เหนือป่าใหญ่มีทิวเขาลูกแล้วลูกเล่าบนเขาลูกหนึ่งที่มีผาโล่งเตียน ณ ที่แห่งนั้นมีหนึ่งบุรุษผู้สวมใส่เสื้อผ้าเก่าครึดูซอมซ่อ เนื้อผ้าที่ควรจะเป็สีขาวหากแต่มันผ่านวันเวลาและการใช้งานมาเนิ่นนาน สภาพของมันจึงดูน่าอดสูยิ่ง
นอกจากสีจะออกเทาหมนและเปรอะเปื้อน รอยขาดและรอยปะเย็บยังเต็มไปทั้งชุด แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นท่วงท่าและลักษณะของบุรุษผู้นี้ก็นับว่าดูเป็ผู้ทรงปัญญายิ่ง
แต่แม้จะดูทรงปัญญาเป็ผู้มากความรู้ หากแต่ก็เป็เพียงปัญญาชนผู้ยากไร้
ในวันนี้ผ่านไปกว่าชั่วยามแล้วบุรุษผู้นี้มาที่นี่ เขาได้ทำการปัดกวาดเช็ดถูกป้ายไม้สองอัน หนึ่ง [ฉินซอง] ข้างใต้เขียนว่ามารดาผู้แสนดีตลอดกาล อีกหนึ่งป้ายเขียน [ฉินฮ่าว] บิดาโง่เง่าผู้ซื่อตรง
หลังปัดกวาดเช็ดถูกเขาก็นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ทีท่าดูเป็บัณฑิตมากความรู้ยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นในใจของบุรุษผู้นี้กลับมีแต่คำบ่นและวาจาสามหาวทอดอาลัยรักต่อบิดามารดา
‘ท่านพ่อนะท่านพ่อ ตอนนั้นข้าบอกท่านแล้วทำไมท่านไม่เชื่อข้า ตระกูลท่านส่งท่านไปตายชัดๆ ท่านก็จะไป ไยท่านจึงโง่เง่าเช่นนี้ หากตอนนั้นข้าอายุมากเสียหน่อยข้าจะตีขาท่านให้หักเพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องไป ท่านดูซิภรรยาของท่านหรือก็คือท่านแม่ของข้านางงดงามขนาดไหน แม้จะไม่งามล้ำและเซ็กซี่ปาทังก้าเหมือนสาวๆ ในชีวิตก่อนของข้า แต่ข้าของพูดตรงๆ เลยนะท่านพ่อ หน้าตาแบบท่านหาได้แบบท่านแม่ก็นับว่าบุญแล้ว…’
บุรุษผู้มีทีท่าบัณฑิตผู้สวมชุดเก่าโทรมพร่ำบ่นไปคำรบหนึ่งจบ ก็ยกเหล้ารำราคาถูกขึ้น ก่อนจะเทใส่จอกและยกขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะพร่ำบ่นในใจต่อ โดยไม่ทิ้งทีท่าภูมิฐานทรงภูมิปัญญา
‘ท่านรู้ไหมหลังจากท่านจากไปท่านแม่ของข้าลำบากเพียงไหน ตระกูลฉินของท่านทำกับท่านแม่เยี่ยงไร โลกนี้ก็ชั่งคร่ำครึ ไยไม่ให้เกียรติสตรีบ้าง ท่านรู้หรือไม่ในสมัยของข้าผู้ชายและผู้หญิงนั้นเท่าเทียมกัน เผลอๆ เกิดเป็ผู้หญิงดีกว่าผู้ชายเสียอีก ช่างต่างกับสมัยนี้… แต่ความผิดทั้งหมดข้าไม่โทษท่านแม่เหรอนะท่านพ่อ ท่านนะสิผิด เพราะท่าน…’ เพียงคิดถึงตรงนี้บุรุษผู้มีท่วงท่าของบัณฑิตก็มือไม้สั่นน้ำตาคลอ ความรู้สึกในใจของเขาต่อบิดานั้นช่างเ็ปยิ่ง แม้ในใจจะพร่ำบ่น หากแต่ความรักและความเคารพต่อบิดากลับเป็สิ่งจริงแท้
