การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 163 ผู้บุกรุกในเขตสงวน

    บทที่ 163 ผู้บุกรุกในเขตสงวน
    ชิวเหวินเจี้ยนแนบร่างของตนเองไปกับลำต้นไม้ขรุขระ แม้จะอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงแต่ชิวเหวินเจี้ยนก็ยังอดเก็บความรู้สึกสนใจในตัวของมันไปไม่ได้ เขาไม่ค่อยได้เดินทางมาในดินแดนเอลฟ์บ่อยครั้งนักแต่ก็รู้มาบ้างว่าต้นไม้ของเอลฟ์มีพลังเวทย์อยู่ภายในและคนที่สามารถดึงมาใช้ได้ก็ต้องเป็นเผ่าเอลฟ์เท่านั้น
    'เขตสงวนงั้นหรือ' เทพมารเอ่ยถามในใจชิวเหวินเจี้ยน ชายหนุ่มยกยิ้มก่อนจรดนิ้วที่ริมฝีปากเป็นเชิงเงียบ เทพมารพ่นลมหายใจฮึดฮัดไม่พอใจทว่าก็ยอมปิดปากแต่โดยดี
    ชิวเหวินเจี้ยนลอบมองผ่านต้นไม้ใหญ่ เห็นเอลฟ์ชายหลายตนกระจายไปทั่วบริเวณ สายตาของพวกเขากวาดมอง บางครั้งก็ใช้หูเงี่ยฟังเสียง คาดว่าเพราะการเดินเตร็ดเตร่ตามใจตนเองในป่าแห่งนี้เสียนาน เท่านั้นยังไม่พอเขายังดึงหญ้าสีทองมาใช้ตามใจชอบอีก
    ใครจะไปรู้กันเล่า...อยู่ดีๆ เทพมารก็พาเขาหล่นมายังที่นี่ ไม่ได้มีนัยน์ตาของมังกรมายาลวงแล้วทำอะไรก็ลำบากขึ้นมาก จะมองอะไรจากที่ไกลๆ ก็ไม่ได้ พอคิดได้แบบนี้แล้วชิวเหวินเจี้ยนก็อยากรีบพาวิญญาณของมังกรมายาลวงมาไว้ที่ตัวเองเร็วๆ
    "มันอยู่แถวนี้หรือเปล่า"
    "ข้าได้ยินพวกลาดตระเวนบอกว่าเจอมนุษย์หล่นลงมาจากฟ้า"
    เอลฟ์ทั้งสองคุยกัน พวกเขาไม่มีอาวุธใดๆ อยู่ในมือเลย แต่ที่นี่เป็นดินแดนของพวกเขา ชิวเหวินเจี้ยนรู้ดีว่ามันอันตรายมาก และก็เป็นดังคาด เมื่อการค้นหาในป่าทึบนั้นทำได้ยากกว่าที่พวกเอลฟ์ลาดตระเวนคิดเอาไว้ หนึ่งในนั้นก็หลอมพลังของตนขึ้นที่ฝ่ามือก่อนจะแตะลงกับผืนหญ้า แสงสีเขียวสว่างขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะกระจายไปทั่ว มันวิ่งผ่านเท้าชิวเหวินเจี้ยนไปก่อนจะวนกลับไปที่ผู้ใช้
    "แย่แล้ว" ไวกว่าความคิดทันทีที่ชิวเหวินเจี้ยนอุทาน ต้นไม้ที่เขาใช้บังอยู่ก็ลอยหวือออกจากพื้นดิน รากของมันถูกมือที่มองไม่เห็นดึงรั้งให้อยู่บนฟ้าเพื่อเปิดเผยผู้ซ่อนแก่สายตาของลูกหลานพงไพร เอลฟ์ลาดตระเวนตะโกนลั่น ทั้งสองวิ่งไปยังร่างของชิวเหวินเจี้ยน
    "มันอยู่นั่น!"
