ชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 81 เมืองโซ่วหยาง (ตอนแรก)

            กองทัพตั้งค่ายอยู่ภายนอกเมืองโซ่วหยาง ธงรบโบกสะบัดบดบังแสงอาทิตย์ เสียงฝึกซ้อมและเสียงตะโกนกึกก้องของเหล่าทหารดังกังวานไปทั่ว


            ขบวนม้านับสิบตัวควบม้ามาแต่ไกล พุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางกองทัพทหารราบโดยไม่ลดความเร็ว ทหารราบภายใต้การบัญชาการของนายกองจึงปรับทัพเข้าโจมตี หอกดาบเคลื่อนไหวประสานงานกันอย่างพร้อมเพรียง เข้ากดดันขบวนม้า ฝ่ายทหารม้าเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทะยานไปทั่วสนามรบ บ้างก็พุ่งเข้าโจมตีกันเองอย่างไม่มีใครยอมใคร


            ผ่านไปสิบกว่ากระบวนท่า ม้าศึกสีดำทมิฬตัวที่นำขบวนก็ส่งเสียงร้องลั่น ยกเท้าหน้าขึ้น ทหารม้าหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าทำได้เพียงกำมือแน่น เหล่าทหารม้าและทหารราบก็หยุดการเคลื่อนไหว หอกดาบถูกวางลงกับพื้น ก่อนจะแยกแถวออกเป็นสองฝั่ง ทหารม้าสิบกว่านายยืนเรียงแถวอยู่ตรงกลางระหว่างกองทัพทั้งสอง


            “ท่านแม่ทัพหยาง!”


            “ดี! ทัพของเราก้าวหน้าขึ้นมาก สั่งให้รุกก็รุก สั่งให้ถอยก็ถอย ฝึกฝนกันต่อไป!” แม่ทัพหนุ่มบนหลังม้าพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะนำทหารม้าอีกสิบกว่านายควบม้าเข้าเมือง ทหารราบที่อยู่กลางสนามต่างยืดอกอย่างภาคภูมิใจ พวกเขามีแรงฮึดสู้มากขึ้น เสียงตะโกนกึกก้องกว่าเดิม การได้รับคำชมจากท่านแม่ทัพหยางเพียงคำเดียว ก็ทำให้ทุกคนยอมสละชีพเพื่อเขาแล้ว


            การต่อสู้ระหว่างแคว้นเหนือและแคว้นใต้ดำเนินมาหลายปี สถานการณ์การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด เมืองต่างๆ ผลัดกันเปลี่ยนธงรบไปมา มีเพียงเมืองโซ่วหยางแห่งนี้เท่านั้นที่ไม่เคยตกเป็นของศัตรูมาก่อน


            เมืองโซ่วหยางตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหวยทางตอนล่าง แม่น้ำหวยและแม่น้ำฉางเจียงนั้นมีต้นกำเนิดเดียวกัน ไหลเลียบภูเขา ผ่านช่องเขามาบรรจบกัน เกิดเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองพิงภูเขา อาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ใช้แม่น้ำและที่ราบกว้างใหญ่เป็นแนวกั้นธรรมชาติ ปกป้องเมืองจากการรุกรานของศัตรู หากยึดครองเมืองโซ่วหยางได้ ก็สามารถส่งกองทัพลงใต้ได้อย่างง่ายดาย เป็นทำเลที่ดีเยี่ยมทางยุทธศาสตร์ ฉะนั้นมู่หรงหย่ง จึงส่งทหารม้าเข้าปิดล้อมเมืองโซ่วหยางเป็นอันดับแรก ส่วนฝ่ายหนานฉู่ ที่อยู่ภายใต้การนำทัพของเซี่ยฉี นำกองทัพเป่ยฝู่ จากกว่างหลิง เข้าต่อสู้ชิงเมืองเผิงเฉิงและเมืองเซียงหยาง กลับคืนมาได้สำเร็จ จากนั้นจึงส่งแม่ทัพหนุ่มอย่างหยางจวิน นำทัพมาช่วยเหลือเมืองโซ่วหยางอย่างเร่งด่วน