‘ท่านพ่อ ท่านรู้ไหมชีวิตเก่าข้านั้นมีชื่อว่าอะไร ชื่อของข้าคือ “ต้าผู้โชคร้าย” ในวันที่ข้าเกิดแม่ข้าก็จากไป เกิดได้ไม่นานนาสวนที่บ้านก็ห่าลงปลูกอะไรก็ตายหมด พอตั้งต้นจะปลูกได้บ้างน้ำก็ท่วมซ้ำ ไม่ช้าทุกคนในบ้าน แม้แต่พ่อแท้ๆ ของข้าในตอนนั้นก็ยังทิ้งข้าไป ั้แ่เล็กข้าไร้มารดาเลี้ยงดู ข้ามีพ่อก็เหมือนไม่มี แต่ถึงอย่างนั้นท่านรู้ไม่ ข้าก็ดีใจที่ข้ามีพ่อ ด้วยคำว่าโชคร้ายในชื่อของข้า ข้าตั้งใจพิสูจน์ตัวเอง ข้าตื่นเช้ากว่าคนอื่นเขาเพื่อให้ได้ไปโรงเรียนให้เร็วขึ้น ข้ากลับบ้านช้ากว่าคนอื่นเขาเพื่ออ่านหนังสือให้ได้มากขึ้น ดึกดื่นและวันหยุดข้าทำงาน ข้าทำแบบนี้ทุกวันจนกระทั่งวันที่ข้าเรียนจบ ท่านรู้ไหมข้าหวังอะไร ข้าหวังเพียงแค่ว่าข้าจะไม่ใช่เด็กโชคร้าย ข้าหวังเพียงแค่ให้พ่อของข้ามองเห็นข้า ดีใจไปกับข้า…’ เมื่อคำพร่ำบ่นมาถึงตรงนี้หนึ่งมือถือจอเหล้ารำก็สั่นเครือ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มอันซูบผอมของบุรุษผู้ซอมซ่อ
‘ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านรู้ไหมั้แ่วันแรกที่ข้าจำความได้และรู้ได้ว่า ข้าได้เกิดเป็ลูกของพวกท่าน ได้มีบิดามารดาที่รักข้าจริงๆ นั้นข้าดีใจมากขนาดไหน แต่ท่าน… ท่านพ่อ ท่านช่างเป็บิดาที่ไม่เอาไหน ไยจึงพร่ำสอนแต่คุณธรรมน้ำใจ ไยจึงบอกให้ข้าเป็บุรุษผู้ซื่อสัตย์สุจริต ทั้งๆ ที่ยุคสมัยนี้มีแต่ผู้คดโกง!!!’ บุรุษผู้ซูบผอมผู้สวมเสื้อผ้าเก่าโทรมะโก้องในใจ แต่ทีท่าภายนอกของเขายังนิ่งสงบเหมือนเดิม มีแต่เพียงน้ำตาที่ไหลรินออกมาต่อเนื่อง พร้อมกับมือที่จับจอเหล้าที่สั่นไหว
‘ท่านพ่อ พ่อค้าซื่อตรงมิอาจจะหวังร่ำรวย ชาวยุทธ์มิถือดาบมิอาจจะล่าสังหาร… แต่ถึงอย่างนั้น… ข้าก็เป็ลูกของท่าน สิ่งที่ท่านพ่อและท่านแม่สั่งสอนข้า “ต้าผู้โชคร้าย” ผู้เกิดใหม่มาเป็ลูกของท่าน “ฉินเทียน” ผู้นี้ก็ยังจดจำคำสั่งสอนของพวกท่านทั้งสองได้เป็อย่างดี ข้ายังปฏิบัติตามทุกคำที่ท่านสอนแม้ใครๆ จะมองข้าว่าเป็ไอ้โง่ก็ตาม หนึ่งบุรุษต้องซื่อสัตย์มีคุณธรรม คำนี้ท่านพ่อชอบพูดกับข้าเสมอ ข้ายังปฏิบัติอยู่ สองต่อหน้าสตรีต้องอ่อนโยนมีน้ำใจ สิ่งนี้ท่านแม่สอนสั่ง หากแต่ข้าต้องขอบอกกับท่านแม่ตามตรง สิ่งที่ท่านสอนข้าหาใช่จะไม่ปฏิบัติตาม หากแต่ั้แ่เติบใหญ่มาเกรงว่าลูกของท่านคงจะไม่มีสตรีหรือบุตรธิดาบ้านใดจะสนใจข้า ผู้ที่ถูกเรียกขานเต่าโง่งมผู้นี้ได้ ด้วยชื่อเสียงนี้ท่านแม่เกรงว่าลูกจะอกตัญญูต่อท่านแล้ว…’ คิดในใจจบประโยคนี้บุรุษหนุ่มก็ซดเหล้ารำเขาปากต่อในทันที
‘สำนักศึกษาเมืองเมฆาพยับบัดนี้ข้าเรียนที่นี้มาครบ 12 ปีแล้ว ท่านอาจารย์บอกข้าว่า ตัวข้านั้นถึงเวลาควรแก่งานแล้ว ข่าวจากเมืองหลวงบอกว่ามีนางมารร้ายหลบหนีฝีมือนางก็กล้าแกร่งไม่น้อย ว่ากันว่านางมารผู้นี้มีระดับถึงสัญลักษณ์แดง นอกจากนั้นว่ากันว่านางมารร้านนี้มีการลงมือที่โเี้ นางลงมือแต่ละทีดับชีวิตสังหารผู้คนไม่มีปราณีแม้แต่น้อย ทั่วอาณาจักรต่างส่งคนสืบหานาง จะมากจะน้อยแต่ละเมืองต้องส่งคนไป สำนักศึกษาเมืองเมฆาพยับเลือกส่งข้าไปท่านพ่อ ท่านรู้ไหมว่าข้าตอนนี้มีระดับฝึกฝนเท่าไรถึงได้ถูกส่งไป…’
“หึหึ” เสียงหัวเราะในลำคอของฉินเทียนดังออกมาเบาๆ และที่เขาหัวเราะไม่ใช่เพราะตัวเขากำลังดีใจที่จะได้ทำงานใหญ่ หากแต่เป็เพราะตัวเขากำลังจะไปตาย
ในโลกใบนี้ ซึ่งเป็โลกแห่งผู้ฝึกตนระดับสัญลักษณ์แดงนั้น ใครต่อใครก็รู้กันว่ายอดเยี่ยมเพียงไหน คนธรรมดาเรียกขานผู้มีสัญลักษณ์แดงประดุจเทพเซียน เป็เหมือนตัวตนที่เป็ตำนานที่มีชีวิตอยู่
หากแต่ตัวฉินเทียนเล่ากล้าแข็งเพียงใดตัวมันถึงได้ถูกเลือกไปทำหน้าที่เช่นนี้
“ท่านพ่อท่านแม่ ท่านรู้ไหมชีวิตลูกชายท่านคนนี้ช่างอาภัพอับโชคแค่ไหน ผู้คนทั่วไปมีเส้นชีพจริญญา 2 เส้นบ้าง 3 เส้นบางเป็ปกติ หากแต่ตัวข้า นอกจากมีเส้นชีพจริญญาเดียว ยังเป็เส้นชีพจรชำรุดเสียหายอีก เหล่ามิตรสหายในสำนักยุทธ์ในเมืองผ่านไป 5 ปี ทุกคนต่างเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสัญลักษณ์ขาวไม่ขั้น 1 ก็ขั้น 2 กันหมด แต่บัดนี้ลูกชายอักตัญญูของท่านคนนี้ใช้เวลา 12 ปี สำเร็จเพียงตราสัญลักษณ์สีขาวจางขั้นหนึ่งเพียงเท่านั้น ดินแดนฝึกตนนี้ผู้คนต่างรู้กันว่า…” ฉินเทียนหยุดพูดต่อหน้าหลุมฝังศพของบิดามารดามันครู่พร้อมถอนหายใจ
