เขายังจดจำตอนที่บิดาสิ้นชีพในสนามรบได้ ครานั้นจวนอ๋องอยู่ในสภาพง่อนแง่นเพราะถูกจับจ้องจากราชสำนัก ขุนนางในเมืองเฉินม่ายมีเพียงเหล่าทหารที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้าง ส่วนขุนนางสายบุ๋นล้วนแต่เอาตัวรอด
‘ข้าไม่เชื่อว่าการพึ่งพาผู้อื่นคือทางรอด วันหน้าหากมีวิกฤตเกิดขึ้นกับสกุลหยางอีกครั้ง เกรงว่าสกุลหนานกงกับสกุลหวางก็คงถอยหนี’
หนานกงมี่เห็นหางตาของอ๋องหยางปรายมาทางตนเองแวบหนึ่งก็เกิดความปิติ ชุดที่นางเลือกมาสวมในวันนี้ ดึงดูดความสนใจของสามีได้จริงๆ
‘เห็นทีท่านอ๋องจะชอบชุดนี้ของข้า ที่ผ่านมาเขาไม่เคยมองเช่นนี้เลยสักครั้ง’
นางแอบก้มหน้ายิ้ม ในใจคิดจะตัดชุดสีเหลืองเช่นนี้อีกสักสองชุด แต่พอเงยหน้าขึ้นมา สามีก็เดินไปไกลแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่มองตามแผ่นหลังแล้วถอนหายใจ
ในเมื่อไม่อาจจะรั้งสามีให้สนใจได้ ชายารองทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับเรือนนอนของตน
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม คนจากจวนหนานกงมาขอพบหนานกงมี่เพื่อแจ้งข่าวใต้เท้าหนานกง เมื่อนางได้ยินว่าบิดาล้มป่วยกะทันหันจึงรีบไปขออนุญาตหยางไท่เฟย
“เจ้าไปเถิด ข้าจะฝากของเยี่ยมไปให้บิดาของเจ้าด้วย” หยางไท่เฟยหันไปหาหยุนมามา “เจ้าไปเตรียมของเยี่ยมให้เหมาะสมแทนข้าดี”
“เจ้าค่ะ ไท่เฟย” หยุนมามารับคำแล้วเตรียมข้าวของขึ้นรถม้าให้กับหนานกงมี่
รถม้าคันใหญ่ที่มีตราจวนอ๋องวิ่งออกไปได้ไม่นาน บุรุษชุดดำกลุ่มหนึ่งก็ทะยานตามไปห่างๆ หมิ่นฮุยกระโจนนำหน้าทหารเผ่าหมาป่าของตนไปยังถนนเบื้องหน้า
แสงสายัณห์เพิ่งหายไปจากท้องถนน บ้านเรือนที่อยู่ริมถนนเริ่มจุดคบไฟเป็นระยะๆ หนานกงมี่เปิดผ้าม่านหน้าต่างรถม้าออกไปดูบ้านเรือนข้างถนน
ตั้งแต่นางแต่งงานเข้าจวนอ๋อง แต่ละวันล้วนหมดสิ้นไปเพื่อการเรียนรู้ธรรมเนียมและกฎเกณฑ์ในการเป็นชายารองที่ดี ส่วนความคิดทั้งหมดก็ทุ่มไปกับการหาทางมัดใจสามี ผ่านมาได้พักใหญ่ ความหวังเหล่านั้นยังคงเลื่อนลอยคล้ายเมฆาบนท้องฟ้า
“วันนี้ผู้คนไม่ออกมาซื้อข้าวของกันหรือไร” หนานกงมี่มองไปข้างถนนที่เคยมีผู้คนหนาตา ทว่าวันนี้กลับเงียบเหงา
“ชายารองคงจะไม่ทราบ วันนี้มีงานใหญ่ที่วัดพระโพธิสัตว์เจ้าค่ะ คนในเมืองคงจะไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น”
หนานกงมี่อึ้งไปเล็กน้อย งานประจำปีที่วัดพระโพธิสัตว์เมื่อปีที่แล้ว นางได้เห็นอ๋องหยางใกล้ๆ เป็นครั้งแรก จากนั้นก็เริ่มใฝ่ฝันที่จะได้เป็นพระชายาของเขา
จู่ๆ ควันขาวปกคลุมทั่วถนน องครักษ์บนหลังม้าทั้งแปดร้องเตือนกัน
“ระวัง! ควันพวกนี้เหมือนควันสลบ” หัวหน้าองครักษ์ที่อารักขาชายารองร้องเตือน
ยังไม่ทันที่ขบวนจะถอยหลัง ควันขาวก็ลอยฟุ้งดักอยู่ด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์บนหลังม้าหรือชายารองหนานกงพร้อมด้วยสาวใช้อีกสองคนที่อยู่ในรถม้าก็พากันค่อยๆ ผล็อยคอพับหลับไป
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
องครักษ์ทั้งแปดแม้จะยกมือขึ้นปิดจมูกเอาไว้ ทว่าก็ไม่ทันเสียแล้ว พวกเขาค่อยๆ ร่วงลงไปกองอยู่กับพื้นแทบจะพร้อมกัน
คนชุดดำกลุ่มใหญ่กระโจนออกมาจากที่ซ่อนรายรอบ พวกเขาใช้ผ้าปิดปากและจมูกเอาไว้
ม้าที่ลากรถทำท่าจะล้มตัวลง ทหารเผ่าหมาป่าทั้งสี่นายรีบพุ่งเข้าไปช่วยกันยกคานรถด้านหน้าเอาไว้มิให้รถม้าเอียง อีกคนเข้าไปดึงเอาที่ค้ำจอดรถม้าออกมาประคองเอาไว้
“ข้าจะขึ้นไปแบกนางลงมาเอง” หมิ่นฮุยยกยิ้มมุมปาก ไม่คิดว่าสวรรค์จะเป็นใจให้ตนมีโอกาสได้จับสตรีของ หยางหลีเหว่ยอย่างง่ายดาย
ผู้นำเผ่าหมาป่ากระโจนขึ้นไปบนรถม้า เครื่องประดับศีรษะวูบวาบของหนานกงมี่ทำให้เขารู้ว่านางคือชายาของท่านอ๋อง แม้จะเห็นหน้านางไม่ชัดนักเพราะกำลังพลบค่ำแต่ก็พอดูออกว่าเครื่องแต่งกายของนางหรูหรา รูปร่างของสตรีนางนี้อรชรอ้อนแอ้น
หมิ่นฮุยแบกหนานกงมี่ลงจากรถม้าได้ก็กระโจนขึ้นไปบนกำแพงแล้วนำหน้าทหารเผ่าหมาป่าจากไปอย่างรวดเร็ว
“ช่วยด้วย! มีโจร!” บุรุษขี้เมาสองคนที่เดินโซซัดโซเซมาตามถนน มองเห็นคนกลุ่มใหญ่กระโจนขึ้นบนหลังคาตรงหน้าก็แทบจะสร่างเมา
กลุ่มมือปราบที่กำลังลาดตระเวนได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายก็รีบวิ่งตรงมาหา
“โจรที่ใดหรือ” มือปราบผู้หนึ่งร้องถาม
“นั่น! ข้าเห็นมีสตรีถูกแบกออกจากรถม้า พวกโจรแบกนางหนีไปทางโน้นแล้ว” ปลายนิ้วของขี้เมาผู้หนึ่งชี้ไปสะเปะสะปะ
หัวหน้ากลุ่มมือปราบเกือบจะร้องตวาดบุรุษที่ยืนโงนเงนด้วยความเหลืออด “ตกลง โจรหนีไปทางใดกันแน่”
“ทางโน้น!” บุรุษที่เห็นเหตุการณ์ทั้งสองพยายามยืนให้ตรง แม้จะตอบออกมาพร้อมกัน แต่กลับชี้ไปคนละทิศละทาง
ควันขาวที่ปกคลุมทั่วบริเวณเริ่มสลายลง ครั้นเห็นตราบนรถม้านั่นแล้ว หัวหน้ากลุ่มมือปราบที่ออกลาดตระเวนทาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
“ไอหยา! รถม้าจวนอ๋องอย่างนั้นหรือ ตายแน่!” ชายหนุ่มผู้นั้นหันกลับไปหาลูกน้องของตน “รีบปลุกคนพวกนั้นให้ลุกขึ้นเร็วเข้า!”
มือปราบพยายามเขย่าตัวองครักษ์ที่นอนล้มอยู่ข้างม้าให้ลุกขึ้น ทว่ากลับไม่มีท่าทีว่าพวกเขาจะรู้ตัว
“ไม่ได้การ คงต้องใช้น้ำสาดพวกเขาเสียแล้ว”
“เจ้ารีบไปเคาะบ้านหลังนั้น ขอน้ำมาสักถังเถิด” หัวหน้ากลุ่มมือปราบร้องสั่ง
ไม่นานนักน้ำสองถังก็ถูกหิ้วมา กระบวยไม้ถูกตักลงไป ไม่นานหน้าตาขององครักษ์แต่ละคนก็เต็มไปด้วยหยดน้ำเกาะเต็มหน้า
“เกิดอันใดขึ้น” หัวหน้าองครักษ์รู้สึกตัวเป็นคนแรก
“สตรีที่อยู่บนรถม้าของพวกท่านถูกโจรจับตัวไปแล้ว”
คำบอกเล่าของหัวหน้ากลุ่มมือปราบทำให้หัวหน้าองครักษ์ใบหน้าซีดเผือด
หลังจากมือปราบนำข่าวร้ายไปแจ้งที่จวนอ๋อง หยางไท่เฟยใบหน้าซีดเซียวแทบจะปราศจากสีเลือด
“ชายารองหนานกงถูกจับตัวไปหรือ”
“ขอรับ นางถูกคนร้ายกลุ่มนั้นจับตัวไป องครักษ์จวนอ๋องทั้งแปดคนกับรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบนำคนออกค้นหาทั่วเมืองแล้ว”
หยางไท่เฟยตื่นตระหน หนานกงลี่ยังไม่ได้ร่วมอภิรมย์กับบุตรชายของตนเลยสักครั้ง แต่กลับต้องมาถูกโจรถ่อยจับตัวไป เช่นนี้แล้วชื่อเสียงของนางคงจะป่นปี้
แม้วันหน้าจะช่วงชิงตัวกลับคืนมาได้ก็ไม่อาจจะยกขึ้นเป็นพระชายา ช่างน่าสงสารนางเสียจริง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังไม่รู้ว่านางจะถูกโจรชั่วพวกนั้นทำร้ายหรือล่วงเกินเพียงใด เกรงแต่ว่า...นางจะทนความอัปยศนี้ไม่ไหว ชิงลงมือฆ่าตัวตายไปเสียก่อน
หยางไท่เฟยได้แต่ถอนหายใจลึก เอนกายไปด้านหลัง รู้สึกคล้ายจะหายใจไม่ออก
‘เกิดเป็นสตรี ช่างอาภัพนัก ต้องแบกรับชื่อเสียงจนชั่วชีวิต ต่อให้นางกลับมาอย่างไม่บุบสลายแต่ก็ไม่อาจจะปิดปากผู้คนทั้งเมืองได้’
“ท่านมือปราบ ข้าขอให้ท่านช่วยข้าสักอย่างได้หรือไม่”
“หยางไท่เฟยสั่งความมาเถิดขอรับ” มือปราบผู้นั้นประสานมือค้อมศีรษะด้วยความนอบน้อม
“เรื่องที่ชายารองหายตัวไป สั่งให้ทุกคนเก็บเป็นความลับ โดยเฉพาะพยานสองคนนั้น อย่าให้เขาอ้าปากพูดเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด”
“ขอรับ! ข้าเข้าใจแล้ว” มือปราบผู้นั้นคำรับอย่างหนักแน่น ต่อให้หยางไท่เฟยไม่สั่ง ผู้บัญชาการสำนักมือปราบที่ทราบเรื่องแล้วก็สั่งให้ทุกคนหุบปากให้สนิท
...เรื่องเสียหายของผู้เป็นนาย บ่าวอย่างพวกเขาไม่สมควรปากยื่นปากยาว....
***************

