นิยายแห่งการรำลึกถึงรักแท้ เพราะรักของฉัน.. คือเธอ เขียนโดย สลักกานต์
ตอนที่๑๓
เื่ค้างคา
เมื่อไม้หาโฟกัสภาพจนลงตัวและจัดองค์ประกอบภาพจนดูดีแล้ว ไม้ก็บอกให้ทุกคนมองกล้อง แต่ละคนเตรียมถ่ายภาพอย่างดี
โชยิ้มให้ไม้
ไม้ยิ้มรับ และเตรียมถ่ายรูป “พร้อมนะครับ นับ ๑ ๒ ๓” แล้วไม้ก็กดชัตเตอร์
แนนเองก็ยิ้มหน้าบานไม่แพ้ใคร
“ขากลับมึงมานั่งร้องเพลงในรถคันพวกกูดีกว่า” ทีชวนไม้
“จะดีเหรอ?” ไม้ลังเล
“ไม้ลองไปขออาจารย์ประจำรถสิ” เตโชแนะนำ
ไม้พยักหน้ารับ
“ไปเดินดูทางโน้นกันเถอะ” แนนชวนทุกคน
กลุ่มของเตโช เดินมาถึงมุมหนึ่งของเมืองเก่าเป็ทรากอาคารที่มียกพื้น ๒ ชั้น ชั้นที่สอง สูงแค่ไหล่คนที่อยู่ชั้นล่าง แต่ทางขึ้นต้องใช้เวลาปีนป่ายพอสมควร ไม้ ที แบง ปีนขึ้นไปก่อน เพื่อถ่ายภาพลงมา
ไม้ยกกล้องขึ้นเพื่อถ่ายภาพเตโชที่ง่วนอยู่กับลวดลายของทรากอาคารชั้นล่าง ขณะที่ไม้กำลังจัดองค์ประกอบภาพอยู่นั้น โชก็หันมามองเห็นพอดี จึงยิ้มให้ ไม้กดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ
.. รอยยิ้มที่ทั้งสองมองกันและกัน ..ไม่รอดพ้นสายตาแนน .. แนนรู้สึกว่าบในอกทันทีที่มองเห็น .. จะทำอย่างไรดี? ..แนนถามตัวเอง .. แต่ดูเหมือนทุกอย่างที่พอจะทำได้ .. ก็ไม่มีอะไรให้ผลดีเลย ..
โชมองขึ้นไปชั้นสอง ก็เห็นมุมภาพที่งดงาม เขาเรียก ที แบง ไม้ให้มานั่งห้อยขาที่ระเบียงชั้นสอง และบอกให้เพื่อนๆ คนอื่นปีนขึ้นไปอยู่ชั้นสองจนหมด ซึ่งก็มีคนนั่งห้อยขา๔-๕ คน คนที่ยืนอยู่ชั้นสองอีก ๘-๖ คน โชถ่ายภาพนั้นให้เพื่อนๆ
“โชตั้งอัตโนมัติ แล้ววิ่งมารวมกลุ่มกับพวกเราสิ” แนนะโบอก
โชจึงตั้งกล้องไว้ที่เสาหินก้อนหนึ่ง ซึ่งเขาจัดวางจนได้ขนาดภาพพอดี แล้วโชก็หันไปสบตาไม้
ไม้ยิ้มให้ ..เขานึกถึงภาพและบรรยากาศที่เขาเคยถ่ายภาพคู่กับเตโช .. แล้วไม้ก็รู้สึกว่าเตโชให้สัญญาณอะไรบางอย่างกับเขา ไม้จึงขยับตัวเองให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด
“สิบวิ เตรียมตัวนะ” เตโชบอกเพื่อน
แบงหันมาบอกไม้ “่ ๗ วิแรก แสงไฟข้างๆ เลนส์กล้อง จะกะพริบธรรมดา พอ ๓ วิสุดท้าย มันจะกะพริบถี่ๆ ตอนนั้นมึงตั้งท่าดีๆ นะ”
ไม้พยักหน้ารับ
“โชปีนมายืนข้างๆ แนนนะ” แนนะโบอกเตโชอีก
“เอานะ” แล้วโชก็กดชัตเตอร์กล้อง แสงไฟเริ่มกะพริบ
เพื่อนๆ ะโและกวัดมือเรียกให้เตโชปีนขึ้นชั้นสอง
แต่โชเลือกอยู่ชั้นล่าง เขาเดินไปยืนด้านหน้าไม้และหันหลังให้ไม้ ่หลังบริเวณไหล่ของเตโชจึงเกยอยู่กับเข่าของไม้
ไม้กางขาทั้งสองข้างออกพอควร ใช้มือเขา จับไหล่โชดึงตัวโชเข้าไปอยู่หว่างขาไม้
โชยิ้ม
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น!!