            สมัยที่หยางจวินยังเป็นบัณฑิตหนุ่ม เขาสมัครเข้าร่วมกองทัพ ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังไปทั่ว ครั้งนี้ออกรบ เขากล้าหาญ ไม่กลัวคมหอกดาบของศัตรู บุกป่าฝ่าดงเป็นหัวหน้าทัพ เผชิญอันตรายอยู่แนวหน้า อีกทั้งยังปกครองกองทัพอย่างเข้มงวด ทหารทุกคนล้วนเคารพยำเกรง ยามที่พ่ายแพ้ถอยทัพจากเมืองหนานหยาง กองทัพอื่นแตกตื่นอลหม่าน มีเพียงกองทัพของเขาเท่านั้นที่รักษาระเบียบวินัย ถอยทัพกลับมาอย่างเป็นขบวน และเสียหายน้อยที่สุด ภายในหนึ่งปีเขาได้รับการเลื่อนขั้นถึงสามขั้น ได้รับความไว้วางใจจากเซี่ยฉีจนได้รับมอบหมายให้นำทัพมาช่วยเหลือเมืองโซ่วหยาง


            ทั้งฝ่ายศัตรูและฝ่ายพันธมิตรต่างคิดว่าเขาจะรีบตรงไปที่เมืองโซ่วหยาง แต่หลังจากเดินทางมาถึงสองวัน เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปที่เมืองโซ่วหยางตามที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ แต่เขากลับนำทัพอ้อมไปด้านหลังของข้าศึกและโจมตีทัพหลังของศัตรู อีกทั้งยังวางแผนเผาเสบียงอาหาร ทว่าศัตรูไหวตัวทันจึงไม่เป็นผลสำเร็จ แต่การกระทำของเขาทำให้ศัตรูหวาดกลัว จึงรีบส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากกองทัพที่อยู่บริเวณแนวรบเมืองเผิงเฉิงและเมืองเซียงหยาง แต่กองทัพที่อยู่ใกล้ที่สุดมีเพียงกองทัพที่ปิดล้อมเมืองโซ่วหยาง อีกทั้งยังไม่สามารถตีเมืองโซ่วหยางให้แตกได้สักที แม่ทัพที่ดูแลทัพหลังจึงตัดสินใจยกทัพกลับ เป็นเหตุให้กองทัพที่ปิดล้อมเมืองโซ่วหยางต้องล่าถอยไปโดยปริยาย


            จากนั้นหยางจวินจึงนำทัพมาถึงเมืองโซ่วหยาง รับหน้าที่ป้องกันเมืองตามคำสั่งของเซี่ยฉี


            “ท่านแม่ทัพวางใจเถิด เมืองโซ่วหยางของเรามั่นคงดุจหินผา ยากที่ข้าศึกจะตีแตกได้” หลังจากเข้ามาในเมือง ทหารม้าก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงทหารคนสนิทสองสามคนติดตามหยางจวินไปตรวจตราบ้านเมือง ผู้ที่เอ่ยขึ้นคือ ‘จี้เจ๋อ’ มีชื่อรองว่า ‘ซือหมิง’ เดิมทีเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ แต่ฐานะทางบ้านตกต่ำ จึงเข้าร่วมกองทัพเพื่อแสวงหาหนทางก้าวหน้าในชีวิต เขาได้รับความไว้วางใจจากหยางจวิน จึงได้รับการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว แต่เดิมเขาเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง หลังจากติดตามหยางจวิน เขาก็ค่อยๆ รู้จักถ่อมตัว ใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น มีกิริยาท่าทางเป็นสุภาพบุรุษ ยามยิ้มมักมีท่าทีเขินอายเล็กน้อย ว่ากันว่าเขากับนายกองอีกคนหนึ่งนามว่า ‘หวังเสวียหลิง’ เปรียบเสมือนมือซ้ายขวาของหยางจวิน ซือหมิงอยู่ฝั่งซ้าย เสวียหลิงอยู่ฝั่งขวา ได้ยินมาว่าทั้งสองคนแอบแข่งขันกันอยู่กลายๆ


