ภายในกระโจม สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
อูซินเหยาเอนกายพิงหมอนอยู่บนเตียงสีหน้าของนางดูซีดเซียวเล็กน้อย
แขนขวาของนางได้รับบาดเจ็บหมอประจำค่ายค่อยๆ ใช้ผ้าสีขาวพันแผลให้อูซินเหยาอย่างระมัดระวังทีละชั้นๆ
“อาการบาดเจ็บขององค์หญิงไม่ได้ร้ายแรงอะไรเพียงแค่ช่วงสองสามวันนี้อย่าเพิ่งใช้มือขวา พักผ่อนสักหน่อย ก็จะหายเป็นปกติเองพ่ะย่ะค่ะ...”หมอประจำค่ายเก็บกล่องยาแล้วพูดขึ้น
“พระหัตถ์ขององค์หญิงต่อไปจะทรงจับดาบได้อีกหรือไม่เจ้าคะ?” หญิงรับใช้ถามอย่างกังวล
“ไม่เป็นไร แค่ช่วงนี้ต้องระวังให้มากหน่อยเพราะอาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นและกระดูกต้องใช้เวลาฟื้นฟูเป็นร้อยวัน ต้องพักผ่อนให้ดีๆ”
ในขณะที่กำลังพูดกันอยู่นั้นฟู่ถิงเย่ก็เดินเข้ามาจากด้านนอก “อาการบาดเจ็บขององค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉินเหลาอู่ที่อยู่ในกระโจมสะดุ้งรีบยิ้มแห้งๆ แล้วเดินเข้าไปต้อนรับ “ท่านแม่ทัพวางใจเถิด องค์หญิงแค่บาดเจ็บเล็กน้อย...บาดเจ็บเล็กน้อย...”
“บาดเจ็บที่เส้นเอ็นและกระดูกก็เรียกว่าเล็กน้อยหรือ?!องค์หญิงมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ ใครใช้ให้เจ้าพานางไปที่ภูเขาพานหลงกัน?!”ฟู่ถิงเย่ตวาดเมื่อเห็นหน้าฉินเหลาอู่ “อานุภาพของระเบิดอสนีบาตไม่ใช่เรื่องเล็กๆหากองค์หญิงเป็นอะไรขึ้นมา ประหารเจ้าเป็นร้อยครั้งก็ชดใช้ไม่ได้!”
ถึงแม้ปากจะตำหนิ แต่กลับไม่ได้พูดอะไรที่เป็นจริงเป็นจังออกมาทั้งไม่ได้ลงโทษด้วยการโบยหรือหักเบี้ยทหาร เห็นได้ชัดว่าฟู่ถิงเย่กำลังปกป้องคนของตน
เขาตำหนิฉินเหลาอู่อยู่พักใหญ่แล้วตะโกนว่า “รีบไปขอโทษองค์หญิงเดี๋ยวนี้!”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านรองแม่ทัพฉิน”อูซินเหยาเงยหน้าขึ้นมองฟู่ถิงเย่ ดวงตาของนางสงบนิ่งและกระจ่างใส ยิ่งทำให้ใบหน้าดูงดงามเย็นชา“ม้าของข้าตื่นตกใจ ข้าจึงพลัดตกจากหลังม้าจนแขนได้รับบาดเจ็บ”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วมองไปยังฉินเหลาอู่
ฉินเหลาอู่หัวเราะแห้งๆลูบท้ายทอยของตนเอง รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “เป็นความสะเพร่าของข้าเอง ม้าของพวกเราคุ้นเคยกับเสียงระเบิดที่ภูเขาพานหลงแล้วแต่ม้าขององค์หญิงมาจากทางใต้ จู่ๆ ได้ยินเสียงนั้น ก็เลย...ตกใจ...”
อูซินเหยากล่าวขึ้นมาทันทีว่า“ท่านแม่ทัพฟู่ ข้าขอคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่ชะงักเล็กน้อยแล้วพยักหน้า
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคนอื่นๆ ก็ทยอยออกจากกระโจมไป ส่วนฉินเหลาอู่ก็
ละล้าละลังเดินออกไปด้วยทั้งยังส่งสายตาให้ฟู่ถิงเย่อยู่เป็นระยะๆ
ฟู่ถิงเย่ “...”
เขาไม่เข้าใจเลยว่าฉินเหลาอู่กำลังสื่ออะไร
เมื่อทุกคนออกจากกระโจมไปจนหมดเหลือเพียงฟู่ถิงเย่และอูซินเหยา ฟู่ถิงเย่ก็ลากเก้าอี้มานั่ง แล้วถามว่า “องค์หญิงมีอะไรจะคุยกับข้า?”
อูซินเหยากลับอยู่ในความเงียบไม่ได้พูดอะไร
ฟู่ถิงเย่ก็ไม่ได้เร่งเร้านางแค่นั่งรออย่างอดทน
ผ่านไปนานนัก อูซินเหยาก็ค่อยๆเปิดปากพูด “อาวุธใหม่ของแคว้นฉี ร้ายกาจอย่างที่คิด...ซือปิงฟูเหริน สมคำร่ำลือจริงๆ”
ฟู่ถิงเย่มีรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้า เห็นด้วยกับเรื่องนี้
อูซินเหยากล่าวเบาๆว่า “มีซือปิงฟูเหรินอยู่ที่แคว้นฉี ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดกองทัพเหลียวถึงหันไปโจมตีทางใต้ดูเหมือน...ท่านแม่ทัพฟู่คงจะนอนหลับอย่างสบายใจได้แล้ว”
ฟู่ถิงเย่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเพียงแค่กล่าวขึ้นมาอย่างเย็นชา “ฮ่องเต้ต้าเหลียวคงไม่นั่งรอดูอยู่เฉยๆ แน่นอน”
ภัยคุกคามยังคงมีอยู่ความทะเยอทะยานของฮ่องเต้แห่งต้าเหลียวเป็นที่รู้กันทั่ว อีกไม่นานก็จะต้องลงมือกับแคว้นฉี
“เมื่อข้ากลับไปแล้วข้าจะไปกราบทูลเสด็จพ่อถึงสิ่งที่ได้พบเห็นในวันนี้” อูซินเหยากล่าว “ข้าหวังว่าท่านแม่ทัพจะช่วยขจัดภัยของแคว้นหนานจ้าวระเบิดอสนีบาตนี้ แคว้นหนานจ้าวยินดีจะจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ห้าพันลูก”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “องค์หญิง การจะขับไล่กองทัพแคว้นเหลียวแสนนาย ห้าพันลูกนั้นไม่เพียงพออย่างที่ข้าเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ อาวุธชนิดนี้ต้องใช้ดินประสิว ถ่าน และวัตถุดิบอื่นๆในปริมาณมาก การขุดหาและการผลิตจึงต้องใช้เวลา...”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมองอูซินเหยา “หากแคว้นหนานจ้าวยินยอมยกสิทธิ์ในการทำเหมืองแร่ที่ภูเขาเชียนเฮ่อให้ข้าจะกราบทูลเรื่องผลดีผลเสียต่อฮ่องเต้ จำนวนของระเบิดอสนีบาตก็น่าจะเพิ่มให้ได้”
อูซินเหยากระตุกมุมปากยิ้มเยาะ
ปากบอกว่าต้องการทูลถามความเห็นของฮ่องเต้แต่แท้จริงแล้วตอนนี้ฮ่องเต้ของต้าฉีอายุเพียงแค่แปดขวบเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดของขุนนางทั้งหลายส่วนฟู่ถิงเย่ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องมาประจำการอยู่ทางเหนือที่ห่างไกล ฟ้าสูงฮ่องเต้ห่างไกลการกระทำและท่าทางในตอนนี้ไม่มีอะไรเป็นอื่น นอกเสียจากสถานการณ์ได้เปรียบจึงอยากขึ้นราคา
“ท่านแม่ทัพวางแผนได้ดีจริงๆ”อูซินเหยากล่าวเสียดสีเขาอย่างไม่ไว้หน้า “ที่ภูเขาเชียนเฮ่อมีโรงงานเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นหนานจ้าวท่านแม่ทัพเลือกสถานที่ได้ดีเหลือเกินนะ”
ฟู่ถิงเย่ตอบ “เหมืองเหล็กก็เป็นแค่เหมืองเหล็กหากไม่มีช่างตีเหล็ก มันก็ไม่มีวันกลายเป็นอาวุธขึ้นมาได้ องค์หญิงจะยึดติดไปไย?”
