บทที่ 19 กระดูกนิ้วมือปริศนา
“ใช่” น้าอู๋ยอมรับตรงๆ แต่เธอก็ไม่ได้บังคับอะไร “แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของเธอ เข้าใจไหม?”
“ครับ ผมรับปาก” เว่ยเสี่ยวซูรับ ‘คำขอร้อง’ แรกของเขาด้วยความยินดี
ทั้งสองคุยกันอีกพักหนึ่ง เว่ยเสี่ยวซูจึงออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงห่วงใยของน้าอู๋
ทันทีที่กลับมาถึงห้อง เว่ยเสี่ยวซูก็แทบรอไม่ไหวที่จะลองใช้ความสามารถของกระดูกนิ้วมือปริศนา เขาครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็อัญเชิญหมูป่าโครงกระดูกออกมา
หมูป่าโครงกระดูกเป็สัตว์อัญเชิญระดับสูงอยู่แล้ว ถ้ากระดูกนิ้วมือปริศนาสามารถเพิ่มระดับขั้นของสัตว์อัญเชิญิญญาได้จริง การเพิ่มระดับให้กับหมูป่าโครงกระดูกระดับสูงก่อนย่อมเป็ทางเลือกที่ถูกต้อง
“ตอนนี้ค่าประสบการณ์ของฉันอยู่ที่ระดับ 7 คิดเป็ 11% พอดีกับการใช้หนึ่งครั้ง”
เว่ยเสี่ยวซูไม่ลังเล หยิบกระดูกนิ้วมือปริศนาขึ้นมาแล้วแตะปลายนิ้วที่หัวขนาดใหญ่ของหมูป่าโครงกระดูก
ในชั่วพริบตา ปลายกระดูกนิ้วมือปริศนาก็เปล่งแสงสีดำออกมา แสงสีดำปกคลุมหมูป่าโครงกระดูกไว้ทั้งหมด
กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 1 นาที พอแสงสีดำหายไป หมูป่าโครงกระดูกที่มีขนาดตัวยาว 2.5 เมตร ก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็ 4 เมตร ความสูงเกือบ 2 เมตร แทบจะเต็มห้องนั่งเล่น
“พลังแบบนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อกี้เป็เท่าตัวเลย” เว่ยเสี่ยวซูเงยหน้ามองหมูป่าโครงกระดูกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วยความทึ่ง
[หมูป่าโครงกระดูก (ขั้น 0) (ระดับหัวหน้า)]
[เลเวล: 7]
[พลัง: 210]
[ความว่องไว: 186]
[ความแข็งแกร่ง: 200]
[พลังจิต: 88]
[ทักษะ: พุ่งชนป่าเถื่อน (ระดับ G)]
[พุ่งชนป่าเถื่อน (ระดับ G): เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อพุ่งชนโจมตี แต่ระหว่างการใช้ทักษะจะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้]
เมื่อเห็นหน้าจอสีฟ้าอ่อนตรงหน้า เว่ยเสี่ยวซูก็ตัวสั่น แข็งแกร่ง แข็งแกร่งมาก หมูป่าโครงกระดูกระดับหัวหน้า แข็งแกร่งกว่าระดับสูงประมาณ 1.5 เท่า ถ้าตอนต่อสู้กับสไลม์ตอนกลางวันเขามีหมูป่าโครงกระดูกตัวนี้อยู่ คงไม่ลำบากขนาดนั้น
“หมูป่าโครงกระดูกตัวนี้ ครั้งต่อไปที่เพิ่มระดับก็จะเป็ระดับบอส และเหนือระดับบอสก็คือ...ระดับขุนพลสัตว์ร้าย”
เว่ยเสี่ยวซูเพิ่งค้นพบว่า ถึงแม้จะมีโอกาสเพิ่มระดับ 3 ครั้งเท่ากัน แต่เนื่องจากหมูป่าโครงกระดูกเป็ระดับสูงอยู่แล้ว ขีดจำกัดสูงสุดจึงสูงกว่าโครงกระดูกจอมเวท 1 ระดับ
