน่ะ!”
ชายคนนั้นได้ะโออกมาดังลั่นพร้อมกับเริ่มวิ่งไล่ตามตามทาโน่ที่วิ่งหนีไปในทันที
ภายใต้ความมืดมิดที่ปกคลุมซอยเล็กๆแห่งนี้อยู่นั้นได้มีเสียงฝีเท่าที่กึกก้องดังออกมาจากภายในนั้น….
มันคือเสียงฝีเท้าของเด็กผู้ชายอายุประมาณ 7-9 ขวบที่กำลังวิ่งอย่างลนลานเพื่อหนีตายจากชายคนหนึ่งที่กำลังวิ่งไล่ตามตัวเขามาแบบติดๆ
“5~5~5~อย่าพึ่งหนีสิ~กลับมาให้ท่านลาสผู้นี้เชือดซะดีๆเถอะน่า~5~5~5~~!”
ชายคนนั้นที่ะโไล่หลังทาโน่ที่ตัวเขานั้นกำลังไล่ตามอยู่ด้วยนํ้าเสียงที่ฟังดูน่าขนลุกที่เจือปนไปด้วยความเศร้า พร้อมกับได้เหวี่ยงมีดในมือไปมาอย่างบ้าคลั่งจนใบคมมีดของมันนั้นไปขูดเข้ากับกำแพงจนเกิดเป็สะเก็ดไฟเล็กๆขึ้นมาในซอยที่มืดมิดแห่งนี้
“หยุดก็บ้าแล้ว!”
ทาโน่ได้ะโออกมาพร้อมกับเพิ่มความเร็วในการวิ่งให้มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อที่จะได้หนีจากลาสที่กำลังไล่ตามมาจนเกือบที่จะถึงตัวเขาอยู่แล้วให้ทัน
(โอกาศเดียวที่ตัวผมจะหนีรอดไปได้นั้นจำเป็จะต้องหนีไปให้ถึงที่ตรงนั้นให้ได้ เพราะฉะนั้นอย่างพึ่งมาหมดแรงในตอนนี้ล่ะขาของผม)
ทาโน่ได้ใช้มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วกำของด้านในนั้นเอาไว้แน่นเพื่อเตรียมพร้อมที่จะใช้มันตอนที่เขานั้นไปถึงที่แห่งนั้นแล้ว
(อีกนิดเดียว...อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น...ก็จะถึงแล้ว...)
ทาโน่ได้มองไปที่ด้านหน้าและที่ตรงนั้นได้มีกองขยะกองหนึ่งตั้งอยู่
“ในที่สุดก็มองเห็นแล้ว...”
“ในที่สุด~ก็ตามทันแล้วนะ~”
“!”
เสียงที่หน้าขนลุกได้ดังขึ้นมาที่ด้านหลังหูของทาโน่ที่กำลังวิ่งอยู่...
ทาโน่ที่ได้ยินแบบนั้นตัวเขาจึงเผลอหันหลังกลับไปมองโดยอัตโนมัติและตัวเข้านั้นก็ได้เห็นลาสที่เข้ามาใกล้ตัวเขาในแบบที่ว่าใบหน้าของทั้งสอนนั้นเกือบที่จะชนกันเลย
“อะไรกัน!”
ลาสได้ใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือมีดอยู่จับตัวของทาโน่ขึ้นมาแล้วเหวี่ยงตัวเขาลงไปกระแทกเข้ากับพื้น
“อา-!”
ทาโน่ที่โดนเหวี่ยงได้กระแทกเข้ากับพื้นเข้าอย่างจัง
หลังจากนั้นลาสก็ได้กระโจนเข้ามาทับตัวของทาโน่เอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเขานั้นหนีไปไหนได้อีก
“ในที่สุด~ก็จับตัวแกได้แล้วนะเ้าหนู~~”
“ปล่อยตัวผมเดี๋ยวนี้นะ”
ทาโน่ได้ดิ้นไปมาเพื่อที่จะหนีออกไปจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้
(โธ่เว้ย อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงอยู่แล้วแท้ๆเลย...)
ทาโน่ได้ยื่นมือขวาออกไปพยายามที่จะตะกุยตะกายไปให้ถึงกองขยะที่อยู่อีกไม่ไกล...