อูซินเหยาเบือนหน้าหนีไม่มองฟู่ถิงเย่อีก “เรื่องการขุดเหมือง ข้าจะไปหารือกับเสด็จพ่อ ท่านแม่ทัพช่วยจัดงานเลี้ยงส่งให้ข้าได้หรือไม่?ข้าอยากจะออกเดินทางกลับแคว้นหนานจ้าวในอีกสองสามวันนี้”
ฟู่ถิงเย่มองไปยังแขนที่ได้รับบาดเจ็บของอูซินเหยา“พักผ่อนสักสองสามวันแล้วค่อยเดินทางจะดีกว่า”
“ไม่จำเป็น” อูซินเหยาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย็นชา“แค่บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่เป็นอะไรหรอก”
เมื่อฟู่ถิงเย่เห็นนางเป็นเช่นนี้จึงไม่รั้งตัวไว้อีก “ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงส่งให้องค์หญิง”
อูซินเหยาจ้องมองเขาตรงๆแล้วเอ่ยถาม “ในงานเลี้ยง ข้าอยากจะพบนาง...ซือปิงฟูเหริน”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว เตรียมจะปฏิเสธแต่อูซินเหยาก็พูดขึ้นมาก่อนว่า “ท่านแม่ทัพ ในเมื่อต่อไปหนานจ้าวและต้าฉีจะร่วมมือกันแล้วควรจะจริงใจต่อกันจะดีกว่า การปิดบังไว้ก็คงไม่มีความหมายอะไร ท่านแม่ทัพจะซ่อนนางไว้ได้ตลอดชีวิตเลยหรือ?”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วมองนางเพราะคำพูดของอูซินเหยา ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
“พรุ่งนี้ข้าจะพานางมา”หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่ถิงเย่ก็ตอบรับความต้องการของอูซินเหยา
เขาลุกขึ้นเตรียมจะออกจากกระโจมอูซินเหยาก็เรียกเขาไว้ “ฟู่ถิงเย่”
ฟู่ถิงเย่หันหลังกลับมา
อูซินเหยายิ้มสดใส ใบหน้าที่งดงามยิ่งดูเปล่งปลั่ง“ท่านคงจะไม่หาคนปลอมๆ มาหลอกข้าหรอกใช่ไหม?”
ฟู่ถิงเย่กล่าวเสียงเรียบ“องค์หญิงกังวลเกินไปแล้ว”
พูดจบก็เดินออกจากกระโจมไป
อูซินเหยามองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ได้
หญิงรับใช้กลับเข้ามาในกระโจมมองสีหน้าของอูซินเหยาแล้วถามเบาๆ ว่า “องค์หญิง ท่านแม่ทัพตกลงแล้วหรือเพคะ?”
“อืม” อูซินเหยาหรี่ตาและลดเสียงลง“พวกเจ้าไปเตรียมการได้แล้ว”
...
