หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 52 คนผู้นี้ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง

    บทที่ 52 คนผู้นี้ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง

     

    จิตใต้สำนึกของกู้อวี้ยึดถือซงหยางเป็นน้องสาวโดยไม่รู้ตัว จึงก้าวออกมาปกป้องนางไว้ข้างหลัง

     

    เจ้านี่! พูดจาไม่เข้าหูนิดหน่อยก็ระเบิดอารมณ์ นี่ไม่ใช่แค่ดาวหายนะธรรมดาแล้ว แต่ยังเป็นพวกชอบใช้กำลังอีกต่างหาก! วันหน้าหญิงสาวบ้านไหนได้แต่งให้เขา ชั่วชีวิตนี้คงจบสิ้นแล้ว!

     

    ซงหยางร้องเสียงดังด้วยความตกใจ นางคว้าแขนเสื้อกู้ซื่อจื่อไว้แน่นไม่ปล่อยมือ จากนั้นก็ฟ้ององค์หญิงใหญ่เสียงสะอื้น “ท่านป้า เขาจะตีข้า”

     

    องค์หญิงใหญ่ปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก จนปัญญาจะปัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไปจากหัว ขณะกำลังจะตำหนิบุตรชายก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองของเจ้าตัวดังขึ้นมาว่า

     

    “หน้าโง่ ไสหัวไปให้หมด!!”

     

    เสียงตวาดนั้นทำให้นกกระเรียนสองตัวในลานกระพือปีก สี่ขาเรียวยาววิ่งพล่านไปทั่วด้วยความตกใจ ขนนกปลิวว่อน

     

    ได้ยินดังนั้น กู้อวี้ก็พาซงหยางจวิ้นจู่เดินจากไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย

     

    เมื่อคนทั้งสองจากไปแล้ว องค์หญิงใหญ่ก็สาวเท้าเดินผ่านจวินเจ๋อที่ยังเดือดดาลเข้าไปในตำหนัก พลางกวาดสายตามองรอบด้าน

     

    ครั้นเห็นตั่งนอนสะอาดสะอ้าน เบาะนั่งวางอยู่เรียบร้อย นางจึงผ่อนลมหายใจออกมา

     

    ช้าก่อน… ทำไมกระดานหมากบนโต๊ะจึงเละเทะแบบนั้น?

     

    องค์หญิงใหญ่รู้ดีว่าบุตรชายเป็นพวกคลั่งไคล้การเดินหมาก เขาเชิญช่างผู้เชี่ยวชาญมาทำเม็ดหมากล้อมชุดนี้โดยเฉพาะ ทั้งยังคุมงานด้วยตนเอง หมากล้อมแต่ละเม็ดตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุไปจนถึงกระบวนการผลิตทั้งสิบสองขั้นตอน กล่าวได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ กระดานหมากทำมาจากไม้เฝ่ยมู่ชั้นเลิศ และเขายังลงมือขัดด้วยตนเอง

     

    ปกติเจ๋อเอ๋อร์ทะนุถนอมหมากกระดานชุดนี้ยิ่ง ไม่อนุญาตให้ใครแตะต้อง ตอนนี้กลับเละเทะเช่นนี้ นี่ดูเหมือน…

     

    ดูเหมือนมีใครบางคนกดใครอีกคนไว้บนกระดาน ทำให้เม็ดหมากล้อมกระจัดกระจายไปทั่ว

     

    องค์หญิงใหญ่ไม่กล้าจินตนาการต่อไป กล่าวอย่างร้อนใจว่า “เจ๋อเอ๋อร์ เจ้าคิดอย่างไรกับกู้ซื่อจื่อกันแน่?”

     

    เพราะมารดาเอ่ยถาม จวินเจ๋อจึงพยายามระงับสติอารมณ์ตอบกลับมาว่า “คนผู้นี้ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ต้องรับมืออย่างรอบคอบ”

     

    ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง?

     

    ความคิดขององค์หญิงใหญ่สับสนวุ่นวายกว่าเดิม นึกได้เพียงว่าตนไม่ควรรั้งอยู่ที่แห่งนี้นาน

     

    นางเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ กระทั่งก้าวข้ามธรณีประตูยังสะดุดไปเล็กน้อย

     

    จวินเจ๋อยังครุ่นคิดเรื่องกู้อวี้จึงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของมารดา

     

    กู้อวี้ผู้นี้ฉลาดเป็นกรด ตอนเสนอให้พาตัวจูเจี้ยนชุนเข้าเมืองหลวง เขาก็ควรเฉลียวใจได้แล้ว ประมาทศัตรูเกินไปจริง ๆ

     

    การนำตัวจูเจี้ยนชุนเข้าเมืองหลวงเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล เหตุใดอีกฝ่ายต้องวางคนของตนเองไว้ข้างกายจูเจี้ยนชุน กู้อวี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเรือระเบิดหรือไม่

     

    กู้ซื่อจื่อทำเรื่องทั้งหมดนี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่

     

    จวินเจ๋อครุ่นคิดจนปวดหัว

     

