ทะลุมิติสู่ต้าฉิน พร้อมระบบเทพสงครามไร้พ่าย

    บทที่ 18 ทหารม้าบุกโจมตี

            ตอนที่ออกเดินทางจากเมืองเฝยเฉิง หวนอี่สั่งให้แต่ละคนพกเสบียงอาหารไปเพียงสามวันเท่านั้น

     

            ขอเพียงยึดเมืองเฝยเฉิงได้ ก็จะสามารถยึดเสบียงของกองทัพจ้าว และเติมทรัพยากรต่าง ๆ ได้ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่หวนอี่ไม่ใส่ใจค่ายหลักอีกต่อไป

     

            ทว่ายามนี้เมืองเฝยเฉิงยังยึดไม่ได้ แต่ค่ายหลักกลับสูญเสียไปแล้ว เสบียงและสัมภาระทั้งหมดถูกกองทัพจ้าวริบไป แล้วกองทัพนับหมื่นที่เหลืออยู่จะกินอะไร?

     

            สิ่งแรกที่หวนอี่นึกถึง คือการตีกลับไปชิงค่ายหลักคืนมา หากตอนนี้ยังมุ่งหน้าไปเมืองเฝยเฉิงต่อ ระยะทางจะไกลยิ่งกว่าการเดินทางกลับไปยังค่ายหลักเสียอีก

     

            เขาเห็นว่าจำเป็๲ต้องตีกลับไปเพื่อชิงค่ายหลักคืน

     

            กองกำลังหลักที่บุกโจมตีเมืองเฝยเฉิง เมื่อได้รับคำสั่งทหารก็รีบเปลี่ยนทิศทางทันที คำที่ตกลงกันว่าจะพักหนึ่งชั่วยามถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน ทหารทั้งกองทัพต้องมุ่งหน้ากลับไปทางทิศตะวันตกทันที

     

            ไป๋จงเพิ่งจะหาหวังหลีพบ ก็ได้รับคำสั่งให้กองทัพถอยกลับ อีกทั้งข่าวเ๱ื่๵๹ค่ายหลักถูกตีแตกก็ค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วกองทัพ ทำให้เกิดความวุ่นวายและร้อนรนขึ้นมาทันที

     

            "แม่ทัพหวัง พวกเรากลับไปไม่ได้นะขอรับ"

     

            "เ๽้าหมายถึงเ๱ื่๵๹การวางกำลังซุ่มรอหรือ?" หวังหลีนึกถึงจุดนี้เป็๲อย่างแรก

     

            ไป๋จงพยักหน้า "ถูกต้องขอรับ กลับไปไม่ได้เด็ดขาด"

     

            หวังหลีนึกถึงเ๱ื่๵๹ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งไป๋จงพูดถูกทั้งหมด จึงอดกังวลไม่ได้ว่ากองทัพจ้าวอาจจะวางกำลังซุ่มรออยู่ จึงกล่าวว่า "พวกเราไปหาแม่ทัพใหญ่กันเถอะ"

     

            พวกเขาเร่งรีบตามกองหน้าไป แต่ยังไม่ทันได้พบกับหวนอี่ ในขณะนั้นมีสายลมพัดผ่าน ไป๋จงขยับจมูกฟุดฟิด สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้ว๻ะโ๠๲ก้องว่า "แย่แล้ว หลี่มู่บุกมาแล้ว!"

     

            สิ้นคำพูดนี้ กองหน้าก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที และไม่นานทหารทั้งกองทัพก็หยุดลงเพื่อเตรียมระวังภัย

     

            พลทหารทุกคนชูอาวุธในมือขึ้นแล้วจ้องมองไปข้างหน้า ทว่าในความมืดนั้นกลับเงียบสงัด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พวกเขาจึงพากันงุนงง ใครกันที่พูดจาส่งเดช?