วันรุ่งขึ้น ฝนฟ้าคะนองตกลงมาโดยไม่คาดคิดอากาศที่แห้งแล้งและร้อนอบอ้าวก็เย็นสบายขึ้น
ยามตะวันตกดินมาถึงท้องฟ้าทอแสง บนลานประลองมีเตาไฟตั้งเรียงราย โต๊ะยาวถูกจัดวางไว้ อาหารถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่องและมีนักดนตรีกำลังปรับเครื่องดนตรีให้เข้าที่เกิดเป็นเสียงแหลมสูง
อูซินเหยาสวมชุดประจำชาติของแคว้นหนานจ้าว
—ดินสอถ่านสีดำขีดเขียนคิ้วเรียวให้ดูยาวและยกขึ้นเล็กน้อยดูคมคาย กำไลแขนสีทองอร่ามที่ฉลุเป็นลวดลายดอกไม้งดงามตระการตา รอบเอวประดับผ้าแพรสีแดงและแผ่นทองคำระยิบระยับหลายชั้นดูสง่างามและงดงามแปลกตาแบบชนเผ่า
หญิงรับใช้ประคองมือของอูซินเหยาใช้พู่กันขนาดเล็กที่จุ่มผงทองคำ แต่งแต้มลายดอกไม้สีทองลงบนเล็บมือสีแดงสดของนาง
“คนมาแล้วหรือยัง?”อูซินเหยาถาม
หญิงรับใช้ส่ายหน้าค่อยๆ ติดดอกเหมยสีทองลงบนระหว่างคิ้วของอูซินเหยา “ยังเพคะ ท่านแม่ทัพเดินทางไปรับด้วยตนเองแล้ว”
“ไปรับด้วยตนเอง...”อูซินเหยาพึมพำ
จะเป็นสตรีเช่นไรกันหนอ?...คงจะไม่ได้เป็นอย่างที่ร่ำลือกันว่ามีสามเศียรหกกรใช่หรือไม่?
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังอึกทึกมาจากข้างนอก
นางได้ยินคนตะโกนว่า“ซือปิงฟูเหรินมาถึงแล้ว!”
ใจของอูซินเหยากระตุกวูบรีบออกจากกระโจมไป—
เห็นฟู่ถิงเย่พาสตรีวัยเยาว์คนหนึ่งเดินเข้ามาแต่ไกลสตรีผู้นั้นสวมกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนน้ำทะเล ดูเหมือนจะมีอายุเพียงแค่สิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้นดูอ่อนเยาว์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลายิ้ม คิ้วและดวงตาโค้งขึ้น ดูไร้เดียงสาและงดงามบริสุทธิ์ทำให้ยิ่งดูอ่อนวัยลงไปอีก
ก็พอเจริญตาอยู่บ้างดีตรงที่มีผิวขาวผ่องราวหิมะ จัดว่าเป็นสาวงามที่หน้าตาสวยหมดจดคนหนึ่ง —อูซินเหยาประเมินในใจเช่นนั้น
นางมองฟู่ถิงเย่พาสตรีผู้นั้นเดินไปยังลานประลองที่ถูกตกแต่งขึ้นใหม่
ฟู่ถิงเย่มักจะยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของหวาชิงเสวี่ยหรือดึงคอเสื้อของนาง ต้องการจะปิดบังผิวขาวผ่องของนางให้มากที่สุด คิดว่าการกระทำของตนนั้นดูมิดชิดแต่จริงๆ แล้วคนรอบข้างต่างก็เห็นอยู่แก่ตา เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น
ฉินเหลาอู่ยังส่งสายตาให้ไห่ซื่อเซวียนอย่างมีนัยเห็นได้ชัดว่ากำลังหัวเราะเยาะการกระทำของฟู่ถิงเย่
อูซินเหยามองภาพนี้แล้วรู้สึกแสบตาอย่างยิ่ง...
ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมาก...สนิทสนมกันยิ่งกว่าที่นางคาดเอาไว้มาก...
...
งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อส่งอูซินเหยาดังนั้นตำแหน่งของอูซินเหยาจึงอยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะเช่นเดียวกับฟู่ถิงเย่
ฟู่ถิงเย่ให้คนเพิ่มเก้าอี้ข้างๆเขาเป็นพิเศษ จัดให้หวาชิงเสวี่ยนั่งด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการแต่ข่าวที่ทั้งสองกำลังจะแต่งงานกันก็แพร่สะพัดออกไปนานแล้ว คนทั้งค่ายทหารต่างก็รู้กันทั่ว
หวาชิงเสวี่ยเดินตามเขาไปนั่งมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ที่นี่เดิมเป็นลานประลองหลังจากที่จัดวางโต๊ะเก้าอี้เข้าไปก็ดูแตกต่างไปจากเดิม ถ่านในกระถางไฟสว่างไสวไปทั่วบริเวณไม่ไกลจากตรงนั้นก็มีลูกหมูที่ถูกย่างอยู่บนกองไฟ ส่งกลิ่นหอมฉุย
คนที่มาร่วมงานเลี้ยงล้วนเป็นทหารที่ฝีมือดีที่สุดของฟู่ถิงเย่ ทุกคนทยอยนั่งลง จากนั้นก็มีทหารนำอ่างน้ำแข็งมาวางไว้รอบๆอากาศที่ร้อนระอุจากการเผาไหม้ของเตาไฟ ค่อยๆ เย็นลงด้วยการเพิ่มน้ำแข็งเข้ามา
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วมองอ่างน้ำแข็งที่อยู่ข้างๆไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ถูกใจ วางใกล้ก็กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะหนาว วางไกลก็กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะร้อน
“ท่านรู้หรือไม่ว่าจ้าวเซิงฉลาดแค่ไหน”หวาชิงเสวี่ยกระซิบกับเขา “เขารู้ว่าข้าสั่งให้คนทำน้ำแข็ง เขาก็นำเงินมาซื้อน้ำแข็งไปแล้วนำไปบดเป็นน้ำแข็งไส ใส่ผลไม้และน้ำตาลเอาไปขายในตลาด! ได้ยินมาว่าได้เงินเยอะแยะเลย!”