สำหรับเว่ยเสี่ยวซูในตอนนี้ ระดับบอสก็ถือว่าเป็สัตว์อัญเชิญที่แข็งแกร่งมากแล้ว แต่ถ้ามีระดับขุนพลสัตว์ร้ายที่สูงกว่าได้ ก็ย่อมดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกฝนสัตว์อัญเชิญระดับขุนพลสัตว์ร้ายได้ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ถือเป็เื่ที่หายากมาก มีเพียงอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะเท่านั้นที่พอมีความเป็ไปได้ที่จะทำได้
“เสียดายที่ไม่มีค่าประสบการณ์แล้ว ไม่งั้นคืนนี้ต้องเพิ่มระดับหมูป่าโครงกระดูกให้ถึงระดับขุนพลสัตว์ร้ายให้ได้” เว่ยเสี่ยวซูพึมพำด้วยความเสียดาย
ก๊อกๆๆ~
ก๊อกๆๆ~
ทันใดนั้น เว่ยเสี่ยวซูก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาใเล็กน้อย คิดว่าน้าอู๋มีเื่อื่นจะบอกเขา จึงรีบยกเลิกการอัญเชิญหมูป่าโครงกระดูกแล้ววิ่งไปเปิดประตู
แต่เมื่อเปิดประตูออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือชายชราหลังค่อมผมขาว
“คุณคือ?” เว่ยเสี่ยวซูถามด้วยความสงสัย
ชายชราผมขาวไม่ได้ตอบในทันที แต่กลับมองเว่ยเสี่ยวซูขึ้นลง สักพักก็พูดพึมพำเบาๆ “เด็กคนนี้หน้าตาก็ดีนะ แต่แต่งตัวแย่ไปหน่อย ทั้งตัวรวมกันคงไม่เกินสองร้อยหยวน”
“หืม? คุณพูดว่าอะไรนะครับ?” เว่ยเสี่ยวซูขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามั่นใจว่าตัวเองไม่รู้จักอีกฝ่าย และไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
“ฉันชื่อสวีซาน เป็ผู้เช่าใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาวันนี้อยู่ห้องข้างๆ เธอ”
เมื่อได้ยินว่าเป็เพื่อนบ้านใหม่ แถมยังเป็ชายชรา เว่ยเสี่ยวซูก็ลดความระแวงลง คิ้วที่ขมวดก็คลายออกแล้วยิ้ม
“สวัสดีครับคุณลุงสวี ผมชื่อเว่ยเสี่ยวซู เป็ผู้เช่าที่นี่เหมือนกัน ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีอะไร แค่มาทักทาย ในเมื่อต่อไปนี้เราเป็เพื่อนบ้านกันแล้ว”สวีซานยิ้มแหยๆ ดวงตาที่แก่ชราแต่แฝงไปด้วยความเฉียบแหลมก็ยังคงมองเข้าไปในห้องเป็ระยะ
(ในบ้านเก็บกวาดสะอาดมาก ของต่างๆ ก็วางเป็ระเบียบ เป็คนรักสะอาด)
สวีซานพยักหน้าในใจ จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เสี่ยวซู่ งั้นฉันกลับก่อนนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
พูดจบ สวีซานก็หันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เว่ยเสี่ยวซูมองตามหลังอีกฝ่ายไป แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วรีบปิดประตูห้องทันที
“สวีซาน? เมื่อกี้เขาดูเหมือนจะมองห้องของฉัน? หรือว่าเขาจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรา?”
