ตอนที่ออกเดินทางจากเมืองเฝยเฉิง หวนอี่สั่งให้แต่ละคนพกเสบียงอาหารไปเพียงสามวันเท่านั้น
ขอเพียงยึดเมืองเฝยเฉิงได้ ก็จะสามารถยึดเสบียงของกองทัพจ้าว และเติมทรัพยากรต่าง ๆ ได้ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่หวนอี่ไม่ใส่ใจค่ายหลักอีกต่อไป
ทว่ายามนี้เมืองเฝยเฉิงยังยึดไม่ได้ แต่ค่ายหลักกลับสูญเสียไปแล้ว เสบียงและสัมภาระทั้งหมดถูกกองทัพจ้าวริบไป แล้วกองทัพนับหมื่นที่เหลืออยู่จะกินอะไร?
สิ่งแรกที่หวนอี่นึกถึง คือการตีกลับไปชิงค่ายหลักคืนมา หากตอนนี้ยังมุ่งหน้าไปเมืองเฝยเฉิงต่อ ระยะทางจะไกลยิ่งกว่าการเดินทางกลับไปยังค่ายหลักเสียอีก
เขาเห็นว่าจำเป็ต้องตีกลับไปเพื่อชิงค่ายหลักคืน
กองกำลังหลักที่บุกโจมตีเมืองเฝยเฉิง เมื่อได้รับคำสั่งทหารก็รีบเปลี่ยนทิศทางทันที คำที่ตกลงกันว่าจะพักหนึ่งชั่วยามถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน ทหารทั้งกองทัพต้องมุ่งหน้ากลับไปทางทิศตะวันตกทันที
ไป๋จงเพิ่งจะหาหวังหลีพบ ก็ได้รับคำสั่งให้กองทัพถอยกลับ อีกทั้งข่าวเื่ค่ายหลักถูกตีแตกก็ค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วกองทัพ ทำให้เกิดความวุ่นวายและร้อนรนขึ้นมาทันที
"แม่ทัพหวัง พวกเรากลับไปไม่ได้นะขอรับ"
"เ้าหมายถึงเื่การวางกำลังซุ่มรอหรือ?" หวังหลีนึกถึงจุดนี้เป็อย่างแรก
ไป๋จงพยักหน้า "ถูกต้องขอรับ กลับไปไม่ได้เด็ดขาด"
หวังหลีนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งไป๋จงพูดถูกทั้งหมด จึงอดกังวลไม่ได้ว่ากองทัพจ้าวอาจจะวางกำลังซุ่มรออยู่ จึงกล่าวว่า "พวกเราไปหาแม่ทัพใหญ่กันเถอะ"
พวกเขาเร่งรีบตามกองหน้าไป แต่ยังไม่ทันได้พบกับหวนอี่ ในขณะนั้นมีสายลมพัดผ่าน ไป๋จงขยับจมูกฟุดฟิด สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้วะโก้องว่า "แย่แล้ว หลี่มู่บุกมาแล้ว!"
สิ้นคำพูดนี้ กองหน้าก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที และไม่นานทหารทั้งกองทัพก็หยุดลงเพื่อเตรียมระวังภัย
พลทหารทุกคนชูอาวุธในมือขึ้นแล้วจ้องมองไปข้างหน้า ทว่าในความมืดนั้นกลับเงียบสงัด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พวกเขาจึงพากันงุนงง ใครกันที่พูดจาส่งเดช?
"ใครบอกว่าหลี่มู่ตามมา!" หวนอี่เดินกลับมาจากด้านหน้าและกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว
"แม่ทัพใหญ่ ข้าเองขอรับ!" ไป๋จงก้าวออกไปเตรียมจะอธิบาย
ยามนี้หวนอี่กำลังโกรธจัด เมื่อเห็นว่าเป็ไป๋จงเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้อธิบาย ตวาดว่า "ไป๋จงก่อความวุ่นวายทำลายขวัญกำลังใจทหาร ขัดขวางการเคลื่อนทัพ ให้จับตัวไว้ก่อน รอจนกว่าจะตีค่ายหลักคืนได้ แล้วค่อยจัดการตามกฎหมายทหาร"
ทหารองครักษ์ส่วนตัวของแม่ทัพหลักหลายนายรีบเข้ามา เพื่อจับตัวไป๋จง หวังหลีตั้งใจจะช่วยอธิบาย แต่ใครจะรู้ว่าทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านหน้า
"แม่ทัพใหญ่ ทหารม้าของหลี่มู่มาแล้วขอรับ!" แม่ทัพผู้ช่วยนายหนึ่งวิ่งกลับมารายงานด้วยท่าทางลนลาน
ต่อให้ไม่มีคนมารายงาน หวนอี่ก็มองเห็นแล้ว ด้านหน้ามีทหารม้านับไม่ถ้วนถือคบไฟพุ่งตรงเข้ามา กองทัพทหารม้าที่ยาวเหยียดราวกับัไฟ พุ่งเข้าใส่กองทัพฉินโดยตรง
เสียงฝีเท้าม้าที่ย่ำลงบนพื้นดิน ราวกับจะเหยียบทำลายขุนเขาและสายน้ำ สั่นประสาททหารฉินทุกคน
หลี่มู่ตามมาจริง ๆ ด้วย!