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยท่าทางเย็นชาว่า“ต่อให้ได้เงินเยอะแค่ไหนก็เป็นของเจ้าทั้งหมดอยู่ดีนี่”
รอให้นางได้แต่งเข้ามาในจวนแม่ทัพถึงตอนนั้นทุกอย่างก็เป็นของนางแล้วไม่ใช่หรือ?
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงเล็กน้อย“ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น...”
“ข้ารู้ เจ้าแค่ชมว่าเขาฉลาด”ฟู่ถิงเย่ยิ้ม “ต่อไปหากอยากหาเงิน ก็ไปหาเขา เขาฉลาดเรื่องเส้นสายที่สุด”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าดวงตาเป็นประกายในใจก็คิดถึงสบู่ทำมือของนาง ไม่รู้ว่าผลการขายเป็นอย่างไรบ้าง
ในตอนนั้นเอง ทั่วทั้งบริเวณก็พลันเงียบลง
หวาชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก มีหญิงรับใช้สองคนประคองสตรีสวมชุดสีแดงคนหนึ่งกระโปรงเบาบางพลิ้วไหว มีแผ่นทองคำรูปไข่ติดเรียงรายไว้มากมาย มองดูแล้วก็เห็นแต่แสงสีทองเปล่งประกายความงามไร้ที่ติยิ่งเด่นสะดุดตา
“นั่นใครเจ้าคะ?สวยจัง!” หวาชิงเสวี่ยมองด้วยความชื่นชม
ฟู่ถิงเย่คิดว่าหวาชิงเสวี่ยชอบชุดของอูซินเหยาจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าชอบ เดี๋ยวข้าจะให้คนตัดชุดแบบเดียวกันนี้ให้เจ้าสองชุดแต่สีแดงดูฉูดฉาดเกินไป เอาสีอื่นดีกว่า...เจ้าชอบสีอะไร?”
ในตอนนั้นอูซินเหยาก็เดินเข้ามาใกล้แล้ว
หวาชิงเสวี่ยได้ยินคนพูดเบาๆว่าองค์หญิงมาแล้ว จึงรู้ว่าอีกฝ่ายคือองค์หญิงหนานจ้าวที่เคยเห็นในลานประลองครั้งก่อน
ครั้งก่อนนางแต่งกายเหมือนนักรบหญิงครั้งนี้มาในชุดเต็มยศ แสดงความสง่างามขององค์หญิงออกมาได้อย่างเต็มที่ ดูโดดเด่นไม่ธรรมดา
หวาชิงเสวี่ยเคยเห็นองค์รัชทายาทเคยเห็นแม่ทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นองค์หญิง ทำให้อดไม่ได้ที่จะมองหลายครั้ง แล้วคิดว่าสายเลือดราชวงศ์นั้นไม่เหมือนกับคนทั่วไปจริงๆ สวยงามเหลือเกิน...
อูซินเหยาเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยกระทั่งมายืนอยู่ต่อหน้าหวาชิงเสวี่ย แล้วจับจ้องนางไม่ละสายตา