ลาสที่เห็นทาโน่ยื่นมือออกมาตัวเขานั้นจึงได้เหยียบลงไปที่มือข้างนั้นเข้าอย่างแรงแล้วก็ขยี้มันไปมาด้วยความสนุกสนาน
“อ่า---!”
“5~5~5~ไม่เอาหน้าจะไปไหนกันล่ะ พวกเรายังสนุกกันไม่พอเลยไม่ใช้เหรอ~”
ลาสได้ใช้มีดที่ถืออยู่กรีดเข้าไปยังแขนข้างนั้นของทาโน่จนเกิดเป็แผลลึกที่มีเืไหลออกมาเป็จำนวนมาก
“อ่า!...”
“5~5~5~แบบนั้นแหละ~แบบนั้นแหละ!”
ลาสที่หัวเลาะออกมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับได้แลบลิ้นของตัวเองออกมา
“ขอกินล่ะนะ~”
ลาสได้กัดเข้าไปที่าแของทาโน่แล้วใช้ลิ้นของตัวเขาเลียไปมาที่เือุ่นๆที่ไหลออกมาเป็จำนวนมาก
“5~5~5~รสชาติแบบนี้มัน...สุดยอดไปเลย นี่เเหละคือเืที่ตัวข้านั้นกำลังตามหาอยู่~5~5~5~!”
ลาสที่ได้ลิ้มรสชาติเืของทาโน่เข้าไปได้ยืดตัวขึ้นมามองที่้าแล้วฉีกยิ้มและหัวเลาะออกมาอย่างมีความสุข
(อ่า---เจ็บเป็บ้าเลย ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะก็มีหวัง...มีหวัง...ไม่รอดแน่...)
“อยากได้อีกจังเลย...ข้ายัง้ามันมากกว่านี้!”
ลาสที่หยุดหัวเลาะได้หันกลับลงมามองที่ทาโน่ที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“้า...มากกว่านี้! มากกว่านี้! มากกว่านี้! มากกว่านี้! มากกว่านี้!”
ลาสได้พุ่งตัวลงมาที่แขนของทาโน่อีกครั้งแล้วใช้ฟันของตนกัดลงไปที่าแอย่างแรงจนทำให้แผลนั้นเปิดกว้างยิ้งขึ้นกว่าเดิม
หลังจากนั้นลาสก็ได้ดูดเืที่ไหลออกมาเป็จำนวนมากอย่างเอร็ดอร่อย
“อ่า--!”
ทาโน่นั้นได้กรีดร้องะโและดิ้นไปมาด้วยความเจ็บป่วดราวกับว่าร่างกายนั้นกำลังจะแตกเป็เสี่ยงๆ…
(อ่า---เจ็บ..เจ็บชะมันเลย ไม่ว่าจะดินยังไงก็ไม่หลุดเลย...)
สติของทาโน่ได้เลือนรางลงเรื่อยๆจากการเสียเืไปเป็จำนวนมาก
(นี่ตัวผมจะมาจบลงที่นี่งั้นเหรอ...ลาร่า...พี่ขอโทษด้วยที่ไม่สามารถอยู่เคียงข้างและปกป้องเธอได้อีกต่อไป...)
ทาโน่ที่คอยๆจมลงสู่ทะเลแห่งความสิ้นหวังภายในจิตใจ…
ภาพของอดีตจำนวนมากได้พุ่งเข้ามาในหัวของตัวเขา…
ทั้งความสุข...ความทุกข์...ความโศกเศร้าและความยิบัติยินดี...ทุกสิ่งทุกอย่างได้เข้ามาในหัวของเด็กน้อยอย่างรวดเร็วแล้วก็หายไปในชั่ว...พริบตาและกลายเป็ความว่างเปล่าที่ไร้ซึ้งขอบเขตไปในที่สุด...
“อ่า..อา---!...” [พะ...พี่ทาโน่---!]
เสียงของเด็กสาวที่กำลังเป็กังวลได้ดังขึ้นมาจากภายในความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้าของทาโน่…
พอตัวเขาได้ยินเสียงนั้นตัวเขาที่กำลังจะจมดิ่งสู่ความว่างเปล่าภายในจิตใจก็ได้มีแสงสว่างเล็กๆเกิดขึ้นมาและแสงนั้นก็ได้เรียกสติของทาโน่ให้กลับมาอีกครั้ง
“เสียงนี้มัน?...ลาร่างั้นเหรอ!”