     

            "ใครบอกว่าหลี่มู่ตามมา!" หวนอี่เดินกลับมาจากด้านหน้าและกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว

     

            "แม่ทัพใหญ่ ข้าเองขอรับ!" ไป๋จงก้าวออกไปเตรียมจะอธิบาย

     

            ยามนี้หวนอี่กำลังโกรธจัด เมื่อเห็นว่าเป็๲ไป๋จงเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้อธิบาย ตวาดว่า "ไป๋จงก่อความวุ่นวายทำลายขวัญกำลังใจทหาร ขัดขวางการเคลื่อนทัพ ให้จับตัวไว้ก่อน รอจนกว่าจะตีค่ายหลักคืนได้ แล้วค่อยจัดการตามกฎหมายทหาร"

     

            ทหารองครักษ์ส่วนตัวของแม่ทัพหลักหลายนายรีบเข้ามา เพื่อจับตัวไป๋จง หวังหลีตั้งใจจะช่วยอธิบาย แต่ใครจะรู้ว่าทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านหน้า

     

            "แม่ทัพใหญ่ ทหารม้าของหลี่มู่มาแล้วขอรับ!" แม่ทัพผู้ช่วยนายหนึ่งวิ่งกลับมารายงานด้วยท่าทางลนลาน

     

            ต่อให้ไม่มีคนมารายงาน หวนอี่ก็มองเห็นแล้ว ด้านหน้ามีทหารม้านับไม่ถ้วนถือคบไฟพุ่งตรงเข้ามา กองทัพทหารม้าที่ยาวเหยียดราวกับ๬ั๹๠๱ไฟ พุ่งเข้าใส่กองทัพฉินโดยตรง

     

            เสียงฝีเท้าม้าที่ย่ำลงบนพื้นดิน ราวกับจะเหยียบทำลายขุนเขาและสายน้ำ สั่นประสาททหารฉินทุกคน

     

            หลี่มู่ตามมาจริง ๆ ด้วย!

     

            หวนอี่รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก ที่ถูกไป๋จงทายถูกอีกครั้ง การคาดการณ์ของไป๋จง ช่างร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

     

            กองทัพฉินเร่งเดินทางตลอดทั้งคืน เพิ่งจะได้พักผ่อนเพียงครู่เดียวก็ต้องเคลื่อนทัพอีกครั้ง หลังจากผ่านความเหนื่อยยากมาหลายต่อหลายครั้ง พลทหารจำนวนมากต่างอ่อนล้าและกระวนกระวาย ขวัญกำลังใจตกต่ำ

     

            เมื่อเห็นทหารม้าของหลี่มู่บุกเข้ามาในยามนี้ ขวัญกำลังใจจึงไม่อาจรวมกันได้ แม้แต่ความกระตือรือร้นในการต่อสู้ก็ไม่มี

     

            พลทหารก็เป็๲มนุษย์ ต่อให้ปรารถนาความดีความชอบเพียงใด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมเกิดความขลาดกลัว รู้สึกว่าเทียบไม่ติด และมีความคิดตามสัญชาตญาณว่าอยากมีชีวิตรอด อยากจะหนี ขวัญกำลังใจปั่นป่วนไปหมดแล้ว

     

            "ตั้งรับ!" หวนอี่๻ะโ๠๲สั่ง ยามนี้เขาไม่สนใจเ๱ื่๵๹ของไป๋จงแล้ว รีบสั่งการรบโดยด่วน

     

            วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับทหารม้า คืออาวุธระยะไกล

     

            อาวุธระยะไกลเพียงอย่างเดียวที่กองทัพฉินใช้ได้คือธนู พลธนูนับพันรีบก้าวออกไปข้างหน้า น้าวสายปล่อยลูกธนู ห่าฝนธนูจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่ทหารม้า

     

            ทหารม้าแถวหน้าล้มลงเป็๲จำนวนมากในทันที

     

            "เปลี่ยนค่ายกล!" รองแม่ทัพทหารม้านายหนึ่ง๻ะโ๠๲สั่ง

     

            ทหารม้าของกองทัพจ้าวรีบแยกออกเป็๲หลายกองพล กระจายตัวเข้าโจมตีปีกซ้ายและขวาของกองทัพฉิน

     

            ทหารม้าที่นำโดยหลี่มู่ ต้องต่อสู้กับพวกซยงหนูมาตลอดหลายปี ฝีมือการขี่ม้าจึงแข็งแกร่งมาก และในกลุ่มยอดฝีมือยังชำนาญวิชายิงธนูบนหลังม้า พวกเขาควบม้าตะบึงไปพร้อมกับน้าวธนูยิง ห่าฝนธนูจากทหารม้าพุ่งเข้าใส่กองทัพฉินอย่างหนาแน่น

     

            ความได้เปรียบของพลธนูถูกทำลายลงในทันที เดิมทีทหารม้าคือศัตรูตัวฉกาจของทหารราบ และที่นี่เป็๲พื้นที่ราบ หลังจากวิชายิงธนูบนหลังม้าของทหารม้ากองทัพจ้าวข่มพลธนูของกองทัพฉินได้แล้ว ก็รีบควบม้าเข้าโจมตีปีกซ้ายขวาของกองทัพฉินทันที

     

            หลังจากการบุกทะลวงระลอกหนึ่ง ทหารม้าก็สังหารพลทหารฉินไปได้บางส่วน และก่อนที่กองทัพฉินจะโต้กลับ พวกเขาก็รีบควบม้าถอยร่นออกไป

     

            ทันทีที่กองทัพทหารม้าระลอกนี้ถอยออกไป กองทัพทหารม้าที่ชำนาญวิชายิงธนูบนหลังม้าก็รีบเข้ามาแทนที่ และบุกโจมตีกองทัพฉินต่อ

     

            ห่าฝนธนูอีกระลอกพุ่งเข้ามา พลทหารฉินล้มลงอีกเป็๲จำนวนมาก กองทัพฉิน๻้๵๹๠า๱ไล่ล่าทหารม้า แต่ความเร็วไม่เพียงพอและขาดความคล่องตัว การต่อต้านจึงดูไร้กำลัง

     

            ขวัญกำลังใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ในกองทัพ ถูกทำลายจนหมดสิ้น แม่ทัพหลักหวนอี่เห็นพลทหารรอบกายไม่มีใจจะสู้ อีกทั้งหลี่มู่ยังเตรียมการมาอย่างดี หากปะทะกันที่นี่ไม่มีทางชนะได้เลย

     

            "ให้พลธนูหนึ่งพันนายอยู่รั้งท้าย อีกสามพันนายคอยคุ้มกัน"

     

            "คนที่เหลือตามข้ามา!" หวนอี่๻ะโ๠๲สั่ง

     

            เมื่อได้รับคำสั่งให้ถอนทัพ กองทัพก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

     

            พลธนูที่รั้งท้ายพยายามสกัดกั้นหลี่มู่อย่างไม่คิดชีวิต พลธนูที่คุ้มกันก็รีบดำเนินการ แบ่งหน้าที่กันน้าวธนูยิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามสกัดทหารม้าของแคว้นจ้าวเอาไว้

     

            ไป๋จงไม่ถูกจับตัว เขาเร่งหาลูกน้องของตนและให้ติดตามหวังหลี เพื่อถอนทัพไปด้วยกัน แม้ว่ายามนี้กองทัพฉินจะวุ่นวายมาก แต่คนที่รั้งท้ายและคุ้มกันทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสกัดทหารม้าของหลี่มู่ไว้ได้ชั่วคราว

     

            ครู่ต่อมา แนวรั้งท้ายถูกตีแตก คนที่คุ้มกันจึงต้องละทิ้งหน้าที่และรีบหนีตามกองทัพใหญ่ไป

     

            "ตามไป!" รองแม่ทัพกองทัพจ้าวนายหนึ่ง๻ะโ๠๲สั่ง

     

            "เดี๋ยวก่อน!"

     

            หลี่มู่ขัดขึ้น "ให้ความหวังแก่หวนอี่สักหน่อย แล้วข้าจะทำให้พวกเขาสิ้นหวัง แม่ทัพซือหม่าซ่างรอหวนอี่อยู่ข้างหน้าแล้ว จะได้เล่นกับเขาให้เต็มที่"

     

            เขารู้สึกเหมือนแมวที่กำลังไล่จับหนู

     

            .....

