ผมกับไอรีนรวมถึงอีเมอร์สันกำลังที่จะออกไปจากทางเข้าแรกที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากมังกรเขียวอย่างอีเมอร์สันพักอาศัยหลับนอนอย่างสุขสบายแค่นั้น พวกตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์ก็เคลื่อนที่เอื้อยๆเข้ามากันพร้อมกับร้องตะโกนออกมาเสียงดัง
“ราชาของพวกเราเป็นอะไรไปรึเปล่า”
“ราชาของพวกเราอยู่ดีไหมครับ”
“พวกเราพี่น้องหมายเลขหนึ่งถึงสิบห้ามาช่วยแล้วครับ”
ผมมองไปที่พวกมันที่กำลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา ส่วนอีเมอร์สันตอนนี้ก็กำลังพยายามเอาตัวรอดให้ได้กับการที่ถูกไอรีนโอบกอดด้วยความรักแต่ตัวมันก็กำลังขาดอากาศหายใจในไม่ช้าเหมือนกัน
“นั่นมันราชาของพวกเรานิ ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ”
“พวก....แก....ไม่.....อากาศหายใจ”
เจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์ตัวใหญ่ถามพวกของมันที่เหลือด้วยความงุนงง
“ราชาของพวกเราเขาพูดอะไรของเขากันนะ”
“บางทีเขาอาจขอให้ช่วยเขานะลูกพี่”
“จริงเหรอ! แปลว่าเจ้าก้อนเนื้อนุ่มนิ่มที่เป็นของผู้รุกรานตัวเมียตัวนั้นกำลังดูดกลืนหัวของราชาของพวกเราเข้าไป สิ่งนั้นคงเป็นภัยคุกคามสินะ”
เจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์ตัวใหญ่ตัวนั้นก็คิดจะลงมติกันอีกครั้ง
“ลงมติกันเถอะ กำจัดก้อนเนื้อนุ่มนิ่มนั่นออกไปเพื่อปลดปล่อยราชาของพวกเราให้เป็นอิสระ ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น”
เจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์ทั้งหมดก็ลงมติกันแขนที่งอกออกมาทั้งแขนก็ยังคงเป็นแขนของนักกล้ามเช่นเดิม พวกมันยกมือลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ จากนั้นพวกมันก็โจมตีโดยเล็งไปที่ก้อนเนื้อนุ่มนิ่มแล้วพ่นของเหลวสีฟ้าออกมานับไม่ถ้วน
“เจ้าตัวประหลาดโง่เง่า ถ้าพวกแกกล้าคิดจะทำแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้ใช้มันกันพอดีนะสิ งานนี้ฉันขอทุ่มสุดตัวเลยก็แล้วกัน”
คลื่นทำลาย
ผมใช้ทักษะดาบมายาแห่งความมืดดึงดาบเล่มสีดำออกมาฟาดฟันออกไปด้วยมวลคลื่นแห่งความมืดมหาศาล
เจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์ทั้งหมดต่างดีอกดีใจเพราะว่าทักษะของมันมีความทะลุทะลวง อย่างไรก็ตามก้อนเนื้อนุ่มนิ่มนั่นก็ต้องโดยทำลายไป พวกมันไม่สนใจทักษะคลื่นทำลายที่ผมใช้ออกไป พวกมันคิดผิดแล้วที่ละความสนใจจากทักษะของผมโดยที่มั่นอกมั่นใจในทักษะของพวกมันเอง
ของเหลวสีฟ้าทั้งหมดสลายหายไปด้วยคุณสมบัติของความมืดที่มีคุณสมบัติทำลายล้างเป็นทุนเดิมที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้วเรื่องอะไรกับแค่ทักษะเจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์จะทะลุทะลวงไปได้ พลังแห่งความมืดลงมือฆ่าเจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์ทั้งหมดลงไปในทันทีทำให้ร่างกายของพวกมันทั้งสิบห้าตัวสลายหายไปในที่สุด