..
กลุ่มเตโชก็เดินถ่ายภาพในเมืองเก่าอีกครู่หนึ่ง เตโชกับไม้ผลัดกันเป็ช่างภาพ ไม่นานทั้งหมดก็เดินมาพบกับ อ.ป๋องอาจารย์ช่างภาพของโรงเรียน อ.ป๋องถ่ายรูปเด็กๆ กลุ่มเตโชไปรูปสองรูป
ทั้งหมดก็เดินมาถึงช่องทางเดินที่ยอดยาวไปอย่างสวยงาม... สองข้างทางมีทั้งเสาหิน ต้นไม้ ประกอบให้เป็ช่องทางเดินที่งดงามยิ่งขึ้น
“นายเตโชกับนายทิวไม้ เธอสองคนลองไปยืนหันหลังพิงกันกลางช่องทางเดินนั่นซิ” อ.ป๋องเริ่มจัดวางภาพ “ถือกล้องของพวกเธอไปด้วย” อ.ป่องพูดต่อ เพราะเห็นว่า เด็กทั้งสองกำลังฝากกล้องกับเพื่อนๆ
เตโชกับไม้จึงเดินไปยืนหันหลังพิงกันมือทั้งสองก็ยกกล้องขึ้นในลีลาที่ อ.ป๋องแนะนำ และหันหน้ามามองกล้อง อ.ป๋องบันทึกภาพนี้
“ผมถ่ายด้วยครับอาจารย์” ชาญพูดขึ้น อีกหลายๆ คนก็อยากได้ภาพเช่นกัน อ.ป๋องก็ทะยอยถ่ายให้เด็กทีละคนสองคน แต่ไม่มีใครได้ภาพที่ลงตัวเหมือนภาพของเตโชกับไม้ เพราะหลังจากภาพแรกก็เริ่มมีคนเดินเข้ามาในช่องทางเดินนั้น
ทีกับแบงไปช่วยไม้เจรจากับอาจารย์ที่ดูแลรถคันที่ไม้นั่งมา จนอาจารย์ยอมให้ไม้ย้ายมานั่งรถห้องของทีกับแบง
พอรถเริ่มขยับออกจากบริเวณลานจอดรถเมืองเก่าอาจารย์ประจำรถก็เช็ดรายชื่อนักเรียน แล้วจึงปล่อยให้นั่งรถตามสบาย
ทีกับแบงเล่นกีตาร์สร้างความสนุกเพลิดเพลินให้เพื่อนๆ จนมาถึงเพลงสุดฮิต เพลงมนต์ไทรโยคของดิอินโนเซนต์
....... วาว วาว เสียงรถไฟวิ่งไปฤทัยครื้นเครง เรามันคนกันเองไม่ต้องเกรงใจใคร
.........พวกเราเพลินชมไพรนั่งรถไฟถึงในไทรโยค โยนทุกข์ใดในโลกสู่ไทรโยคไป
เพื่อนๆ แทบทุกคนบนรถ ทั้งตบมือ ทั้งช่วยกันร้องเพลงอย่างสนุกสนาน
.......มนต์.. ไทรโยคติดตรึงใจ เร้าฤทัยให้มาเยือนมิเลือนยังคงอยู่
.........ชั่วนิรันดร์คืนวันที่รอ สุขจริงหนอรอคอยหนักหนา อย่ารอช้าลงมาเล่นน้ำกัน
....... น้ำเป็แอ่งปลาว่ายแข่งกัน ดวงตะวันทองอันสดใส ซึ้งใจเ้าส่องแสงงาม
......... ซึ้งใจ เ้า ส่อง แสง งาม ซึ้งใจ เ้า ส่อง แสง งาม
เพลงจบ แทบทุกคนก็ตบมือไม้บ้าง ผิวปากบ้าง วี้ดวิ่วกันเต็มที่ แต่เตโชเหลือบไปเห็นป้องนั่งเงียบอยู่คนเดียวที่เบาะหน้าสุด ข้างๆ คนขับ
... คงมีอะไรแน่ .. โชบอกตนเอง ..ตอนเดินไปกินข้าวมันไก่ ป้องยังเดินไปกับแนนอยู่นี่นา .. แล้วจากนั้นก็ไม่เห็นป้องอยู่กับแนนอีกเลย .. ถ้ามีโอกาส คงได้คุยกัน .. แต่บนรถนี่คงไม่เหมาะ
..