หวนอี่รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก ที่ถูกไป๋จงทายถูกอีกครั้ง การคาดการณ์ของไป๋จง ช่างร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
กองทัพฉินเร่งเดินทางตลอดทั้งคืน เพิ่งจะได้พักผ่อนเพียงครู่เดียวก็ต้องเคลื่อนทัพอีกครั้ง หลังจากผ่านความเหนื่อยยากมาหลายต่อหลายครั้ง พลทหารจำนวนมากต่างอ่อนล้าและกระวนกระวาย ขวัญกำลังใจตกต่ำ
เมื่อเห็นทหารม้าของหลี่มู่บุกเข้ามาในยามนี้ ขวัญกำลังใจจึงไม่อาจรวมกันได้ แม้แต่ความกระตือรือร้นในการต่อสู้ก็ไม่มี
พลทหารก็เป็มนุษย์ ต่อให้ปรารถนาความดีความชอบเพียงใด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมเกิดความขลาดกลัว รู้สึกว่าเทียบไม่ติด และมีความคิดตามสัญชาตญาณว่าอยากมีชีวิตรอด อยากจะหนี ขวัญกำลังใจปั่นป่วนไปหมดแล้ว
"ตั้งรับ!" หวนอี่ะโสั่ง ยามนี้เขาไม่สนใจเื่ของไป๋จงแล้ว รีบสั่งการรบโดยด่วน
วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับทหารม้า คืออาวุธระยะไกล
อาวุธระยะไกลเพียงอย่างเดียวที่กองทัพฉินใช้ได้คือธนู พลธนูนับพันรีบก้าวออกไปข้างหน้า น้าวสายปล่อยลูกธนู ห่าฝนธนูจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่ทหารม้า
ทหารม้าแถวหน้าล้มลงเป็จำนวนมากในทันที
"เปลี่ยนค่ายกล!" รองแม่ทัพทหารม้านายหนึ่งะโสั่ง
ทหารม้าของกองทัพจ้าวรีบแยกออกเป็หลายกองพล กระจายตัวเข้าโจมตีปีกซ้ายและขวาของกองทัพฉิน
ทหารม้าที่นำโดยหลี่มู่ ต้องต่อสู้กับพวกซยงหนูมาตลอดหลายปี ฝีมือการขี่ม้าจึงแข็งแกร่งมาก และในกลุ่มยอดฝีมือยังชำนาญวิชายิงธนูบนหลังม้า พวกเขาควบม้าตะบึงไปพร้อมกับน้าวธนูยิง ห่าฝนธนูจากทหารม้าพุ่งเข้าใส่กองทัพฉินอย่างหนาแน่น
ความได้เปรียบของพลธนูถูกทำลายลงในทันที เดิมทีทหารม้าคือศัตรูตัวฉกาจของทหารราบ และที่นี่เป็พื้นที่ราบ หลังจากวิชายิงธนูบนหลังม้าของทหารม้ากองทัพจ้าวข่มพลธนูของกองทัพฉินได้แล้ว ก็รีบควบม้าเข้าโจมตีปีกซ้ายขวาของกองทัพฉินทันที
หลังจากการบุกทะลวงระลอกหนึ่ง ทหารม้าก็สังหารพลทหารฉินไปได้บางส่วน และก่อนที่กองทัพฉินจะโต้กลับ พวกเขาก็รีบควบม้าถอยร่นออกไป
ทันทีที่กองทัพทหารม้าระลอกนี้ถอยออกไป กองทัพทหารม้าที่ชำนาญวิชายิงธนูบนหลังม้าก็รีบเข้ามาแทนที่ และบุกโจมตีกองทัพฉินต่อ
ห่าฝนธนูอีกระลอกพุ่งเข้ามา พลทหารฉินล้มลงอีกเป็จำนวนมาก กองทัพฉิน้าไล่ล่าทหารม้า แต่ความเร็วไม่เพียงพอและขาดความคล่องตัว การต่อต้านจึงดูไร้กำลัง
ขวัญกำลังใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ในกองทัพ ถูกทำลายจนหมดสิ้น แม่ทัพหลักหวนอี่เห็นพลทหารรอบกายไม่มีใจจะสู้ อีกทั้งหลี่มู่ยังเตรียมการมาอย่างดี หากปะทะกันที่นี่ไม่มีทางชนะได้เลย
"ให้พลธนูหนึ่งพันนายอยู่รั้งท้าย อีกสามพันนายคอยคุ้มกัน"
"คนที่เหลือตามข้ามา!" หวนอี่ะโสั่ง
เมื่อได้รับคำสั่งให้ถอนทัพ กองทัพก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
พลธนูที่รั้งท้ายพยายามสกัดกั้นหลี่มู่อย่างไม่คิดชีวิต พลธนูที่คุ้มกันก็รีบดำเนินการ แบ่งหน้าที่กันน้าวธนูยิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามสกัดทหารม้าของแคว้นจ้าวเอาไว้
ไป๋จงไม่ถูกจับตัว เขาเร่งหาลูกน้องของตนและให้ติดตามหวังหลี เพื่อถอนทัพไปด้วยกัน แม้ว่ายามนี้กองทัพฉินจะวุ่นวายมาก แต่คนที่รั้งท้ายและคุ้มกันทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสกัดทหารม้าของหลี่มู่ไว้ได้ชั่วคราว
ครู่ต่อมา แนวรั้งท้ายถูกตีแตก คนที่คุ้มกันจึงต้องละทิ้งหน้าที่และรีบหนีตามกองทัพใหญ่ไป
"ตามไป!" รองแม่ทัพกองทัพจ้าวนายหนึ่งะโสั่ง
"เดี๋ยวก่อน!"