“กำจัดเสร็จสิ้น เท่านี้ก็ปกป้องเอาไว้ได้แล้ว”
“ปกป้องอะไรของนายกันโรเบิร์ต”
ไอรีนที่โอบกอดอีเมอร์สันมาตั้งแต่แรกจึงไม่ได้สนใจที่ผมได้ปะทะกับเจ้าตัวประหลาดที่คล้ายสไลม์แม้แต่น้อยเพราะมั่นใจว่าผมรับมือกับพวกมันได้
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกภรรยาสุดที่รักของผม แต่ว่าปล่อยให้อีเมอร์สันหายใจมั่งเถอะเดี๋ยวเขาก็ตายไปก่อนได้เดินทางกันพอดี”
อีเมอร์สันแสดงสีหน้าแห่งการหลุดพ้นออกมา แต่ว่าสีหน้านั้นก็อยู่ได้เพียงสามวินาทีก็กลายเป็นเหมือนเดิมเพราะคำพูดของไอรีน
“เขาไม่ตายหรอกนะแค่นี้เองเป็นถึงมังกรผู้น่ารักทั้งทีจะไม่ให้ฉันกอดเอาไว้ได้ยังไงจริงไหมมันเองก็อยากอยู่แบบนี้เหมือนกัน”
อีเมอร์สันพยายามส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักและส่งสายตาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือมาที่ผมอีกครั้งแต่คิดเหรอว่าไอรีนจะสนใจกลับยิ่งโอบกอดแน่นยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก ผมก็จนปัญญาที่จะช่วยอีเมอร์สันแล้วจึงได้ทำสัญลักษณ์ “สู้ๆ” เพื่อให้กำลังใจมัน
ผ่านไปสิบนาทีด้วยความที่ผมอดสงสารมันไม่ได้จึงลองพูดให้ไอรีนปล่อยมัน
“ผมว่าปล่อยเขาไปก่อนดีกว่านะบางทีอาจต้องให้เขานำทางไป”
“เอาแบบนั้นก็ได้”
ในที่สุดไอรีนก็ยอมปล่อยอีเมอร์สันออกทำให้มันแสดงสีหน้าที่พึงพอใจมากๆ
“แต่ว่าพอจบการนำทางต้องมาให้ฉันกอดอีกรอบนะ ตกลงแล้วนะ เยี่ยมเลย”
อีเมอร์สันไม่ทันที่จะได้ตอบกลับไปไอรีนก็พูดออกมาจนหมดอาการดีใจที่พึ่งแสดงได้แค่ห้าวินาทีก็หายไปอีกครั้ง
“ไอรีนคุณก็อย่ากอดแต่มันเลยกอดผมบ้างสิยังไงผมก็เป็นสามีของคุณนะ”
“ไม่เด็ดขาด ถ้านายกอดมันไม่เคยจบแค่กอดแต่มันจะเป็นอย่างอื่นแทนนะสิ”
“ก็ก้อนเนื้อนุ่มนิ่มนั่นมันเป็นของผมคนเดียวนะ…อุบ”
ผมเผลอหลุดปากออกไปโดยที่ห้ามไว้ไม่ทัน เจ้าปากบ้า ทำให้ไอรีนยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกของตนเอง
“หืม! ที่แท้นายก็อยากทำมันด้วยอย่างนั้นเหรอ แถมยังบอกว่ามันเป็นแค่ของนายอีกต่างหาก เจ้าคนลามก”
“ผมยอมรับก็ได้เพราะมันเป็นสิทธิพิเศษของสามีที่จะดูแลตรงส่วนนั้นของภรรยาให้สมบูรณ์ตลอดเวลา”
“เจ้าบ้าอดทนไว้สองสามวันมันจะตายรึยังไงที่ผ่านมานายก็ทำเรื่องแบบนั้นซึ่งมันมากกว่าการสัมผัสมันอีกและที่เราไม่ได้ทำแบบนั้นมันก็แค่ตอนที่อยู่กับเอลิซาเบธและเข้ามาที่นี่มันก็พึ่งผ่านไปวันสองวันเองนะ”
“ฮ่า ฮ่า เอาเถอะผมไม่ทำแบบนั้นหรอก เพราะยังไม่ใช่เวลา”
“คิดได้ก็ดีแล้ว”