แต่จนแล้วจนรอด เตโชก็ไม่ได้คุยกับป้องเพราะพอกลับมาจากไปทัศนศึกษา ก็เข้าสู่มหกรรมการสอบ โชเลือกขี่จักรยานไปติวหนังสือกับทีและแบงซึ่งโชก็ได้พบไม้ทุกครั้งที่ไปติว หลายวิชาก็ติวร่วมกันทั้ง ๔ คน
และเพราะเป็การสอบปลายภาคเทอมแรกของ ม.๖ซึ่งเกรดทั้งหมดที่ได้ในเทอมนี้ จะนำไปรวมกับเกรดทั้งหมดของ ม.๔ และ ม.๕ เพื่อคิดเป็เกรดเฉลี่ย นักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยอยู่ในกลุ่มสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์แรกของรุ่น จะมีสิทธิ์สอบโควต้าเข้ามหา’ลัยในท้องถิ่น แล้ว..หากสอบโควต้าพลาดก็ยังได้สอบเอนทรานซ์อีกครั้ง เด็กแทบทุกคนจึงหวังที่ตนจะได้เป็หนึ่งสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของรุ่น
ทั้งเตโช ไม้ ที แบงต่างก็อยากเป็สามสิบห้าเปอร์เซ็นต์แรกของรุ่น ทั้งสี่จึงติวหนังสือ อานหนังสือกันหนักมาก เป็ผลให้เตโชกับไม้ไม่มีโอกาสได้อยู่กันสองคนเลย แต่ทั้งสองก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น
..
หลังจากสอบวิชาฟิสิกส์ที่แสนโหดร้ายเสร็จและเป็วิชาสุดท้ายของเทอมนี้พอดี แนนก็เดินมาหาเตโชอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “ทำสอบได้มั้ยโช”
“ได้นิดหน่อยเอง” พูดจบก็ถอนหายใจ “โชคงไม่ต่อสายวิทย์หรอกแนน”
“ทำไมล่ะ อุตส่าเหนื่อยเรียนมาตั้งสองสามปี”
“โชไม่อยากเหนื่อยต่ออีกไง”
“เออ.. จริง” แนนตอบ “แล้วโชอยากเรียนต่อด้านไหนล่ะ”
“โชบอกอยากเรียนละครแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะดีหรือเปล่า แนนล่ะ”
“ตอนโควต้า แนนจะลองสอบหมอดูก่อน ถ้าคะแนนไม่ดีตอนเอนทรานซ์ แนนอาจจะเลือกอันที่ลดหลั่นลงมา”
“แนนทำได้อยู่แล้ว” ขณะที่โชตอบแนน สายตาเขาเลยไปเห็นป้องมองมาที่แนนแต่ก็ยืนมองนิ่ง ไม่กล้าเข้าประชิดเหมือนที่ผ่านมา “แนน.. โชถามหน่อยสิ แนนกะป้องมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า ่หลังๆนี้ห่างๆ กันนะ”
“ก็..” แนนมองหน้าโช ในใจก็หยั่งเชิงว่าจะตอบอย่างไรดี
“ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็ไร”
“พูดได้”
“แต่ถ้าพูด ห้ามโกหกนะ”
“ได้ ได้ แนนแค่บอกไปว่า ที่ป้องมาใกล้ๆ แนนั้แ่ม.๔ จนตอนนี้ แนนไม่ชอบ แนนเบื่อ แนนรำคาญมาก ที่ผ่านมา.. แนนไม่พูดเพราะเห็นว่าเป็เพื่อนกัน แต่ตอนไปทัศนศึกษาแนนทนไม่ไหวจริงๆ โช แนนเลยบอกไปว่า อย่ามายุ่งกะแนนอีก”
เตโชรับฟัง ก็เข้าใจแนน ..โชเห็นป้องกวนใจมาั้แ่ ม.๔ จนคิดว่าแนนชอบแบบที่ป้องทำ .. แต่ตอนนี้พอรู้ว่าแนนตัดขาดกับป้อง ก็ยังอดที่จะสงสารเพื่อนไม่ได้ .. “สงสารป้อง”
แนนมองหน้าเตโชนิ่ง .. ตัดสินใจถาม ..“ไม่สงสารแนนบ้างเหรอ?”
เตโชสะดุ้ง มองเข้าไปในดวงตาแนนทันที!!
“หรือ.. แนนไม่มีค่า.. เลย ..โชเลยไม่สงสาร..”