หลี่มู่ขัดขึ้น "ให้ความหวังแก่หวนอี่สักหน่อย แล้วข้าจะทำให้พวกเขาสิ้นหวัง แม่ทัพซือหม่าซ่างรอหวนอี่อยู่ข้างหน้าแล้ว จะได้เล่นกับเขาให้เต็มที่"
เขารู้สึกเหมือนแมวที่กำลังไล่จับหนู
.....
"แม่ทัพใหญ่ สลัดกองทัพที่ตามมาหลุดแล้วขอรับ" รองแม่ทัพผางกล่าวด้วยอาการหอบเหนื่อย
คิ้วที่ขมวดของหวนอี่คลายออกเล็กน้อย จากนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดของไป๋จง เื่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ กลับเป็ไปตามที่ไป๋จงพูดไว้ทั้งหมด หวนอี่แทบไม่อยากจะเชื่อ หากตอนนั้นเขายอมเชื่อคำพูดของไป๋จง เื่ราวคงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้
"ข้าผิดไปแล้ว!" หวนอี่ถอนหายใจ แล้วเดินตรงไปหาไป๋จง
ยามนี้ไป๋จงมองดูเหมือนหนีรอดมาได้ แต่ก็เป็เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลี่มู่ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ
"นายกองร้อยไป๋ ทหารม้าของหลี่มู่อาจจะร้ายกาจ แต่ใช่ว่าพวกเราจะสู้ไม่ได้ เหตุใดจึงต้องถอยขอรับ?"
จางหานในฐานะทหารใหม่ มองสถานการณ์การรบในปัจจุบันไม่ออก พวกเขานึกถึงคำพูดที่ไป๋จงกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในใจก็ยิ่งเลื่อมใส เพราะเกิดการต่อสู้ดุเดือดขึ้นจริงดังที่เขาว่าไว้
"หากก่อนออกเดินทาง พวกเราพบกับการวางกำลังซุ่มรอของทหารม้าหลี่มู่ พวกเราย่อมสู้ได้ และอาจจะชนะด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้..."
ไป๋จงมองเพื่อนร่วมรบรอบกายที่ดูหดหู่ไร้ซึ่งใจจะสู้ แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า "สิ่งที่หลี่มู่้าทำ คือทำให้พวกเราเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพื่อบั่นทอนขวัญกำลังใจและพละกำลัง จากนั้นจึงใช้ทหารม้าบุกโจมตีเพื่อทำลายขวัญกำลังใจของพวกเราให้ย่อยยับ ยามนี้กองทัพไม่อาจรวมใจกันได้ ราวกับถูกความตายปกคลุม คนส่วนใหญ่ไม่อยากต่อสู้อีกแล้ว จะสู้ได้อย่างไร?"
จางหานดูเหมือนจะเข้าใจและตกอยู่ในภวังค์ความคิด
"พูดได้ดี!"
หวนอี่บังเอิญได้ยินคำพูดนี้พอดี จึงประสานมือคารวะด้วยความรู้สึกผิด "เื่เมื่อครู่นี้ ข้าต้องขออภัยเ้าจริง ๆ !"
"แม่ทัพใหญ่กล่าวหนักเกินไปแล้วขอรับ!" ไป๋จงไม่นึกว่าเขาจะขอโทษตน จึงได้แต่ประสานมือตอบ
หวนอี่ถามว่า "เมื่อครู่เ้าทราบได้อย่างไรว่าหลี่มู่ตามล่ามาถึงที่นี่แล้ว?"
นี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากรู้มากที่สุด
"ง่ายมากขอรับ กลิ่นชนิดหนึ่ง! กลิ่นสาบแพะ ที่นอกเมืองอี๋อัน ข้าก็ได้กลิ่นนี้บ่อยครั้ง เพียงแต่ทุกคนอาจไม่ได้สังเกต"
"หลี่มู่เฝ้าชายแดนเหนือ ซึ่งต้องเผชิญกับทุ่งหญ้า ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาจึงได้กินเนื้อแพะบ่อยครั้ง หรือสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากหนังแพะ ขนแพะ เพื่อกันหนาว นานวันเข้า ร่างกายจึงมีกลิ่นสาบแพะติดตัว"
"เมื่อครู่มีลมพัดมา ข้าได้กลิ่นสาบแพะในสายลม จึงมั่นใจว่าหลี่มู่ตามมาแล้วขอรับ" ไป๋จงอธิบาย