ไอรีนคิดว่าผมเข้าใจมันแล้วแต่ว่าความคิดนั้นเกิดขึ้นไม่นานก็หายไป เพราะผมเข้าไปโอบเอวของไอรีนแล้วประกบริมฝีปากในทันทีก่อนที่จะจับตัวของดึงตัวของอีเมอร์สันออกมาได้สำเร็จผมจึงรุกคืบต่อไปอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างจนกระทั่งไอรีนผลักผมออกไปก่อนที่ผมจะทำสำเร็จ
“เจ้าบ้า! ไหนบอกว่าไม่ทำแบบนั้น”
“ก็ไม่ทำแบบนั้นแต่ว่าการจูบผมไม่ได้บอกเอาไว้สักหน่อยนะ ฮ่า ฮ่า”
“สงสัยวันนี้นายคงอยากโดนผ่าออกเป็นสองซีกสินะ”
“อีเมอร์สันพวกเราต้องวิ่งแล้วก่อนที่จะโดนแยกร่าง”
“ตายไปซะ! เจ้าคนลามก”
ไอรีนจับดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงไล่ฟาดฟันผมกับอีเมอร์สันโดยกวัดแกว่งไปมามั่วๆ ในขณะที่ผมกับอีเมอร์สันต้องหลบมันไม่อย่างนั้นคงได้ถูกไอรีนที่กำลังโกรธแยกร่างแน่ๆ ผมไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจริงๆ
...........
ในตอนนี้ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันก็เข้ามาถึงส่วนในทางเข้าที่สองซึ่งผ่านประตูที่สองมาแล้วสำเร็จ ภายในนี้นั้นเป็นสภาพแวดล้อมทะเลทรายที่ยาวไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ยังไม่พอเท่านี้เพราะสภาพอากาศภายในนั้นเป็นพายุทะเลทรายขนาดใหญ่จะมีตำแหน่งที่ไม่โดนมรสุมของพายุเข้าไปก็ตรงจุดทางเข้าไปทางเดียวเท่านั้นที่ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันอยู่ในตอนนี้
ไอรีนพูดออกมาโดยที่มองไปยังพายุพวกนั้นขนาดเธอเองยังรู้สึกหวาดหวั่น
“ที่แห่งนี้มันคงไม่ใช่สถานที่ในการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิตหรอกนะ?”
อีเมอร์สันพูดอธิบายลักษณะต่างๆในทันที
“ที่แห่งนี้มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ค้อนข้างรุนแรงแต่ว่ามันจะมีบ่อน้ำสีแดงสักอย่างอยู่ที่ใจกลางที่แห่งนี้แต่ต้องฝ่าพายุพวกนี้เข้าไปไม่ต่ำกว่าสองพันกิโลเมตรยิ่งเข้าไปก็ยิ่งเจอกับพายุที่มีความรุนแรงแค่ตรงทางเข้าตรงนี้ก็มีความรุนแรงพอบดขยี้ให้ตายลงในทันทีที่เข้าไป”
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและวางแผนเข้าไปได้ ผมจำเป็นต้องตรวจดูให้แน่ชัดซะก่อน
ตรวจสอบ
พายุที่บ้าคลั่ง เลเวล 1 ความสามารถ ทำลายล้างทุกอย่างที่เข้ามาในรัศมีของมันด้วยพลังโจมตีพื้นฐาน 2000 + 400%ต่อหนึ่งส่วนสี่วินาที โดยไม่สนพลังป้องกัน ไม่สนเงื่อนไขใดๆ ไม่สนพลังต้านทานใดๆ ไม่สนพลังยับยั้งใดๆ
เดี๋ยวนะ! แค่ทางเข้า 32000 ความเสียหายต่อวินาที นี่มันสถานที่บ้าอะไรละเนี่ย ต่อให้เป็นไอรีนก็ยืนได้มากสุดสองวินาทีกว่าๆก็กลายเป็นผุยผงแล้วผมนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไม่ถึงวินาทีด้วยซ้ำไป
“ไปต่อไม่ไหวหรอกถอยกันเถอะไอรีนเจ้านี่มีพลังทำลายที่รุนแรงเกินกว่าจะเข้าไปเสี่ยงตายที่นั่นถึงจะอยากเข้าไปดูที่บ่อน้ำนั่นก็ตาม”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทางเข้าที่สามต่อกันเถอะ”
“คุณซัมเมอร์ คุณริฮานน่า พวกคุณตัดใจแล้วเหรอ?”
“เรียกฉันว่าโรเบิร์ตเถอะ ส่วนเธอก็เรียกไอรีน คนนี้ก็เรียกเอลิซาเบธ ไม่ต้องมากพิธีในเมื่อร่วมทางไปด้วยกันแล้ว เหตุผลที่ฉันตัดใจก็เพราะพลังทำลายของเจ้านี่มันมากเกินกว่าจะเข้าไปได้”
“แต่ว่ากระผมสามารถพาคุณโรเบิร์ต คุณไอรีนไปที่นั่นได้นะครับ”
“หืม! ได้จริงเหรอ?”
“ใช่แล้วครับ แบบนี้ยังไงละ”
เกราะมังกร
ร่างของอีเมอร์สันขยายกลับไปเป็นร่างเดิมของมันจากนั้นเกราะสีเขียวอ่อนก็ปกคลุมในรัศมีสองเมตรรอบตัว
และแน่นอนในเมื่ออีเมอร์สันมั่นใจผมก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเพราะอะไร
ตรวจสอบ
เกราะมังกร เลเวล 10 ความสามารถ ยกเลิกทักษะความเสียหายทุกประเภทที่อยู่ในรัศมีพลังของเกราะมังกร เมื่ออยู่ภายใต้เกราะมังกร 5 วินาทีจะได้รับสถานะป้องกันความเสียหายทุกอย่าง 33 ครั้ง หลังจากที่ออกไปภายนอกเกราะมังกร และเพิ่มพลังป้องกันพื้นฐานตามสัดส่วนพลังชีวิตของผู้ใช้ทักษะ 80% + 200% หลังจากเกราะ 33 ครั้งหายไป ระยะเวลาสามสิบนาที
เอ่อ...มันเป็นทักษะบ้าบออะไรเนี่ยยกเลิกทักษะที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายทั้งหมดแค่มังกรแรกเกิดยังขนาดนี้ถ้ามันขั้นเก้าไม่ป้องกัน 9999 ครั้งเลยเหรอ? แต่ว่ามันก็สมกับเป็นมังกรดีนะก็เพราะระดับพลังของมันอยู่ในระนาบสูงสุดนี่นา สมควรแล้วที่มนุษย์มันจะโลภมากอยากได้โลหิตมังกรก็แต่ละอย่างของมังกรเล่นใหญ่ทั้งนั้นเลย
ผมกับไอรีนก็ขึ้นไปบนหลังของอีเมอร์สันจากนั้นมันก็บินไปด้วยความเร็วที่มากกว่าความเร็วเสียง 3 เท่า ใช้เวลาไม่นานก็มองเห็นบ่อน้ำสีแดงที่ว่านั่น ตรงหน้าจะเป็นเกราะขนาดใหญ่ครอบคลุมบ่อน้ำสีแดงเอาไว้ภายในโดยรอบนอกเกราะก็จะมีพายุที่บ้าคลั่งเลเวล 30 ที่ไม่ต้องพูดถึงว่าความเสียหายมันจะมากขนาดไหน
อีเมอร์สันบินร่อนลงเข้าไปในเกราะที่ครอบคลุมบ่อน้ำสีแดงอยู่จากนั้นก็ไปหยุดลงตรงจุดหนึ่งของบ่อน้ำ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยอีเมอร์สันก็ลดขนาดของตนเองลงอีกครั้งในทันทีจากนั้นก็โดนดึงเข้าไปกอดโดยไอรีนอีกครั้งแล้วเธอก็พึมพำประมาณว่า “ทำไมต้องกลับไปเป็นเจ้าตัวใหญ่มันไม่น่ารักเอาซะเลย” อะไรประมาณนั้น
ที่แห่งนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากบ่อน้ำสีแดงที่อยู่ตรงหน้าผมจึงเข้าไปตรวจสอบมันใกล้ๆด้วยทักษะตรวจสอบ
ตรวจสอบ
บ่อน้ำแห่งทวยเทพ (สุดยอดสมบัติลับ) ความสามารถ ???? ผลเพิ่มเติม ????