            “สถานการณ์การสู้รบเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่าได้ประมาท” หยางจวินลงจากหลังม้าแล้วเดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง ลูบกำแพงเมืองด้วยท่าทีครุ่นคิด


            “ท่านแม่ทัพมีเรื่องกังวลใจอันใดหรือขอรับ? พวกข้าพอจะช่วยท่านวิเคราะห์สถานการณ์ได้หรือไม่?” หวังเสวียหลิงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง


            “พวกเจ้าว่าอย่างไร แม่ทัพใหญ่เซี่ย นำทัพสองแสนนายเข้าต่อสู้กับข้าศึก” หยางจวินยกแส้ขึ้นเคาะกำแพงเบาๆ “ดีหรือไม่ดี?”


            “ย่อมเป็นเรื่องดีสิขอรับ! อำนาจทหารทั้งหมดอยู่ในกำมือท่านแม่ทัพใหญ่ มีอำนาจสั่งประหารชีวิตผู้คนได้เพียงเอ่ยปาก เซี่ยไท่ฟู่มีอำนาจทั้งในราชสำนักและในกองทัพ อำนาจของตระกูลเซี่ยยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม ราวกับตระกูลหวนในอดีต!”


            หยางจวินได้ยินดังนั้นก็สะดุ้ง รู้สึกเหมือนถูกของแข็งกระแทกที่หน้าอกเบาๆ “อย่าพูดไร้สาระ!”


            จี้เจ๋อเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง “ท่านแม่ทัพกลัวว่าอำนาจของตระกูลเซี่ยจะมากเกินไป จนทำให้ราชสำนักหวาดระแวงหรือขอรับ?”


            “ใช่แล้ว สมัยนั้นตระกูลหวนเรืองอำนาจ แม้แต่ตำแหน่งเก้ามหาเสนาบดี ก็ยังต้องการมอบให้ ยามที่อำนาจอยู่ในจุดสูงสุดก็มักจะตกต่ำ สุดท้ายก็พังทลายลงมา ทุกวันนี้ยังมีคนตระกูลหวนหลงเหลืออยู่ในราชสำนักอีกกี่คน?”


            หวังเสวียหลิงเห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ “ท่านแม่ทัพเซี่ยมิใช่ผู้มัวเมาในอำนาจ โอหังอวดดี คงไม่ทำเรื่องโง่เขลาแบบเดียวกับตระกูลหวนเป็นแน่ อีกทั้งยามนี้ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการทำศึกชิงชัย สถานการณ์การสู้รบเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ต่อให้วันนั้นมาถึง พวกเราก็ทำอันใดไม่ได้ ท่านแม่ทัพอย่าได้กังวลไปเลย”


            หยางจวินพยักหน้า มองหน้าจี้เจ๋อและหวังเสวียหลิง ก่อนจะยิ้มออกมา “เช่นนั้นพวกเจ้าว่าอย่างไร การต่อสู้ครั้งนี้ เราควรจะชนะหรือแพ้ดี?”


            ทุกคนต่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เป็นทหารแล้วมีใครบ้างที่อยากแพ้สงคราม?

            “ตอนที่ข้าอยู่ที่เมืองเจี้ยนคัง ข้าเคยพบสหายผู้หนึ่ง เขาบอกกับข้าว่า แคว้นเหนือและแคว้นใต้ต้องเกิดสงครามครั้งใหญ่ แต่กำลังคนและกำลังทรัพย์ของแคว้นหนานฉู่นั้นไม่เพียงพอที่จะทำศึกใหญ่ หากพ่ายแพ้ ก็คงต้องถอยทัพลงใต้ ซึ่งอาจจะยังรักษาผืนแผ่นดินไว้ได้ชั่วคราว ทว่าหากชนะ...”


            “ท่านหมายความว่าหากชนะกลับจะต้องพ่ายแพ้?” จี้เจ๋อส่ายหัว คิดว่าคนที่หยางจวินพูดถึงคงเป็นคนบ้าเป็นแน่


            “ถูกต้อง เขาพูดเช่นนั้นจริงๆ หากเราชนะ อีกไม่เกินสองสามปี หรืออย่างช้าไม่เกินสามถึงห้าปี แคว้นหนานฉู่ก็คงล่มสลาย หยางจวินนึกถึงบางอย่างจึงยิ้มออกมา “เขาเป็นคนที่กล้าหาญมาก”


            ทุกคนหัวเราะ “ท่านแม่ทัพควรจับตัวเขามาลงโทษเสีย”


            “เอาเถอะ เรื่องสำคัญเช่นนี้ มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้ อย่าได้ปริปากบอกผู้ใด”


            “ขอรับ!”

            

            เมื่อเห็นทุกคนรับปากเป็นเสียงเดียวกัน หยางจวินจึงหันไปสั่งจี้เจ๋อ “ซือหมิง เจ้าช่วยร่างจดหมายส่งไปให้ท่านแม่ทัพใหญ่ ขอให้ท่านแม่ทัพใหญ่กราบทูลฝ่าบาท ส่งขุนนางมาตรวจตราชายแดนและให้กำลังใจทหารด้วย”


            “ขอรับ” จี้เจ๋อกระพริบตาปริบๆ “ท่านแม่ทัพยังคงกังวลว่าราชสำนักจะระแวงหรือขอรับ?”


            “แม้ว่าเซี่ยไท่ฟู่...” แน่นอนว่าเขาไม่กล้าพูดว่าเซี่ยไท่ฟู่กุมอำนาจในราชสำนัก แต่ทุกคนต่างเข้าใจความหมายของเขาดี “แต่ยังมีเชื้อพระวงศ์ และตระกูลใหญ่ๆ อีกนับร้อยตระกูล ต่างฝ่ายต่างก็ต้องรักษาสมดุลอำนาจ ดูอย่างตระกูลหวนก็ได้ พวกเขายอมให้ตระกูลเซี่ยมีอำนาจ แต่ก็ไม่ยอมให้ก้าวข้ามขั้นไปมากกว่านี้ แม้พวกเราจะรู้ว่าท่านแม่ทัพเซี่ยไม่มีความทะเยอทะยาน แต่หากราชสำนักเกิดความหวาดระแวงขึ้นมา ตัดเสบียงอาหารและอาวุธ พวกเราก็ไม่ต้องทำศึกให้เหนื่อย ไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าจะชนะหรือไม่”


            “ท่านแม่ทัพคิดมากไปแล้วขอรับ ไม่ว่าใครจะขึ้นครองราชย์ ใต้หล้าใบนี้ก็ยังคงเป็นใต้หล้า ฮ่องเต้ในวังหลวงก็เป็นเพียงหุ่นเชิด สู้ให้ท่านแม่ทัพขึ้นครองราชย์เสียยังจะดีกว่า”


            หวังเสวียหลิงเผลอหลุดปากพูดออกไปโดยไม่ทันคิด หยางจวินชักดาบออกมาครึ่งหนึ่ง จ่อไปที่คออีกฝ่าย “เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?”


            “ข้า…ข้า…ข้าพูดผิดไปขอรับ” หวังเสวียหลิงรีบกล่าวขอโทษ


            “พวกเราคือกองทัพเป่ยฝู่ ไม่ใช่กองทัพตระกูลเซี่ย จำคำข้าไว้ให้ดี ออกไปข้างนอกก็ระวังปาก หากข้าได้ยินใครพูดจาเหลวไหลเช่นนี้อีก อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!”


            “ขอรับ!”


    -------------------------------------


    คล้ายกับเรื่องชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ] ที่คุณอ่าน