ทาโน่ได้เงยหน้าขึ้นมาและสิ่งที่ตัวเขาได้เห็นอยู่ที่เบื่องหน้านั้นก็คือร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากภายในความมืด….
เธอคนนั้นคือเด็กสาวตัวเล็กที่ทั่วทั้งตัวนั้นสะบักสะบอมเต็มไปด้วยาแเล็กๆจำนวนมาก ที่กำลังตามหาพี่ชายอยู่ด้วยความเป็ห่วง
“อ่า..อา---!...อา...” [พะ...พี่ทาโน่---!...อยู่ที่ไหนนะ...]
“หยุดก่อนอย่าเข้ามานะ!”
ทาโน่ได้ใช้แรงที่เหลืออยู่ในการะโออกไปห้ามไม่ให้น้องสาวของตนนั้นเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้
“อา!...” [พี่ทาโน่!...]
เด็กสาวที่ได้ยินเสียงของพี่ชายที่กำลังตามหาอยู่จึงได้เริ่มวิ่งเข้ามาตามเสียงนั้นเพื่อที่จะไปหาพี่ชายที่เธอรัก
“เดียว-หยุดก่อน! พี่ไม่เป็ไรหรอกเธออย่าเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้นะ!
เด็กสาวที่ได้ยินแบบนั้นเธอจึงหยุดลงยืนอยู่กับที่ด้วยหัวใจที่เป็กังวล…
“ใช้แล้วแบบนั้นแหละ...ดีแล้ว..”
“หือ~นั่นคือน้องสาวของแกงั้นเหรอเ้าหนู…”
“!”
ลาสได้มองไปยังเด็กสาวที่ไม่อยู่เบื่องหน้า
“5~5~5~อยากรู้จังเลยว่ารสชาติจะเป็แบบไหนกันนะ~!”
ลาสที่พูดออกมาแบบนั้นได้กระโจนพุ่งตัวออกไปวิ่งเข้าหาเด็กสาวในทันที
“ไม่นะ หนีไปลาร่า!...”
ทาโน่ะโออกไปอย่างลนลาน
“?...” [?...]
ลาร่าที่ได้ยินแบบนั้นเธอจึงได้หันหลังกลับแล้วกำลังจะเริ่มวิ่ง แต่เธอนั้นก็ดังไปสะดุดเข้ากับพื้นที่เป็หลุมจนล้มลงกลับพื้น
“อ่า!...” [อ่า!...]
“5~5~5~แกหมดทางหนีแล้วล่ะ~ใยหนู~”
ลาสได้ยื่นมือออกไปเตรียมที่คว้าตัวของลาร่าที่ล้มอยู่
“ไม่นะแกอย่าทำอะไรน้องสาวของผมนะ!”
ทาโน่ได้ะโออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สิ้นหวัง
“5~5~5~ขอลิ้มรสชาติของแกล่ะนะ!”
ลาสที่ได้วิ่งผ่านกองขยะไปได้ยื่นมือเข้ามาหาเด็กสาวพร้อมกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวที่เต็มไปด้วยความกระหายที่มีต่อเือุ่นๆของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยมานาจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่...
“หึ เป็ไปตามแผน!...”
ทาโน่ได้กดสวิตซ์บนที่บังคับในกระเป๋าเสื้อที่ตัวเขานั้นกำเอาไว้อยู่ตลอด
ตึ้ง! บางสิ่งบางอย่างได้พุ่งตัวออกมาจากกองขยะจนขยะเ่าั้กระจุยกระจายออกลอบทิศทาง…
และสิ่งที่พุ่งออกมานั้นก็คือหุ่นยนต์ทำความสะอาดรูปร่างมนุษย์ที่ถูกเปิดการทำงานขึ้นมาอีกครั้งและมันกำลังจะพุ่งเข้าใส่ลาสที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
“กำจัดขยะ กำจัดขยะ กำจัดขยะ กำจัดขยะ”
“ฮะ! อา-!”