    เขาช่างคิดช่างสังเกต ตั้งแต่เด็กก็รู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากคนอื่น เขาสามารถหยั่งรู้ความคิดของผู้อื่นผ่านการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฝ่ายตรงข้าม

     

    แต่พอเป็นกู้อวี้ เขากลับมองอีกฝ่ายไม่ออก

     

    หรืออธิบายอีกอย่างได้ว่า พอเดาได้ครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปกลับพบว่าสิ่งที่เขาคาดเดานั้นไม่ถูกต้อง

     

    คนผู้นี้เหมือนกับหมอกควันกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่แสดงออกกับความคิดในใจเป็นคนละเรื่อง

     

    จวินเจ๋อสูดลมหายใจเข้าลึก จัดระเบียบหมากกระดานที่เละเทะเสียใหม่ เสร็จแล้วก็จ้องหมากที่เดินมาถึงทางตันกระดานนั้นแน่วนิ่ง

     

    หนนี้เขาหยิบหมากขาว และวิเคราะห์หาจุดบอดของหมากดำ

     

    ตอนเริ่มต้นสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ต่อมาแนวทางเดินหมากเปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่ละก้าวล้วนสามารถพลิกแพ้เป็นชนะ แล้วเหตุใดสุดท้ายจึงพ่ายแพ้ให้เขากันเล่า?

     

    เป็นเจตนาของกู้อวี้ หรือเขาประเมินฝ่ายตรงข้ามสูงส่งเกินไป?

     

    จวินเจ๋อกุมขมับ แม้ไตร่ตรองอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบ

     

    แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ เขาสัมผัสได้ว่าเลือดในกายเดือดพล่าน

     

    ใต้หล้านี้ยังมีสิ่งใดเร้าใจไปกว่าการพบคู่ต่อสู้ที่ฝีมือทัดเทียมกันอีกหรือ?

     

    กู้อวี้เดินออกจากจวนองค์หญิงใหญ่ไปจนถึงตรอกที่ไร้ผู้คนค่อยถอนหายใจออกมา

     

    จบกัน จบกัน!

     

    กู้ซื่อจื่อใช้อารมณ์ไปชั่วขณะ ทำให้สองฝ่ายขัดแย้งกันลึกล้ำกว่าเดิม

     

    นางพิงกำแพง อยากจะร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา เดิมทีก็มีอันตรายรอบด้าน ยามนี้ยังมีดาวหายนะมาเพิ่มอีกคน ทำให้หนทางข้างหน้ายากเย็นกว่าเดิม

     

    ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้จากนอกตำหนักฉินเจิ้ง นางก็สัมผัสได้ว่าคดีจูเจี้ยนชุนหาได้เรียบง่ายปานนั้น

     

    ก็เหมือนกับที่นางเคยพูดไว้ จูเจี้ยนชุนต้องการหาเงินมารักษามารดาผู้ชรา วิธีหาเงินมีมากมายถมไป ทำไมต้องเลือกวิธีสิ้นคิดเช่นนี้

     

    นอกจากนี้ จูเจี้ยนชุนขาพิการข้างหนึ่ง แม้ตอนเดินจะพยายามปกปิดเอาไว้ทำให้คนมองไม่ออก แต่ตอนวิ่งจะต้องไม่คล่องแคล่วเหมือนคนปกติแน่นอน เหตุใดเขาจึงสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือนักฆ่าที่คหบดีหยางจ้างวานมาได้

     

    เว้นเสียแต่… เขารู้แต่แรกแล้วว่ามีคนคิดจะจัดการ

     

    แต่ถ้าคิดในกรณีนี้กลับพบทางตัน

     

    ถ้าจูเจี้ยนชุนรู้ว่าอันตราย เหตุใดจึงตกลงสวมรอยสอบแทนผู้อื่น?

     

    นางจงใจเสนอให้นำตัวจูเจี้ยนชุนเข้าเมืองหลวงต่อหน้าองค์หญิงใหญ่ เพราะคิดว่าถ้าอีกฝ่ายมาอยู่ใต้เปลือกตาตนเองก็คงจะวางใจได้บ้าง

     

    นางวางคนของตนเองไว้ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวจูเจี้ยนชุนมายังเมืองหลวงก็เพื่อคอยคุ้มครองเขา

     

    ตระกูลหยางหรือมิเช่นนั้นก็ผู้อยู่เบื้องหลังตระกูลหยางกลับกำเริบเสิบสานยิ่งนัก ถึงขั้นกล้าระเบิดเรือของทางการ

     

    จูเจี้ยนชุนไปรู้เห็นความลับอะไรเข้ากันแน่…

     

    ที่ยุ่งยากกว่านั้นก็คือยังหาศพของจูเจี้ยนชุนไม่พบ คนของนางกลับถูกเปิดโปงออกมาเสียก่อน

     

    ทำให้นางมีร้อยปากก็ยากอธิบาย

     

    ตระกูลหยาง…

     

    ความคิดหนึ่งพลันวาบเข้ามาในหัวกู้อวี้ นางอาจพิจารณาเรื่องนี้ผิดมาตั้งแต่ต้นก็เป็นได้