“สัญลักษณ์ระดับขาวจางทั่วไปฝึก 1 ปีต่อหนึ่งขั้นก็สำเร็จ แต่ข้ากลับใช้เวลา 12 ปีถึงสำเร็จ 1 ขั้น ท่านพ่อท่านแม่ แท้จริงหาใช่ตัวข้าโง่งม หากแต่เป็ชะตาลิขิต เป็ลูกคนนี้ทำให้พวกท่านผิดหวัง ทั้งๆ ที่ท่านทั้งสองอุตส่าห์ฝากฝังให้ข้าได้เล่าเรียน แต่ข้ากลับทำได้แค่เพียงเท่านี้ ลูกคนนี้ของท่านช่างอกตัญญูยิ่งนัก”
กล่าวจบฉินเทียนก็คุกเข่าก้มกราบป้ายิญญาบิดามารดาของมัน
10 ปีก่อนตระกูลฉินมอบหนึ่งภารกิจให้ฉินฮ่าวผู้เป็บิดาของฉินเทียนบุรุษผู้ได้ข้ามมิติและกลายมาเป็บุรุษผู้ซอมซ่อที่กำลังนั่งคุกเข่าที่หน้าป้ายิญญาในปัจจุบัน
ภารกิจนั้นเป็ภารกิจแห่งความตายที่แทบจะไม่มีวันได้หวนกลับ มันภารกิจหาสัตว์จิติญญาอสูรระดับสูงในแดนลับซึ่งมีความยากลำบากอย่างยิ่ง โดยทางตระกูลฉินได้บอกว่า หากฉินฮ่าวตกลง ทางตระกูลก็พร้อมจะใช่เส้นสายให้ลูกชายของฉินฮ่าวได้ร่ำเรียนในสำนักใหญ่ในเมือง พร้อมส่งเสียงเลี้ยงดูอุปการะ
ฉินฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ดีใจ ตัวฉินฮ่าวมิใช่สายเืหลักของตระกูลฉินแม้มันจะแซ่ฉิน แต่ก็เป็เพียงสายเืระดับต่ำของตระกูล หากจะมีอะไรดีกว่าผู้อื่นก็ตรงฉินฮ่าวบิดาของฉินเทียนเป็คนซื่อตรงและห้าวหาญยิ่งเป็ที่รู้กันทั่วในหมู่คนในตระกูล
แต่เพราะแบบนั้น ในวันที่ฉินฮ่าวจะตกลงฉินเทียนในวัยเด็กก็ได้แต่กอดขาร้องไห้เพื่อให้ฉินฮ่าวล้มเลิกความตั้งใจ ฉินเทียนแม้จะเป็เด็ก หากแต่อย่างไรตัวมันก็เคยเป็บุรุษที่ผ่านวัยหนุ่มสาวมาจากอีกมิติหนึ่ง มันมีประสบการณ์ในการมองคน มันเพียงแค่เห็นสายตาของคนตระกูลฉิน ฉินเทียนตัวก็ร่วงรู้แล้วว่าเื่นี้ไม่มีดีแน่
หากแต่หัวใจของคนเป็บิดา อย่างไรก็รักในตัวบุตรของตนยิ่ง โดยเฉพาะยิ่งเป็บุตรคนเดียวของตัวเองที่แสนอาภัพ แม้รู้ว่าข้างหน้ามีเภทภัย แต่ก็ยังพร้อมทำเพื่อลูกน้อย
เมื่อฉินฮ่าวได้เห็นว่าตระกูลรักษาสัญญา ส่งฉินเทียนให้ร่ำเรียนที่สำนักเมฆาพยับได้สำเร็จ ฉินฮ่าวก็รักษาสัญญาออกตามหาสัตว์จิติญญาระดับสูงให้ตระกูล
ข่าวว่ากันว่าฉินฮ่าวทำสำเร็จ มันสามารถหาสัตว์จิติญญาระดับสูงที่หาพบได้ยากยิ่งเจอ หากแต่ตัวมันกลับแลกด้วยชีวิตของตัวเขาเพื่อส่งข่าวสารนี้กลับมา
หลังฉินฮ่าวตายเพียงปีเดียวตระกูลฉินก็เหมือนลืมเลือนคำสัญญาจะเลี้ยงดูส่งเสียฉินเทียนให้ร่ำเรียน เพียงปีเดียวหลังจากฉินฮ่าวตาย ทรัพยากรใดๆ ของตระกูลฉินก็มิเคยถึงมือของฉินเทียนในวัยเด็ก