หุ่นทำความสะอาดได้จับตัวของลาสเอาไว้แน่น จนตัวเขานั้นไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้เลย
“อะไรกันเ้าบ้านี่ ปล่อยข้าเดี่ยวนี้นะเ้าเศษเหล็ก!”
ลาสพยายามที่จะดิ้นไปมาเพื่อที่จะหนีออกมาจากแขนของหุ่นยนต์ที่จับตัวเขาอยู่..แต่ว่ามันก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
(จังหวะนี้แหละ ขยับสิร่างกายของผม!)
ทาโน่ได้พยายามดึงแรงที่เหลือยอยู่ออกมาและลุกขึ้นมาวิ่งเข้าไปหาลาร่าที่ล้มอยู่เพื่อช่วยเธอให้ลุกขึ้นมา
“ไปกันเถอะลาร่า”
“อือ...” [อือ...]
ทาโน่ได้ประครองร่างของลาร่าที่สะบักสะบอมขึ้นมาแล้วทั้งสองก็ได้มุ่งหน้าเข้าไปสู่เส้นทางที่มืดมิดเบื่องหน้าเพื่อที่จะออกไปจากซอยแห่งนี้…
แต่ก่อนที่พวกเขาจะไปลาสก็ได้พูดขึ้นมาพยายามที่จะหยุดพวกเขาเอาไว้
“เอ้ย! หยุดก่อนอย่าพึ้งไปรอเดี่ยวก่อนสิ”
แต่ทว่าไม่ว่าลาสจะะโพูดออกมายังไงพวกเขาทั้งสอนนั้นก็ไม่สนใจแล้วเดินต่อไป...หายรับเข้าไปในความมืดที่อยู่เบื่องหน้า...
“อีกแค่นิดเดียว...อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงแล้ว...แสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า...”
พวกทาโน่ได้เดินเข้าไปในแสงสว่างตรงหน้า…
ออกมายังที่ด้านนอกของซอยแห่งความมืด…
เข้ามาสู่ทางเดินที่เต็มไปด้วยแสงไฟจากบ้านที่สว่างไสวไปมาที่อยู่โดยรอบ..
“เฮ้อ~ในที่สุดก็ออกมาจนถึงตรงนี้ได้สักที...”
ทาโน่ได้ถอนหายใจออกมาอย่างแรง…
ด้วยแรงที่เหลืออยู่ไม่มากนักร่วมกับการที่ต้องเสียเืไปเป็จำนวนมากนั้นจึงทำให้ตัวเขานั้นแทบที่จะลงไปนอนกองอยู่กับพื้น…
แต่ว่าตัวเขาก็ยังคงยืนอยู่ นั่นก็เพราะว่านี่ไม่ใช้เวลาที่ตัวเขาจะมานอนกองอยู่ที่นี่
ตีด-ตีด-ตีด!
เสียงที่ดังออกมาจากที่บังคับบงบอกว่าพลังของหุ่นยนต์นั้นใกล้ที่จะหมดลงแล้ว
“พลังงาน...มาได้แค่นี้งั้นเหรอ…”
ทาโน่ได้หยิบที่บังคับขึ้นมา
“ถ้างั้นคงถึงเวลาแล้วสินะ...”
ทาโน่ได้กดลงไปที่ปุ่มบนนั้นสามครั้ง…
ตู้ม!
เสียงะเิขนาดย้อมได้ดังออกมาจากซอยแห่งความืด
(ระบบะเิตนเองที่ติดเอาไว้บนตัวหุ่นยนต์ทำงานแล้วสินะ ถ้าโดนะเิแบบนี้เข้าไปคงไม่น่ารอแล้วล่ะ แบบนี้ก็คงจะวางใจได้แล้วล่ะ)
ทาโน่ที่รู้สึกโล่งอกขึ้นมาจึงได้ตัวเสไปมาจนเกือบที่จะล้มลง แต่โชคดีที่ลาร่าเข้ามาประคองเอาไว้ได้ทัน
“อ่า...อา..” [พี่ทาโน่ไม่เป็ไรนะ...]