เตโชยังมองเข้าในไปดวงตาแนนมองเข้าไปในความรู้สึกของแนน “ทำไมเพิ่งมาทำมาพูดอะไรเอาตอนนี้” น้ำเสียงโชเริ่มสั่นไหว “ทำไมปีสองปีก่อน ถึงไม่พูดไม่ทำไม่พูดแบบนี้” พูดจบ โชก็ขยับตัวจะเดินหนี
ป้องมาขวางหน้าเตโชไว้ “โชพูดต่อเถอะ พูดให้รู้เื่กัน” ป้องหันหน้ามาสบตาโชในแววตาเธออ้อนวอนโชอย่างที่สุด “นะ” แล้วป้องก็หันหน้าไปมองแนน “แนนจำนพ นพคุณเพื่อนเราที่เรียนกับพวกเราแค่เทอมเดียวได้ไหม?”
แนนพยักหน้ารับ เขากำลังประมวลความคิดกำลังตั้งสติ .. คงมีอะไรอีกหลายอย่างแน่ๆ ที่เขายังไม่รู้ ..
“ตอน ม.๔ นพ พยายามจีบโช แต่โชก็ไม่สนเพราะโชชอบแนน” ป้องเริ่มพูด
เป็เตโชที่ก้มหน้า “โชพยายามเป็เพื่อนที่ดีกับนพ .. นะ ..แต่นพเลือกลาออกไปเรียนที่อื่น”
“เพราะนพทำใจไม่ได้ไง” ป้องตอกย้ำ
นี่คือเื่ใหม่ของแนน ..ทำไมเขาไม่รู้เื่อะไรพวกนี้เลย .. แนนถามตัวเอง
“แต่แนนก็เลือกหว่านเสน่ห์กับทุกคน” เมื่อไม่มีอะไรจะเสียป้องก็พูดหมดทุกอย่าง “ป้องชอบแนนป้องพยายามทำตัวเป็เ้าของแนน จนคนอื่นเลิกยุ่งกับแนน แต่เป็แนนนั่นแหละที่ไม่เลิกยุ่งกับคนอื่น”
“เตโช.. แนน ..” แนนรีบพูด แนนกลัวการปฏิเสธ แต่เขาก็พูดไม่ออก
.....
.. เมื่อสามสิบปีก่อน ..การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะบอกรักผู้ชายอีกคน ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ..เตโชในวัยห้าสิบเศษเข้าใจทุกอย่างดี .. แต่เด็กในวันนั้น.. มีหรือจะเข้าใจ?
.....
แนนเดินเข้าหาเตโช เขาพยายามจะจับมือเตโช
เตโชเลือกถอยห่างแนนออกมาหน่อยนึง ..น้ำตาเตโชคลออยู่ที่ดวงตา .. “เรา.. เราเป็เพื่อนกันน่ะ.. ดีแล้วแนน”
แนนมองหน้าเตโช “ทำไมอะโช นี่แนนทำอะไรช้าไปเหรอ?”
เตโชก้มหน้า
แนนตัดสินใจอย่างยากลำบาก จึงพูดขึ้น “แนน.. แนน..” แต่คำว่า.. ชอบ ..ก็ไม่หลุดออกมาจากปากแนน
โชเม้มปาก พยายามยิ้ทให้แนน “เราเป็เพื่อนกันนะ” พูดจบ เตโชก็พาตัวเองออกมาจากตรงนั้น
.. ป้องคุยอะไรกับแนนต่อหรือเปล่า?หรือทั้งสองปรับความเข้าใจกันหรือเปล่า .. เตโชไม่รู้เลย และไม่อยากรู้ด้วย
.. เตโชอยากให้เวลาตัวเอง ..อยากสำรวจใจตัวเองอีกครั้ง .. สองสามปีมานี้ .. ใจเขามีคนเข้ามาก่อกวนไม่น้อย ..เริ่มั้แ่.. แนน ..เด็กหนุ่มหน้าใสที่ปั่นป่วนใจเขาั้แ่ครั้งแรกที่เห็น ..นพ ..เด็กหนุ่มอีกคนที่แสนดีจนใจเขาหวั่นไหว .. และ .. ไม้ ..เด็กหนุ่มที่อยู่เคียงข้างเขาก้าวเดินไปกับเขา และทำให้ใจเขาแช่มชื่นตลอดมา
คงถึงเวลาแล้ว.. ที่ต้องบอกตัวเองให้ชัดเจนว่า..จะฝากหัวใจไว้กับใคร?
จบตอน ๑๓