นอกจากนั้นบุรุษบางคนในตระกูลฉิน เมื่อเห็นว่าฉินฮ่าวจากไปยังคิดข่มเห่งมารดาของฉินเทียนอีกเสียด้วยซ้ำ เมื่อเห็นว่ามารดาของฉินเทียนเป็สตรีไร้ที่พึง
แต่นับว่าปัญญาของฉินเทียนยังพอมีอยู่ เมื่อพบว่ามีผู้ต่ำช้าจึงได้ออกอุบายช่วยเหลือมารดาสำเร็จอยู่ทุกครั้งไป บ้างร้องะโเสียงดัง บ้างบอกกล่าวมือปราบมา บางครั้งอ้างกฎหมาย กฏมฑเทียนบาล กฏตระกูล
จนเหล่าบุรุษต่ำช้าของตระกูลฉินถึงกับปวดหัว ไม่กล้าตามราวีเกรงเื่ราวจะใหญ่โต พวกมันได้แต่แอบพร่ำบ่นด่าในใจว่า “ไอ้เด็กเวรนี่รู้ความเกินไป” มันสามารถท่องกฎหมาย กฏบ้าน กฏเมืองจนพวกมันเกรงกลัวรู้ว่าได้ไม่คุ้มเสีย ยอมเสียเงินเสียงทองไปกับสตรีย่านโคมแดงดีกว่า
แต่อนิจจาผ่านเื่ร้ายไปเื่ อีกเื่ก็ปรากฏ หัวใจมารดาอย่างไรก็คือมารดา แม้ไร้ซึ่งเงินทองจากตระกูลฉิน หากแต่ฉินซองมารดาของฉินเทียน ก็ออกรับจ้างทำงานหนัก หาเงินหาทองหวังให้บุตรของตนได้เป็ผู้ฝึกตน แต่ละปีค่าใช้จ่ายก็มิใช่น้อยเลย
ส่วนฉินเทียนนั้นเล่าปรารถนาจะเดินบนเส้นทางฝึกตนก็หาไม่ นั่นเพราะตัวมันนับว่าเป็ผู้อาภัพอย่างแท้จริง
ในโลกแห่งผู้ฝึกตนใบนี้ หากปรารถนาจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ว่ากันว่าเจ็ดถึงแปดส่วนดูได้ั้แ่ถือกำเนิด
จำนวนเส้นชีพจริญญาคือลิขิตว่าคนผู้นั้นจะเป็คนธรรมดาหรือยอดคน
โดยคนทั่วไปในแผ่นดินนี้ต่างมีเส้นชีพจริญญา 1 – 2 เส้นกันเป็ปกติ หากแต่ถ้ามีเส้นชีพจริญญามากกว่านั้นเส้นทางฝึกตนก็ยิ่งรวดเร็วยิ่งขึ้น สูงสุดในบันทึกคือ 9 เส้นชีพจริญญา
หากแต่เพียงแค่ 7 ชีพจริญญาก็นับว่าเป็ยอดคนแล้วสำหรับในแดนฝึกตนดินแดนนี้
แต่ฉินเทียนบุรุษผู้ข้ามมิติมาเกิดที่ดินแดนนี้ช่างเป็บุรุษอาภัพนอกจากจะมีเส้นชีพจริญญาน้อยกว่าคนอื่น ซึ่งมีเพียงแค่เส้นชีพจริญญาเดียว เส้นชีพจริญญาของตัวมันก็ยังเป็เส้นชีพจริญญาชำรุดอีกทำให้เส้นทางฝึกตนของตัวมันนั้นช่างล่าช้ายิ่ง
และเพราะเหตุนี้ ฉินฮ่าวผู้เป็บิดาของฉินเทียนจึงยอมตัดสินใจไปทำงานเสียงอันตรายเพื่อฉินเทียน เพื่อหวังว่าลูกคนนี้จะมีอนาคตที่ดี
หากแต่ฉินฮ่าวก็หารู้ไม่ชีวิตนี้ของฉินเทียนและมารดาหลังฉินฮ่าวจากไปนั้นนับว่าเลวร้ายอยู่มากทีเดียว
หลังจากพร่ำบ่นอยู่นานฉินเทียนก็ลุกขึ้นก่อนจะย่างก้าวเดินลงจากเทือกเขาแห่งนี้ไปอย่างช้าๆ แม้ในใจเขาจะพร่ำบ่นซึ่งตัวบิดา แต่ในภายหัวใจของมันก็รักบิดาคนนี้ยิ่ง บิดาที่เป็ยอมโง่งม หากแต่ความโง่เขลากับเป็ไปเพื่อบุตรของตัวเอง
ในชีวิตก่อนฉินเทียนเคยลำบาก ทำทุกสิ่งอย่างก็เพื่อปรารถนาให้ได้รับความรักและการยอมรับจากบิดาและคนในตระกูล อดทนขยันเล่าเรียนจนได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ปรารถนาว่าหลังเรียนจบจะนำชื่อเสียงและการยอมรับมาสู่วงศ์ตระกูล
แต่อนิจจา ก่อนจะเรียนจบในคืนวันหนึ่งเขาก็พบว่ามีแสงสว่างจ้าส่องผ่านตัวเขา พอรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในที่มืดมิด ติดอยู่ในนั้นอยู่นาน ในไม่ช้าก็พบว่าตัวเองได้เกิดใหม่
ชีวิตในดินแดนนี้นับว่าแตกต่างจากในชีวิตเดิมอยู่มาก ฉินเทียนแทบจะไม่สามารถนำความรู้เก่าก่อนใดๆ มาใช้ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาในวัยเยาว์ก็ถูกนับว่าเป็อัจฉริยะของตระกูล เพราะหลักการคำนวณ เขียนอ่าน ท่องตำราเขาทำได้ดีเกินเด็ก นอกจากนั้นนิสัยรักการอ่านเขียนเรียนวิชาจากชีวิตก่อนก็ซึมลึกติดตัวมา
แต่อนิจจาโลกใบนี้เป็ของผู้ฝึกยุทธ์ แม้ฉินเทียนจะโดดเด่นด้านการเล่าเรียนจะมีประโยชน์ใดเล่า แต่เมื่อตระกูลรู้ว่าเขามีชีพจริญญาหนึ่งเส้นนอกจากนั้นชีพจริญญายังชำรุด ความใส่ใจในตัวฉินเทียนก็หมดไป มีเพียงบิดามารดา ฉินฮ่าวและฉินซองเท่านั้นที่ยังรักและใส่ใจในตัวฉินเทียนอย่างไม่มีข้อแม้
และด้วยความรักของทั้งสองทำให้ในหัวใจของฉินเทียนนับว่าได้รับการเติมเต็มแล้ว
และเพราะแบบนี้ในหัวใจของฉินเทียน สิ่งใดเล่าที่บิดามารดาเขาบอกกล่าวสั่งสอน หรือเป็ความปรารถนาใดๆ ของบิดามารดาฉินเทียนสัญญากับตัวเองว่าชีวิตนี้เขาจะกระทำ แม้เส้นทางนั้นจะลำบากและเป็ไปไม่ได้สำหรับตัวมันเลยก็ตาม
— ณ สำนักเมฆาพยับ —
ในป่าหนาทึบที่รายล้อมไปด้วยเทือกเขา ณ ใจกลางนั้นมีอาคารสถาน ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายเป็ระเบียบ มันคือสำนักเมฆาพยับ เป็สถานที่สำนักฝึกตนแห่งหนึ่งในเมืองชนบทอันห่างไกล แต่มันก็นับว่าเป็สำนักอันดับหนึ่งของเขตแดนนี้แล้ว ในสำนักแห่งนี้มีผู้ฝึกตนอาศัยอยู่นับพันชีวิต ถือว่าเป็จำนวนไม่น้อยเลย แต่ถึงอย่างนั้นตัวเลขนี้ก็ถือว่าเล็กน้อย ถือว่าสำนักเมฆาพยับนั้นยังเป็สำนักขนาดเล็กอยู่ดี