แต่ว่าชื่อของมันอวดดีเอาเรื่องเลยนะ แล้วมันคืออะไร? มันเป็น ???? อีกแล้ว ผมลองซักถามอีเมอร์สันเกี่ยวกับมันแต่ก็ได้คำตอบมาก็คือ “ไม่รู้” แต่ผมก็ไม่ปล่อยให้มันเสียโอกาสในการเข้ามา ตามจริงแล้วถ้าหากไม่มีอีเมอร์สันที่เป็นมังกรก็ไม่มีทางที่จะเข้ามาไม่สิดีไม่ดีต่อให้รอจนโลกใบนี้สูญสลายไปก็ไม่มีโอกาสได้เข้ามาในนี้แน่ๆ
การเก็บพวกมันนั้นสำหรับผมที่มีช่องเก็บของมิตินั้นมันก็เป็นเรื่องง่าย ผมนำมันเก็บเข้ามาภายในช่องเก็บของมิติในทันทีมวลน้ำมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในช่องเก็บของมิติจนหมดทุกหยด ในตอนนี้มันหลงเหลือไว้เพียงหลุมทรายขนาดใหญ่เท่านั้น มาครั้งนี้ถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวที่ดีมาก
ไอรีนกับอีเมอร์สันก็ไม่ได้แปลกใจอะไรกับตัวผมอีกแล้วเพราะชินไปนานแล้วก่อนที่ผมจะเข้ามาส่วนในของทางเข้าที่สองนั้นก็กวาดแร่ที่อยู่ตามทางเดินมาด้วยทั้งหมด ข้อดีของช่องเก็บของมิตินั้นก็คือการเก็บของได้ไม่จำกัดและการทับซ้อนที่ไม่จำกัดเช่นเดียวกันมันก็เลยทำให้ผมสามารถเก็บของต่างๆได้โดยไม่ต้องจัดระเบียบมันเลยสักอย่าง
หืม! นั่นมันอะไร? ผมมองไปเห็นผลึกคริสตัลสีแดงด้วยความสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆจนไปถึงจุดใจกลางหลุมที่เคยเป็นบ่อน้ำสีแดงมาก่อนจากนั้นก็ใช้ทักษะตรวจสอบมัน
ตรวจสอบ
ผลึกคริสตัล ปริศนา ???? (สุดยอดสมบัติลับ) ความสามารถ ???? ผลเพิ่มเติม ???? ผมไม่คิดอะไรอีกเพราะยังไงก็ไม่มีทางรู้แน่นอนจึงโยนมันเข้าไปในช่องเก็บของมิติทันที ผมเดินสำรวจโดยรอบอีกประมาณสามสิบนาทีก็ไม่มีอะไรน่าสนใจจึงบอกกับอีเมอร์สันให้พาออกไปมันก็ดีใจจนออกหน้าออกตาเพราะได้หลุดพ้นจากการขาดอากาศหายใจ
ในที่แห่งนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสของซากปรักหักพังลึกลับนี่ถ้าเป็นแบบนี้หรือว่าต้องไปสู้กับมนุษย์เพลิงสีฟ้านั่นอีกรอบอย่างนั้นเหรอ ต่อให้มีอีเมอร์สันก็เถอะถ้ามันไปด้วยยิ่งมันสร้างความเสียหายมากก็จะยิ่งทำให้มนุษย์เพลิงสีฟ้าแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ที่เหลือตอนนี้ก็คือทางเข้าที่สามคือสถานที่สุดท้ายถ้าไม่มีเบาะแสจริงๆก็คงต้องลองฝ่าพวกมนุษย์เพลิงสีฟ้าออกไป
ทางเข้าที่สามคือโอกาสสุดท้ายที่เหลืออยู่อย่าทำให้ผมผิดหวังก็แล้วกัน.......... . . .