    'โดนเจอซะได้' เทพมารพูดบอกในขณะที่ชายหนุ่มออกตัววิ่งอย่างไม่ลดละ ในทันทีที่พลังของเขาฟื้นคืนจากการได้กินหญ้านั้นแล้ว ชิวเหวินเจี้ยนก็สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วมาก เขาวิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ลอดใต้ท่อนไม้ที่ล้มทับระเนนนระนาดเพราะพลังการควบคุมจากเอลฟ์ลาดตระเวน
    "หยุดนะ!" ทั้งสองตะโกนดังสนั่นขณะเดียวกันมือของทั้งคู่ก็แตะไปยังต้นไม้ใกล้ตัวที่สุดพร้อมกับออกวิ่ง แสงใต้เท้าปรากฏราวกับพวกเอลฟ์ดูดกลืนพลังจากผืนป่า ชิวเหวินเจี้ยนหันหลังไปมอง ต้นไม้ในเขตสงวนเรืองแสงทุกต้นราวกับตอบรับพวกเขา
    เมื่อหันกลับมา ต้นไม้หน้าสุดก็งอกกิ่งก้านสาขานับไม่ถ้วน พวกมันงอกเชื่อมติดกันเกี่ยวพันเป็นกำแพงใหญ่ ชายหนุ่มเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ เขาเบี่ยงตัวเปลี่ยนเส้นทางวิ่งคู่ขนานไปกับกำแพงกิ่งไม้ที่ประสานกันจนไม่มีที่ว่าง
    ชิวเหวินเจี้ยนรู้ดีว่าตัวเองถูกล้อมไว้หมดแล้ว ทุกทีที่มีต้นไม้อยู่พวกเขาสามารถควบคุมมันได้ ยิ่งอยู่ในดินแดนเอลฟ์ด้วยแล้วเขายิ่งเสียเปรียบ ชายหนุ่มเห็นว่ากำแพงไม้ทอดยาวออกไป ชิวเหวินเจี้ยนใช้พลังในการลอยบนอากาศ ขั้นพลังก่อตั้งเมฆาไม่ทำให้เขาผิดหวัง ชายหนุ่มทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าก่อนจะดีดตัวเองข้ามกำแพงใหญ่นั้นมาอย่างรวดเร็ว
    "บ้าเอ้ย..." ชิวเหวินเจี้ยนสบถเมื่อตัวเองลอยหวืออยู่บนอากาศ มองไปเบื้องล่างพ้นกำแพงกิ่งไม้ที่เรืองแสงสีเขียวเป็นเหล่าเอลฟ์ไม่ต่ำกว่าสิบคนยืนรอเขาอยู่ ทุกคนเหมือนกับรอจับกุมตัวเขายามที่ร่างกายของเขากำลังร่วงหล่น มือของเอลฟ์นับสิบก็กระแทกลงกับพื้นหญ้า เถาวัลย์มหาศาลพุ่งทะยานขึ้นมาจากตรงนั้นโดยมีเป้าหมายเดียวคือเขา
    "เจ้าโดนจับตัวแล้ว" หนึ่ในนั้นตะโกนลั่น เถาวัลย์เหนียวที่สร้างขึ้นจากพลังเวทย์ทะยานไปที่เขาด้วยความเร็ว ชายหนุ่มกัดฟันหันไปมองข้างหลังก็เห็นเอลฟ์หลายคนวิ่งเข้ามาเสริม ตอนนี้เขาถูกล้อมทุกทิศทางเป็นไปได้ยากที่จะหนีรอดไปได้
    "เทพมาร...เป็นพลังให้ข้า" ไม่จำเป็นต้องร่ายคาถา วิชาของชิวเหวินเจี้ยนคล้ายกับถูกสลักไว้ในเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ ทันทีที่สิ้นเสียงเทพมารก็นบนนอบมอบพลังให้อย่างไม่รีรอ แม้จะขาดอาวุธอย่างดีเป็นตัวกลาง แต่แขนข้างที่ยังเหลืออยู่จักเป็นภาชนะให้แก่ปีศาจร้าย
    เหมือนเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นในจังหวะนั้น ชิวเหวินเจี้ยนควบคุมพลังของตนให้ตัวเองยังคงลอยอยู่บนอากาศก่อนที่มือของเขาจะเปล่งเเสงเจิดจ้า ฉับพลันเถาวัลย์ทั้งหมดเกินจะนับได้ก็เกี่ยวรัดร่างของเขาเอาไว้แต่สุดท้ายไฟสีแดงฉานก็เปล่งประกายจากฝ่ามือ
    ชิวเหวินเจี้ยนรู้สึกเหมือนมือตัวเองกำลังถูกเผาไหม้ หนังรอบนอกแสบร้อนทว่าเขาจะอดทน ชั่วครู่เดียวเทพมารเร่งพลังจนสุด เครื่องพันธนาการพงไพรหลุดออก ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ชิวเหวินเจี้ยนรอดพ้นจากการจับกุมมาได้อย่างหวุดหวิดแม้จะมีแขนเพียงข้างเดียว