ฉินเทียนที่ได้ศึกษา ณ ดินแดนฝึกตนแห่งนี้ แม้ว่าเส้นทางฝึกตนจะไม่ก้าวหน้า หากแต่ความรู้จากการอ่านตำรามาหลายปีก็ทำให้เขาได้รู้จักโลกแห่งการฝึกตนแห่งนี้มากขึ้น โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่ฉินเทียนคิดเอาไว้มากนัก
หากปรารถนาจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ก็มีเพียงเส้นทางของผู้ฝึกตนเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเขาได้คว้าเดือนคว้าดาวได้สำเร็จ หากแต่การจะได้เป็ผู้ฝึกตนที่แท้จริงก็แสนยากเย็น หากไม่มีเส้นสายก็แทบจะเป็ไปไม่ได้
ในความรู้ที่ฉินเทียนได้ศึกษา โลกใบนี้แยกคนธรรมดาและผู้ฝึกตนไว้อย่างชัดเจน ผู้ฝึกตนจะอยู่แดนหนึ่ง คนธรรมดาก็จะใช้ชีวิตอีกแดนหนึ่ง ส่วนเหตุผลกลั์นั้นในเบื้องต้นฉินเทียนก็หาได้เข้าใจไม่ เหตุเพราะข้อมูลในสำนักเมฆาพยับนั้นมีเพียงส่วนน้อย ยังไม่ถือว่าเป็สำนักฝึกตนอย่างแท้จริง
ผู้ฝึกตนโดยทั่วไปจะถูกผู้คนสามัญเรียกว่าท่านเซียน เหตุเพราะสามารถแสดงอภินิหารอัศจรรย์ต่างๆ ได้ แต่ในเหล่าผู้ฝึกตนก็ต่างรู้ว่าความสามารถต่างๆ เหล่านี้หาได้พิเศษมันมีการแบ่งแยกขีดขั้นกันอย่างชัดเจนโดยสัญลักษณ์ิญญา
ขาวจาง ขาวเข้ม เหลืองอ่อน คือผู้ฝึกตนระดับเดินดิน เหลืองเข้ม ส้มอ่อน ส้มเข้ม แดง แดงเข้ม คือขอบเขตของผู้ฝึกตนที่แท้จริง โดยในชนบทห่างไกลเช่นนี้ สำนักเมฆาพยับนั้นมีเพียงแค่ขีดขั้นสัญญาลักษณ์ิญญาขาวเข้มและเหลืองอ่อน ยกเว้นเพียงเ้าสำนักและเ้าเมืองเท่านั้นที่เป็ตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีเหลืองเข้ม
ส่วนสัญญาลักษณ์ิญญานั้นคืออะไร? หากจะให้อธิบายสั้นๆ มันก็คือรูปแบบการฝึกตนของคนในดินแดนแห่งนี้
ไม่รู้ว่าวิธีการฝึกตนนี้เริ่มต้นเมื่อไหร่และใครเป็คนเริ่ม หากแต่สิ่งนี้ถูกส่งต่อจากบรรพบุรุษมานานนับหมื่นๆ แสนๆ ปี ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ หลังจากอายุ 8 ขวบ ทุกคนบนโลกใบนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าดวงิญญาอยู่ที่กลางกาย โดยทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็น ยกเว้นผู้วิเศษผู้ฝึกตนระดับสูง จะสามารถมองออกได้ทันที
โดยกายเนื้อของทุกคนจะมีการเชื่อมต่อกับดวงิญญากลางกายนี้ ผ่านเส้นชีพจริญญา
บรรพบุรุษในอดีตว่ากันว่าได้ค้นพบเส้นทางการฝึกตนนี้ และได้ริเริ่มแนวทางการฝึกตนเป็หลายแขนง ก่อนเกิดเป็สำนักและชุมชนต่างๆ มากมาย สำนักใดโดดเด่นก็มีการใช้ดวงิญญากลางกายนี้ทำสิ่งอัศจรรย์ได้หลากหลาย บางเหาะเหินเดินอากาศ บ้างเรียกลมเรียกฝน บ้างสร้างสายฟ้าเปลวอัคคี กลายเป็ตำนานเทพเซียนในดินแดนต่างๆ ในโลกใบนี้ไป
สิ่งเหล่านี้มันเป็ยอดปรารถนาของทุกผู้คนในดินแดนแห่งนี้ นอกจากนั้นในเส้นทางผู้ฝึกตน ผู้คนทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเหล่าเทพเซียนนี้มีอายุอนามเกินคนธรรมดาไปมากมายนัก บ้างว่าร้อยปี พันปี บ้างว่าหมื่นปีก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้
และเพราะแบบนั้นคนทั่วหล้าแดนดินจึงใฝ่หาเส้นทางแห่งการฝึกตน
แต่อนิจจาดินแดนแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่จนเกินจินตนาการ ว่ากันว่าคนธรรมดาต่อให้ใช้เวลาเดินทางร้อยปี ก็ไม่อาจจะเดินได้ทั่วหนึ่งทวีป
ฉินเทียนก็เช่น มันถึงกับใเมื่อรู้ว่าดินแดนที่ตัวมันอยู่กว้างใหญ่ถึงเพียงไหน คนธรรมดาประดุจกบในกะลาที่มิอาจจะรู้ความจริงนี้ได้ แต่ในโลกที่กว้างใหญ่เช่นนี้หากเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตเหยียบฟ้าย้ำนภา การท่องไปทั่วหล้าแดนดินก็หาใช่เป็ไปไม่ได้
ในตอนแรกฉินเทียนก็ดีใจที่ได้เกิดใหม่มาอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้ มันราวกับเป็ความฝันของเด็กหนุ่ม หากแต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตที่นี่จริงๆ ตัวมันเองก็ได้แต่ถอดทอนใจในความอับโชคของตัวเอง ที่ฟ้าดินช่างกลั่นแกล้ง ให้โอกาสตัวมันได้มาอยู่บนเส้นทางแห่งผู้ฝึกตน แต่ไม่ให้โอกาสมันได้ปีนป่าย ด้วยเหตุเพราะมีร่างกายที่ชำรุด เส้นชีพจริญญาพุพัง
ในขณะฉินเทียนกำลังเดินเข้าสู่สำนักใน่ค่ำมืด ก็มีบุรุษสตรีหลายคนะโออกมาดักทางของตัวมัน ร่างของพวกเขาทั้งหลายปรากฏร่างิญญาจางๆ รูปแบบต่างๆ แตกต่างกัน ตรงกลางหน้าผามีตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีขาวเข้มติดอยู่
“ไงเ้าโง่ฉินเทียน วันนี้ออกไปข้างนอกกว่าจะกลับก็มืดค่ำ เพราะเ้าทำให้วันนี้ข้าและศิษย์พี่น้องหลายคนต้องถูกดุด่า”
ฉินเทียนมองไปที่บุรุษที่กำลังกล่าววาจา ในใจสบถด่าบิดามารดาพวกมันในใจ ราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านี้ช่างคุ้นเคยและเป็ปกติกับตนเอง