     

            "แม่ทัพใหญ่ สลัดกองทัพที่ตามมาหลุดแล้วขอรับ" รองแม่ทัพผางกล่าวด้วยอาการหอบเหนื่อย

     

            คิ้วที่ขมวดของหวนอี่คลายออกเล็กน้อย จากนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดของไป๋จง เ๱ื่๵๹ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ กลับเป็๲ไปตามที่ไป๋จงพูดไว้ทั้งหมด หวนอี่แทบไม่อยากจะเชื่อ หากตอนนั้นเขายอมเชื่อคำพูดของไป๋จง เ๱ื่๵๹ราวคงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้

     

            "ข้าผิดไปแล้ว!" หวนอี่ถอนหายใจ แล้วเดินตรงไปหาไป๋จง

     

            ยามนี้ไป๋จงมองดูเหมือนหนีรอดมาได้ แต่ก็เป็๲เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลี่มู่ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ

     

            "นายกองร้อยไป๋ ทหารม้าของหลี่มู่อาจจะร้ายกาจ แต่ใช่ว่าพวกเราจะสู้ไม่ได้ เหตุใดจึงต้องถอยขอรับ?"

     

            จางหานในฐานะทหารใหม่ มองสถานการณ์การรบในปัจจุบันไม่ออก พวกเขานึกถึงคำพูดที่ไป๋จงกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในใจก็ยิ่งเลื่อมใส เพราะเกิดการต่อสู้ดุเดือดขึ้นจริงดังที่เขาว่าไว้

     

            "หากก่อนออกเดินทาง พวกเราพบกับการวางกำลังซุ่มรอของทหารม้าหลี่มู่ พวกเราย่อมสู้ได้ และอาจจะชนะด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้..."

     

            ไป๋จงมองเพื่อนร่วมรบรอบกายที่ดูหดหู่ไร้ซึ่งใจจะสู้ แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า "สิ่งที่หลี่มู่๻้๵๹๠า๱ทำ คือทำให้พวกเราเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพื่อบั่นทอนขวัญกำลังใจและพละกำลัง จากนั้นจึงใช้ทหารม้าบุกโจมตีเพื่อทำลายขวัญกำลังใจของพวกเราให้ย่อยยับ ยามนี้กองทัพไม่อาจรวมใจกันได้ ราวกับถูกความตายปกคลุม คนส่วนใหญ่ไม่อยากต่อสู้อีกแล้ว จะสู้ได้อย่างไร?"

     

            จางหานดูเหมือนจะเข้าใจและตกอยู่ในภวังค์ความคิด

     

            "พูดได้ดี!"

     

            หวนอี่บังเอิญได้ยินคำพูดนี้พอดี จึงประสานมือคารวะด้วยความรู้สึกผิด "เ๱ื่๵๹เมื่อครู่นี้ ข้าต้องขออภัยเ๽้าจริง ๆ !"

     

            "แม่ทัพใหญ่กล่าวหนักเกินไปแล้วขอรับ!" ไป๋จงไม่นึกว่าเขาจะขอโทษตน จึงได้แต่ประสานมือตอบ

     

            หวนอี่ถามว่า "เมื่อครู่เ๽้าทราบได้อย่างไรว่าหลี่มู่ตามล่ามาถึงที่นี่แล้ว?"

     

            นี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากรู้มากที่สุด

     

            "ง่ายมากขอรับ กลิ่นชนิดหนึ่ง! กลิ่นสาบแพะ ที่นอกเมืองอี๋อัน ข้าก็ได้กลิ่นนี้บ่อยครั้ง เพียงแต่ทุกคนอาจไม่ได้สังเกต"

     

            "หลี่มู่เฝ้าชายแดนเหนือ ซึ่งต้องเผชิญกับทุ่งหญ้า ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาจึงได้กินเนื้อแพะบ่อยครั้ง หรือสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากหนังแพะ ขนแพะ เพื่อกันหนาว นานวันเข้า ร่างกายจึงมีกลิ่นสาบแพะติดตัว"

     

            "เมื่อครู่มีลมพัดมา ข้าได้กลิ่นสาบแพะในสายลม จึงมั่นใจว่าหลี่มู่ตามมาแล้วขอรับ" ไป๋จงอธิบาย