     

    ถ้าต้องการทำลายทางตันนี้ นางไม่ควรยึดติดกับจูเจี้ยนชุนมากเกินไป

     

    แต่ควรเริ่มสืบจากตระกูลหยาง

     

    งานชุมนุมปราชญ์กำลังจะมาถึง นางกระพือเรื่องของจูเจี้ยนชุนในหมู่บัณฑิตเรียบร้อยแล้ว หวังว่าเมื่อข่าวการเสียชีวิตของจูเจี้ยนชุนแพร่มาถึงเมืองหลวงจะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่บัณฑิตมากพอจนทำให้ตระกูลหยางหรือผู้อยู่เบื้องหลังตระกูลหยางมีข้อกริ่งเกรงบ้าง

     

    อย่างน้อยก็เหลือเวลาให้นางได้ตรวจสอบหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

     

    มิเช่นนั้น ถ้าเซียวเหยาอ๋องใช้เรื่องตราประจำตระกูลกู้มาข่มขู่นางก็คงจะไม่เป็นการดี

     

    ยังมีซูจ้งฝู่…

     

    เขาก็น่าสงสัยเช่นกัน

     

    กู้อวี้จำต้องมองคนในทางร้ายไว้ก่อน

     

    ซูจ้งฝู่เป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงธรรมดังที่เขาแสดงออกหรือไม่?

     

    เขาเป็นนายอำเภอคนหนึ่ง จะมีความเห็นอกเห็นใจให้ผู้อื่นจนถึงขั้นปลุกระดมบัณฑิตจำนวนมากให้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ยอมเดินทางเข้าเมืองหลวงแม้ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งขุนนางเพื่อจูเจี้ยนชุนซิ่วไฉยากจนคนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลยสักนิดจริงหรือ?

     

    เขามาขอความช่วยเหลือจากองค์หญิงใหญ่เพราะทราบว่าจูเจี้ยนชุนเก็บงำความลับบางอย่างไว้ จึงคาดเดาอันตรายที่จูเจี้ยนชุนต้องเผชิญได้แต่แรกแล้วใช่หรือไม่

     

    ในเมื่อเขาต้องการช่วยเหลือจูเจี้ยนชุน เหตุใดจึงไม่บอกกล่าวต่อองค์หญิงใหญ่ไปตามตรง?

     

    ความคิดพัวพันยุ่งเหยิง ใคร่ครวญอย่างไรก็ไร้ข้อสรุป

     

    กู้อวี้ก้มหน้า ดวงตาฉายแววคิดหนัก

     

    เห็นทีคงต้องไปพบซูจ้งฝู่สักครา

     

    “กู้ซื่อจื่อ ข้าพาท่านไปหาหมอดีกว่า”

     

    กู้อวี้หลุดออกจากภวังค์ครุ่นคิด แลเห็นซงหยางจวิ้นจู่กล่าวด้วยสีหน้าขัดเขิน

     

    นางก้มหน้ามอง มือของพวกนางยังจับจูงกันไม่ปล่อย เมื่อครู่นางจมอยู่ในความคิดจึงไม่ทันสังเกตว่าตนจูงมือซงหยางเดินออกมา!

     

    กู้อวี้หมดวาจา ความกระอักกระอ่วนอันเงียบงันครอบงำตรอกน้อยแห่งนั้น

     

    ซงหยางจวิ้นจู่เห็นอีกฝ่ายไม่พูดไม่จาจึงพูดขึ้นมาเองว่า “กู้ซื่อจื่อ ท่านเจ็บจนเดินไม่ไหวแล้ว ข้าไปเรียกรถม้ามาให้ดีไหม?”

     

    กู้อวี้รีบปล่อยมือออก และกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าน้อยล่วงเกินแล้ว จวิ้นจู่โปรดอย่าถือสา”

     

    ซงหยางได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใดใบหน้าจึงแดงขึ้นมา นางขยับเท้าอย่างเขินอาย พลางกล่าวเสียงเล็กเสียงน้อย “ไม่เป็นไร”

     

    ถ้าวันนี้กู้อวี้ไม่ได้เห็นฉากซงหยางจวิ้นจู่หวดต่งฉางเม่ากับตาตัวเอง ก็คงถูกท่าทางสาวน้อยขี้อายของนางหลอกได้สำเร็จแล้ว

     

    แต่นางคิดถึงว่าตนเองวางอุบายต่อซงหยาง เจ้าตัวกลับช่วยออกหน้าพูดกับดาวหายนะที่กำลังโมโหจัดให้นาง ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา จึงเอ่ยว่า “ข้าน้อยไม่เป็นไร แต่จวิ้นจู่ออกหน้าพูดแทนข้าน้อย เกรงว่าอาจทำให้เซียวเหยาอ๋องโมโหได้”

     

    เพิ่งพูดจบ กู้อวี้ก็นึกอยากตบบ้องหูตัวเองนัก

     

    รู้เต็มอกว่าดาวหายนะนั่นโกรธนางอยู่ ทำไมถึงได้พูดจาให้ซงหยางเข้าใจผิดอีกแล้วเล่า