เว่ยเสี่ยวซูตบหน้าผากตัวเอง คิดว่าตัวเองประมาทไปหน่อย ที่ผ่านมาข้างห้องไม่มีคนอยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนนี้มีคนอยู่แล้ว เวลาใช้กระดูกนิ้วมือปริศนาต้องระวังให้มากขึ้น
จากนั้น เว่ยเสี่ยวซูก็เก็บกระดูกนิ้วมือปริศนาไว้ในถุงเก็บของสีชมพู ก่อนจะะเดินไปล้างหน้าแปรงฟันจากนั้นก็ขึ้นนอนทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น เว่ยเสี่ยวซูตื่นแต่เช้า นั่งสมาธิฝึกฝนพลังจิตขั้นพื้นฐานเป็เวลาครึ่งชั่วโมง ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส
ถึงแม้ว่าการฝึกสมาธิแบบฟรีๆ จะเพิ่มพลังจิตได้ยาก แต่การฝึกสักสองสามรอบก็ทำให้จิตใจรู้สึกสบายมาก
หลังจากกินอาหารเช้าอย่างง่ายๆ เว่ยเสี่ยวซูก็ลงไปข้างล่างเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน แต่พึ่งลงมาถึงก็เห็นสวีซานกำลังฝึกไทเก็กอยู่ที่ลานกว้างของหมู่บ้าน
“อ้าว เสี่ยวซู่ ไปโรงเรียนเหรอ?” สวีซานทักทายอย่างอารมณ์ดีขณะที่กำลังฝึกไทเก็ก
“ครับ” เว่ยเสี่ยวซูตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ “ลุงสวีฝึกไทเก็กได้สวยมากเลยครับ”
“ฮ่าๆๆ” สวีซานพยักหน้าให้เว่ยเสี่ยวซู “เสี่ยวซู่นี่ปากหวานจริงๆ”
หลังจากออกจากย่านกั่วเคอ เว่ยเสี่ยวซูก็เช่าจักรยานสาธารณะ ปั่นไปโรงเรียนประมาณ 10 นาทีก็ถึง
แต่พึ่งเข้าประตูโรงเรียน เขาก็เห็นเด็กสาวร่างสูงโปร่ง หน้าตาสะสวย กำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาเป็ประกาย
“เว่ยเสี่ยวซู นายอัพเลเวลถึง 7 ได้ยังไง? นายไปล่าบอสมาเหรอ?”
ใช่แล้ว เด็กสาวสวยที่ยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนก็คือสวีเสี่ยวฉิง หัวหน้าห้อง 1 แต่สวีเสี่ยวฉิงวันนี้ไม่รู้เป็อะไร ดวงตาทั้งสองข้างดูคล้ำเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ?” เว่ยเสี่ยวซูถามกลับ
“นอนไม่หลับ!”
“ฮ่าๆๆ เธอเป็ถึงเทพธิดาของโรงเรียน ทำไมถึงมาโรงเรียนในสภาพที่ตาเป็หมีแพนด้าได้” เว่ยเสี่ยวซูจงใจหัวเราะเสียงดัง
“นาย...” สวีเสี่ยวฉิงกัดฟันกรอดๆ ไหนเลยจะมีท่าทางของเทพธิดาที่ปกติเธอเป็คนเ็า
เธอจะเป็แบบนี้เฉพาะต่อหน้าเว่ยเสี่ยวซูเท่านั้น ถ้าเป็คนอื่น แม้แต่ครูหรือแม้กระทั่งอาจารย์ใหญ่ เธอก็จะไม่เป็แบบนี้
“ช่างเถอะ ไม่สนุกเลยสักนิด” เว่ยเสี่ยวซูยักไหล่ ขณะที่เดินเข้าไปในโรงเรียนก็พูดว่า
“เมื่อวานฉันล่าบอสระดับ 5 เป็สไลม์แยกส่วน กับหมูป่าเขี้ยวเดียวระดับ 3 และเต่าหินระดับ4 ได้ ถ้าเธอสามารถล่ามอนสเตอร์ระดับหัวหน้าได้ ครั้งนี้ก็ถือว่าเธอชนะ”