ลาร่าได้ถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรหรอก...ได้พักสักหน่อยก็หน้าจะหายแล้วล่ะ…”
ทาโน่ได้ใช้มือของตนเองลูบเข้าไปที่หัวของลาร่าด้วยความอ่อนโยน
“แต่ว่าพวกเราจะมาพักกันตรงนี้ไม่ได้หรอกนะ...มันไม่ปลอดภัย…”
ทาโน่ได้มองไปยังทางโรงงานที่อยู่ห่างออกไป
“พวกเรากลับไปที่โรงงานกันก่อนเถอะ...ไปพักที่นั้นหน้าจะปลอดภัยมากกว่า…”
“อือ...อา...” [อือ...เข้าใจแล้วล่ะ...]
(โธ่เว้ย...สุดท้ายก็ต้องกลับไปนอนที่โรงงานงั้นเหรอ...แบบนี้หน้าจะเลือกทางนี้ั้แ่แรกสะก็ดีแล้ว...ตัวผมคาดการผิดไปจริงๆ...)
ลาร่าได้ประคองร่างของทาโน่แล้วทั้งสองคนก็ได้มุ่งหน้ากลับไปยังโรงงานอีกครั้ง
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไปได้ไม่นาน...
ที่ด้านในซอยแห่งความมมืดในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยกลุ่มควันสีดำจำนวนมากที่เกิดจากการะเิลอยไปมาปกคลุมอยู่โดยรอบพร้อมกับเศษซากมากมายที่กองกระจักกระจายอยู่บนพื้น…
ทั้งเศษซากของเครื่องจักรและเศษร่างกายของของมนุษย์ที่แหลกเป็เสี่ยงๆ…
และท่ามกลางเศษซากพวกนั้นก็ได้มีชายคนหนึ่งที่ร่างกายผอมบางยืนอยู่ด้วยท่าทางที่ดูเหมือว่ากำลังโกรธอยู่
“ไอ้เ้าหนูพวกนั้นทำกันได้น่ะ ถ้าจับได้อีกล่ะก็คลาวนี้นี่แหละจะฉีกร่างของพวกแกให้เป็ชิ้นๆไม่ให้เหลือเลยคอยดู!”
ลาสที่รอดจากการะเิมาได้โดยที่มีเพียงแค่าแโดนฟันเล็กน้อยเท่านั้น ได้ตั้งมันว่าตัวเขานั้นจะไล่ล่าพวกทาโน่ที่หนีไปมาให้ได้
“เอ้ย! แกที่อยู่ตรงนั้น”
“ฮะ!”
ลาสได้หันไปมองตามเสียงนั้น...
และที่ตรงนั้นตัวเขาก็ได้พบกับชายสองคนที่กำลังหันปืนมาทางเข้าอยู่
“ถ้าแกไม่อยากตายล่ะก็ส่งของมีค่ามาซะ!”
“ใช้ๆส่งมาซะ! จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”
ชายสองคนนั้นคือพวกโจนที่ได้ยินเสียงะเิก็เลยมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น และในตอนนี้นั้นก็กำลังพยายามจะปล้นลาสอยู่ด้วยปืนของพวกเขา
“5~5~5~เจอวัตถุดิบเพิ่มแล้วล่ะ~”
ลาสได้แลบลิ้นออกมาพร้อมกับเดินเข้ามาหาสองคนนั้นโดยทันที
“เฮ้ย! อย่าเข้ามานะ..”
“5~5~5~5~5~5~5~5~5~5~5~5~”
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! อ่า-----! อ่า-----!
เสียงของปืนที่ได้ดังขึ้นมาพร้อมกับแสงสว่างของสะเก็ดไฟที่เกิดมาจากการเหนี่ยวไกปืนและเสียงกรีดร้องที่โหยหวนที่ได้ดังออกมาจากภายในซอยแห่งความมืดได้ดังขึ้นแล้วหยุดลงอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เสียงได้เงียบลงคนที่ได้เดินออกมาจากภายในซอยแห่งนั้นก็คือลาสในสภาพที่ปากของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยเื
“รอก่อนเถอะเ้าหนูเดียวข้าจะรีบไปหาพวกแกเดี่ยวนี้แหละ5~5~5~”
ลาสได้หลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าไปหนึ่งครั้ง
“อยู่ทางนี้สินะ”
ลาสที่พูดออกมาแบบนั้นได้เริ่มกล่าวเท้าเดินไปตามเส้นทางที่จะนำไปสู่โรงงานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงปลายทางของเส้นทางนี้