    'รีบออกไปจากที่นี่' เทพมารบอกกับเขา ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้ารับแต่โดยดี เขาเสกลูกไฟขนาดเล็กห้าลูกขึ้นรอบกาย กัดฟันรับความร้อนนั้นเพื่อจะคุมพลังของเทพมาร ชายหนุ่มเหวี่ยงมันออกไปทั้งสองฝั่ง
    "จับตัวเขาให้ได้ อย่าปล่อยตัวเขาไป!" เหมือนเอลฟ์ที่เป็นหัวหน้าจะตะโกนสั่ง เขาวาดมือออกไปด้านข้าง กำแพงกิ่งไม้ห่อหุ้มตัวของเหล่าเอลฟ์ลาดตระเวนเอาไว้ ชิวเหวินเจี้ยนอาศัยจังหวะนั้นรีบใช้พลังขั้นก่อตั้งเมฆาเคลื่อนตัวไปบนอากาศก่อนจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว
    ชิวเหวินเจี้ยนเมื่อขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าแล้วเขาก็สามารถเห็นกำแพงที่สร้างขึ้นจากหินอย่างดีล้อมรอบเขตสงวนเอาไว้ได้ มันมีบริเวณกว้างกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ส่วนจุดที่เขาตกลงมาก็เป็นใจกลางของที่แห่งนั้นพอดี ชายหนุ่มจำได้ลางๆ ว่าที่นี่เป็นเขตของเอลฟ์ชั้นสูงที่สร้างขึ้นเพื่อกันไม่ให้ใครขโมยต้นไม้ล้ำค่าที่อยู่ด้านใน
    ในเมื่อการโยกย้ายต้นไม้ไม่ใช่ความประสงค์ของพระราชาแห่งแดนนี้ พวกเขาจึงระดมสร้างกำแพงหินและสั่งให้เอลฟ์คอยตรวจตราเอาไว้แทน ของในกำแพงเป็นของมีค่า บางครั้งเป็นพืชหายากที่มีสรรพคุณล้นเหลือ การจะใช้ได้ต้องได้รับอนุญาตจากคนในวังเสียก่อน
    'มีเรื่องตื่นเต้นทันทีที่มาถึงเลยนะ ข้าว่าข้าชอบชื่อใหม่ที่เผ่ามารตั้งให้เจ้า' เทพมารหัวเราะอย่างสนุกใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายก็มักจะเห็นการตกที่นั่งลำบากของเขาเป็นเรื่องตลกอยู่เสมอ 'เอ...อะไรนะ'
    ชิวเหวินเจี้ยนหรี่ตาขณะที่ควบคุมตนเองให้ลอยอยู่บนอากาศ เขาเห็นพวกเอลฟ์ช่วยกันซ่อมแซมต้นไม้ที่ตนเองใช้พลังในการจับกุมเขา บางส่วนเห็นเขาเพียงแวบเดียวแต่เมื่อชายหนุ่มเร่งความเร็วพลังของตนร่างก็หายวับไปราวไม่มีอยู่ แม้จะใช้การตรวจจับก็คงเป็นไปได้ยากเพราะบนท้องฟ้าไม่มีสื่อกลางอย่างต้นไม้อยู่
    "จักพรรดิผู้ทำลายล้าง" ชิวเหวินเจี้ยนตอบกับเทพมาร อีกฝ่ายหัวเราะใส่เขาอีกครั้ง
    'สมชื่ออยู่นะเจ้าว่าไหม'
    "ข้าว่าถ้าได้มังกรมายาลวงแทนเจ้าคงสบายหูมากกว่านี้ทีเดียว" ชิวเหวินเจี้ยนเห็นว่าตัวเองคงสลุดจากเอลฟ์ลาดตระเวนมาได้แล้ว เขาจึงชะลอความเร็วลงหาพื้นที่ปลอดภัยในป่าสีเขียวขจีทึบ ชายหนุ่มไม่เห็นหมู่บ้านในละแวกนี้เลย ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอยู่ส่วนไหนของดินแดนเอลฟ์
    'อะไรก็เจ้านั่น ทีเจ้าขว้างข้าใส่จอมมารข้ายังไม่โกรธเลย' เทพมารกล่าว ชิวเหวินเจี้ยนส่ายหน้าเนือยๆ ก่อนจะค่อยๆ ลดพลังลงจนตัวเองเริ่มใกล้พื้นขึ้นเรื่อยๆ ชิวเหวินเจี้ยนไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก ชายหนุ่มยังไม่ทันสัมผัสอะไรได้ ประสาทสัมผัสของเขาด้อยลงไปมากหลังจากต่อสู้ในสงคราม ชายหนุ่มรู้สึกตัวอีกทีตอนที่เทพมารตะโกนใส่เขาจนสะดุ้งตัวโยน
    'ระวัง!'

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน