“ข้อเสนอ”
ลูซี่ทวนคำ เออร์วินพยักหน้า
“ผมอยากจะให้พวกคุณมาเป็สาวใช้ส่วนตัวของผมครับ”
“ “เอ๊ะ!!!” ”
ทั้งลูซี่และเรเวนต่างอุทานพร้อมกัน แม้แต่เดซี่ที่โผล่หน้ามาจากด้านหลังของพี่สาวยังอดมองเออร์วินด้วยความสงสัยไม่ได้
“สาวใช้ส่วนตัวเหรอคะ?”
ลูซี่ทวนคำอีกครั้ง ส่วนเรเวนกลับคิดในใจว่า
‘สมองเด็กนี่ต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ ๆ เจอหน้าผู้ชายก็ชวนให้มาเป็ทหาร เจอหน้าผู้หญิงก็ชวนให้มาเป็สาวใช้ส่วนตัว’
เออร์วินก็ไม่เร่งรัดพูดว่า
“มีที่พักให้มีอาหารให้ครบสามมื้อมีเงินเดือนให้อีกทั้งยังไม่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ สนใจไหมครับ” เออร์วินทำการขายตรง
ลูซี่คิดคำนวณเื่ต่าง ๆ ไปมาในหัวใจจริงของเธออยากจะพาน้อง ๆ กลับไปที่เผ่า กลับไปหาพ่อแม่ของพวกเธอ แต่ความเป็จริงกลับบอกพวกเธอว่ามันคงเป็ได้แค่ความเพ้อฝันของหมาโง่ตัวหนึ่งเท่านั้น ในโลกที่ทุกคนต่างพากันกีดกันเผ่ามารอย่างพวกเธอมันแทบจะไม่มีที่ให้พวกเธอยืนเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกลับไปที่เผ่าที่เหมือนเป็เพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ
เท่ากับว่าข้อเสนอที่เออร์วินมอบให้เธอจึงเหมือนเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่ว่าภาพเหตุการณ์หนึ่งปรากฏขึ้นในใจของเธอ ภาพอันน่ารังเกียจของชายคนนั้น ความรู้สึกที่แก่นกายของชายคนนั้นชำแรกเข้ามาในตัวเธอย่ำยีตัวเธออย่างทารุณต่อหน้าน้อง ๆ ทั้งยังปล่อยน้ำสกปรกเข้ามาในตัวเธอ ในใจลึก ๆ ของเธอรู้สึกขยะแขยงและรังเกียจตัวเองจนอยากจะตายไปเสียให้พ้น แต่เธอมักบอกตัวเองเสมอว่า เธอต้องอยู่ต่อไปเพราะน้อง ๆ ทั้งสองต่างขาดเธอไม่ได้ ลูซี่เริ่มสั่นเทาอีกครั้ง ทุก ๆ วันเธอต้องโดนย่ำยีต่อหน้าน้อง ๆ ทุกวันต้องภาวนา่เวลานรกนั้นผ่านไปโดยเร็ว เธอปรารถนาเพียงอย่างน้อยก็ขอให้มีเพียงเธอเท่านั้นที่ต้องโดนแบบนี้
บ่อยครั้งที่เธอต้องอ้อนวอนขอร้องปีศาจตัวนั้นไม่ให้มันทำอะไรน้อง ๆ ของเธอแต่มาทำกับเธอแทน ทุก ๆ วันผ่านไปอย่างสิ้นหวัง พริบตานั้นจิตใจของลูซี่เริ่มดิ่งลงเรื่อย ๆ ร่างกายของเธอเริ่มสั่นยิ่งกว่าเก่า
ลิลลี่กับเดซี่สังเกตเห็นอาการของพี่สาวตนจึงแสดงสีหน้าเป็ห่วงร้องเรียกเธออย่างกังวล
“พี่”
“พี่สาวคะ”
แต่ก่อนที่ลูซี่จะจมดิ่งไปมากกว่านี้ฝ่ามือของเออร์วินก็วางลงที่หลังมือของเธอ ลูซี่สะดุ้งคล้ายได้สติกลับคืนมา เธอเงยหน้าเห็นเป็ใบหน้าที่งดงามราวประติมากรรมั์ตาสีแดงเพลิงอย่างอ่อนโยน เขายิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“ไม่เป็ไรนะครับ”
ลูซี่พยักหน้า เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“ผมรู้ว่าคุณยากที่จะเชื่อใจผมเพราะมนุษย์ทุกคนที่คุณพบเห็นล้วนแต่คิดจะทำร้ายคุณ ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อใจนะครับ แต่อยากให้คุณคิดดี ๆ เพราะผมคิดว่าตัวคุณนั้นไม่ได้มีตัวเลือกที่มากนักนะครับ”
ลูซี่ก้มหน้านิ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กชายอีกครั้งบอกเขาว่า
“ตกลงค่ะ” ลูซี่ดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดว่า “ถ้ายังไงก็ช่วยเอาปลอกคอทาสออกให้หน่อยได้ไหมคะ”
“ปลอกคอทาส?”
เออร์วินพูดก่อนจะหันไปมองเรเวน อีกฝ่ายปิดถุงมิติเทียมหาอะไรอยู่สักพักก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาสามม้วนส่งให้เออร์วิน เขารับมาทำหน้างง เรเวนอธิบายว่า
“ปลอกคอทาสจัดเป็อาร์ติแฟกต์ประเภทหนึ่งไม่สามารถทำลายด้วยกายภาพทั่วไปได้ การทำงานของมันจะยึดถือผู้ที่ถือหนังสือสัญญาทาสเป็หลัก โดยมันจะทำหน้าที่สะกดพลังเวทส่วนหนึ่งไว้แล้วคอยตอบสนองต่อจุดประสงค์ผู้เป็นาย”
“จุดประสงค์เหรอครับ?”
“ใช่อย่างเช่น้าให้ปลอกคอสร้างช็อตผู้สวมด้วยเวทสายฟ้าหรือทำให้ปลอกคอหดเล็กลงก็แค่ถือหนังสือสัญญาไว้แล้วถ่ายทอดความคิดไปที่หนังสือสัญญา”
“นั่นหมายความว่าชีวิตของผู้ที่สวมจะตกอยู่ในมือคนที่ถือสัญญาโดยสมบูรณ์สินะครับ”
เรเวนพยักหน้าก่อนจะอธิบายต่อว่า
“ส่วนวิธีปลดปล่อยผู้ที่ถูกสวมปลอกคอก็ง่าย ๆ เพียงแค่เผาทำลายหนังสือสัญญาทาสพวกเธอก็จะเป็อิสระ”
เรเวนพูดพลางยื่นหนังสือสัญญามาให้เออร์วิน เขารับมาก่อนจะล้วงไฟแช็กที่เขาประดิษฐ์เองออกมาจุดไฟแล้วทำการเผาม้วนกระดาษทั้งสาม พริบตาที่มันกลายเป็ขี้เถ้าเสียงปลดล็อกของอะไรซักอย่างก็ดังขึ้นไล่เลี่ยกันสามครั้ง
“คลิก!”
ลูซี่ง้างปลอกคอออกเป็คนแรกตามด้วยน้อง ๆ ของเธอ พี่น้องทั้งสามต่างมองหน้ากันไปมี สีหน้าดีใจของพวกเธอปิดไม่มิดก่อนที่ลูซี่จะหันมามองเออร์วินก่อนจะพูดทั้งน้ำตาว่า
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ ขอบคุณมากจริง ๆ บุญคุณนี้จะไม่มีวันลืมเลย”
เออร์วินเพียงยิ้มให้เธอแต่ไม่ได้พูดอะไร ลิลลี่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากด้านหลังพี่สาวมายืนตรงหน้าเออร์วิน พอเห็นเธอยืนแบบนี้ถึงรู้ว่าเธอสูงกว่าเออร์วินนิดหนึ่งเท่านั้นคาดว่าอายุของเธอคงไม่ต่างจากเขามาก ลิลลี่พูดว่า
“ขอบใจเ้ามากนะไอ้ปลอกคอเฮงซวยนี่ทรมานพวกข้ากับพี่มาตลอดเลยในที่สุดก็ได้หลุดพ้นมันเสียที ถึงเ้าจะโรคจิตแต่ก็เป็คนโรคจิตที่ดีนะ”
เออร์วินยิ้มเจื่อนเพราะอยู่ ๆ ก็ถูกเรียกว่าเป็คนโรคจิต
“เดี๋ยวเถอะลิลลี่อย่าเรียกผู้มีพระคุณแบบนั้นสิ”
“เอ๋!”
ลิลลี่หันไปมองพี่สาวพร้อมทำหน้างง ส่วนเดซี่นั้นเธอยืนขึ้นก่อนจะพูดว่า
“ขอบคุณนะคะคุณเอ่อ...”
“เออร์วินครับ เออร์วิน ไพร์ล็อก”
“ขอบคุณนะคะคุณเออร์วิน”
เออร์วินยิ้มให้เธอจากการสังเกตพบว่าเดซี่นั้นสูงไล่เลี่ยกัน และนิสัยของเธอดูจะใกล้เคียงกับลูซี่ผู้เป็พี่สาวมากกว่าลิลลี่เสียอีก
“พวกคุณพักผ่อนกันไปก่อนนะครับไว้เดี๋ยวเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้วค่อยเริ่มเรียนรู้งานของสาวใช้ส่วนตัว”
ลูซี่พยักหน้าให้เขา แล้วเออร์วินก็เปลี่ยนเป็สีหน้าจริงจังก่อนจะพูดกับพวกเธอว่า
“แล้วผมขอแจ้งให้พวกคุณทราบสองอย่าง อย่างแรกคือเมื่อคุณออกจากที่นี่ไปห้ามพูดถึงเื่ถ้ำนี่กับใครเป็อันขาด สัญญาได้ไหมครับ”
ลูซี่กับเดซี่พยักหน้าพูดพร้อมกัน
“ “สัญญาค่ะ” ”
เดซี่กลับพูดว่า
“เฮอะ ไม่มีใครอยากบอกหรอกนะว่าเคยอยู่ในถ้ำของคนโรคจิตน่ะ”
เออร์วินทำเป็ไม่สนใจเดซี่ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า
“ข้อสองเป็ข้อที่สำคัญมากสำคัญยิ่งกว่าข้อแรกอีก” เออร์วินชี้ไปที่เครื่องมือสร้างดินขับบอกว่า “ห้ามไปยุ่งกับเ้านั่นเป็อันขาดเลยนะครับ”
ทั้งสามคนมองตามมือของเออร์วิน ทันทีที่พวกเธอถูกพามาที่ถ้ำนี้พวกเธอก็มีแต่ความสงสัยตลอด พวกเธอเห็นแต่อักขระวงแหวนเวทมนตร์เต็มผนัง โต๊ะและเอกสารนับไม่ถ้วนที่ถูกจัดเป็ระเบียบบนโต๊ะ และยังมีเครื่องมือประหลาด ๆ ในห้องอีก โดยเฉพาะกลิ่นที่เธอััได้แม้จะเบาบางแต่ด้วยจมูกที่ไวต่อกลิ่นของสายพันธุ์ของเธอบวกกับสัญชาตญาณทำให้เธออยากที่จะอยู่ห่างจากเครื่องมือนั่น และกันน้อง ๆ ให้อยู่ห่างจากมันตามไปด้วย
เรเวนอดถามไม่ได้ว่า
“จะว่าไปฉันก็สงสัยมาั้แ่ตอนที่ฉันถูกเธอล่ามไว้ในถ้ำแล้วนะว่าเ้าสิ่งนี้คืออะไร สัญชาตญาณของฉันมันเตือนฉันตลอดว่าอย่ายุ่งกับมัน”
เออร์วินมองเรเวนด้วยสายตาตำหนิซึ่งนี่เป็ครั้งแรกที่เขามองเธอเช่นนี้บอกว่า
“พี่สาวรู้ไหมครับว่าพี่สาวอาจทำให้ชีวิตที่พี่สาวช่วยไว้ทั้งหมดต้องจบลงอย่างไร้ค่าหากพวกเธอมีคนใดคนหนึ่งไปยุ่งกับเ้าเครื่องนั้น”
ลูซี่หน้าซีดเผือดมองเครื่องนั้นด้วยความหวาดระแวง ใบหน้าของเรเวนกระตุกเพราะเธอสังเกตว่าไม่ว่าจะถูกเธอถากถางหรือพูดแซะเออร์วินมักจะยิ้มรับอย่างไม่ใส่ใจ แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายกลับมองเธออย่างตำหนิและมีสีหน้าเคร่งเครียดบ่งบอกได้ว่าเื่นี้ร้ายแรงและสาหัสขนาดไหน เธอถามเด็กชายว่า
“มันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ”
เออร์วินสูดหายใจลึกก่อนจะอธิบายว่า
“มันคือเครื่องสร้างดินขับ”
“เครื่องสร้างดินขับ?” เรเวนทวนคำอย่างสงสัย
“พี่สาวเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่าดินปืนไหมครับ”
เรเวนพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ดินปืนเป็สิ่งที่ใช้ในอาวุธของพวกคนแคระ”
เออร์วินได้ยินดังนั้นก็ได้แต่สงสัยในใจ เพราะเขารู้มาว่าในโลกนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่าคนแคระอยู่ เท่าที่เขาอ่านเจอมาคนแคระนั้นหลงใหลในการหลอมสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ชอบการใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือคนแคระนั้นรู้จักการใช้ดินปืนด้วย
‘มิน่าตอนที่เราออกล่าค่าหัวถึงมีคนเข้าใจผิดว่าเราเป็คนแคระ ที่แท้ก็จากส่วนสูงและอาวุธที่เราใช้นี่เอง’ เออร์วินคิดในใจก่อนจะพูดว่า
“คล้ายกันครับแต่ต่างกันอยู่มาก อย่างแรกเลยก็คือการจุดะเิ ดินปืนนั้นจะมีปัญหากับความชื้นที่มากกว่า พลังะเิก็ด้อยกว่าและความปลอดภัยก็ไม่สู้ดินขับด้วย”
เรเวนทำหน้างงถามว่า
“ถ้ามันปลอดภัยกว่าดินปืนก็ไม่เห็นต้องกังวลขนาดนั้นเลยนี่”
เออร์วินมองหน้าเธอก่อนจะพูดว่า
“ประเด็นมันอยู่ที่กระบวนการผลิตครับ”
“เอ๊ะ!” เรเวนอุทาน
“ดินขับมีอยู่หลายประเภทที่ผมสร้างคือดินขับฐานคู่ ซึ่งส่วนประกอบของมันก็คือ ไนโตรเซลลูโลส กับ ไนโตรกลีเซอรีน ซึ่งสองอย่างนี้ผมต้องสกัดมันจากวัตถุดิบที่หามา และสองอย่างนี้มันอันตรายมาก โดยเฉพาะไนโตรกลีเซอรีนนั้นเป็สาระเิที่ไวต่อการกระแทกและการะเิอย่างรุนแรง ซึ่งผมได้วางวงจรเวทที่ช่วยรักษาความเสถียรในการสกัดทั้งสองอย่างไปจนถึงการสร้างดินขับ แต่มันจะไร้ความหมายเลยหากมีปัจจัยภายนอกไปยุ่งกับมัน”
จบคำของเออร์วินเรเวนถึงกับหน้าซีดเผือด บัดนี้เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่เธอทำหวาดเสียวขนาดไหน เธอหันไปมองลูซี่พบว่าก็มองเธอด้วยสีหน้าตื่นตะลึงก่อนที่เธอจะคว้าข้อมือลิลลี่ไว้กำชับว่า
“จนกว่าจะได้ออกไปจากที่นี่เธอห้ามยุ่งวุ่นวายเด็ดขาด และต้องอยู่ใกล้พี่ตลอดจำไว้”
“เอ๋! ไม่เห็นพูดแบบนี้กับเดซี่บ้างเลย”
“เพราะเดซี่ไม่เหมือนกับเธอไงล่ะ”
ลิลลี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้บอกว่า “ไม่ยุติธรรมเลย”
เรเวนหันไปถามเออร์วิน
“ย้ายพวกเธอไปที่อื่นดีไหม”
เออร์วินกลับทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะถามว่า
“พี่สาวพาพวกเธอมาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันสามารถพาคนเคลื่อนย้ายผ่านเงาไปกับฉันได้ครั้งละหนึ่งคน”
เออร์วินถึงกับร้องในใจออกมา ‘สะดวกแท้’ ก่อนจะพูดว่า
“เดี๋ยวผมจะพูดเื่นี้กับท่านแม่ดูครับ ท่านเป็คนใจดีและไม่ค่อยจะคิดอะไรเยอะคิดว่าคงไม่ปฏิเสธ”
ตอนแรกเขาว่าจะให้พวกเธออยู่ที่นี่ไปจนกว่าร่างกายจะแข็งแรงแต่คิดดูอีกทีพาพวกเธอออกไปจากที่นี่เร็วที่สุดเท่าไหร่ยิ่งดี
“พี่สาวพาผมกลับไปที่ห้องได้ไหมครับ”
ทว่าเรเวนกลับส่ายหน้าตอบว่า
“ไม่ได้หรอกพระราชวังของเธอวางวงแหวนเวทมนตร์ไว้ การเคลื่อนย้ายจากข้างในออกนอกนั้นไม่มีปัญหาแต่การเคลื่อนย้ายจากข้างนอกเข้าไปข้างในด้วยความสามารถของฉันยังคงเป็ไปไม่ได้”
‘พระราชวังของไพร์ล็อกมีวงแหวนเวทมนตร์กันคนใช้เวทเคลื่อนย้ายเข้าไปข้างใน?’ เออร์วินคิดในใจก่อนจะรู้สึกว่านี่น่าจะเป็เื่ปกติ เพราะต้องป้องกันการลอบสังหาร เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังทางเดินเข้าถ้ำทำท่าหาวพลางบอกว่า
“งั้นก็ช่างเถอะครับ กลับไปนอนกันเถอะนอนดึกเป็ศัตรูของความงามนะครับ”
เรเวนเดินตามเขาไปจนเมื่อทั้งคู่อยู่ตรงทางเดินเข้าถ้ำก่อนจะร้องเรียกเขา
“เดี๋ยวก่อน”
เออร์วินหยุดเดินหันมามองเธอ
“ครับ?”
เรเวนเดินหยุดตรงหน้าเขายื่นแหวนวงหนึ่งให้
“รับไว้สิคิดว่าเธออาจต้องใช้มัน”
เออร์วินรับมาพบว่ามันเป็แหวนที่ประดับด้วยเพชรสีน้ำตาล เขามองแหวนวงนั้นอย่างฉงนก่อนจะมองเรเวนถามเธอว่า
“พี่สาวขอผมแต่งงาน?”
“ไม่ใช่ย่ะ” เรเวนแทบอยากใช้สันมือสับกลางกบาลอีกฝ่ายขึ้นมาทันที ก่อนจะอธิบายว่า “นี่เป็แหวนของดอน โกเบอร์ เป็อาร์ติแฟกต์ระดับต่ำชิ้นหนึ่ง คุณสมบัติของมันก็คือการเพิ่มพลังให้ใช้กับสร้างม่านป้องกันที่มีคุณสมบัติธาตุดิน ฉันคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับเธอ”
เออร์วินมองแหวนในมือก่อนจะยิ้มให้เรเวนบอกว่า
“ขอบคุณนะครับพี่สาว”
“เฮอะ” เรเวนทำเป็ไม่สนใจอะไรก่อนจะพูดว่า “ฉันนึกว่าเธอจะว่าฉันซะอีกที่ช่วยคนพวกนั้นโดยพลการ”
“ความเห็นอกเห็นใจสินะครับ เก็บรักษามันไว้ให้ดีนะครับเพราะมันคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์อย่างพวกเราสูงกว่าเดรัจฉาน”
เรเวนมองหน้าเออร์วินเธอพบว่ายิ่งอยู่กับเด็กคนนี้มากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งไม่เข้าใจเขา ทุกสิ่งที่เขาคิดทุกสิ่งที่เขาทำไม่ใช่สิ่งที่เด็ก 10 ขวบจะคิดได้ทำได้ เธอยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย เออร์วินพูดกับเธออีกว่า
“แต่ความเห็นอกเห็นใจนั้นต้องมอบให้ถูกคนนะครับ เพราะหากเราเมตตากับศัตรูเมื่อไหร่เมื่อนั้นก็คือการอำมหิตกับพวกตนเอง เพราะความเห็นอกเห็นใจที่อยู่ผิดที่ผิดเวลานั้นไม่ต่างจากการรนหาที่ตายครับ”
“เื่นั้นฉันรู้ดีไม่ต้องให้เด็กอย่างเธอมาบอกหรอก” เรเวนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะอดถามไม่ได้ว่า “เธอ้าให้เผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามมาเป็สาวใช้ส่วนตัวจริง ๆ เหรอ”
“สงสัยอะไรเหรอครับ?”
“ก็มันน่าสงสัยน่ะสิโดยเฉพาะเธอ”
“กล่าวหากันว่าน้ำใจของผมน่าสงสัยแบบนี้ก็แย่สิครับทั้งที่พี่สาวรู้จักผมได้แค่วันเดียวเองนะ” เออร์วินยิ้มให้เรเวนแต่กลับพบว่าเธอยังจ้องหน้าเขาตาเขม็ง จึงถอนหายใจพูดว่า “ผมเคยอ่านเจอมาว่าเผ่าหูสัตว์นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่พละกำลังและการฟื้นตัวที่ยอดเยี่ยม พี่สาวไม่คิดว่านั่นจะมีประโยชน์กับพวกเราเหรอครับ แล้วอีกอย่างหากมีพวกเธอมาทำหน้าที่คุ้มกันให้ผมว่ามันก็เป็หลักประกันที่ไม่เลวนะครับ”
“ถ้าพวกศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์รู้เื่นี้เธองานเข้าแน่ ไม่รู้รึไงว่ากำลังเล่นกับไฟอยู่”
เรเวนกล่าวเตือนแต่เออร์วินกลับยิ้มแล้วพูดทีเล่นทีจริงว่า
“ผมรู้ดีครับว่าผมทำอะไร ผมกำลังทำให้ชีวิตที่พี่สาวช่วยไว้ไม่สูญเปล่าไงครับ” เออร์วินเงียบไปก่อนจะพูดพร้อมแววตาครุ่นคิด “แต่ว่านะครับที่ผมสนใจคือผู้หญิงที่พิการคนนั้นต่างหาก ด้วยจิตใจที่พังทลายของเธอหากผมสามารถซ่อมแซมจิตใจเธอได้ล่ะก็ผมคิดว่าผมสามารถเปลี่ยนเธอให้กลายเป็เครื่องมือที่ยอดเยี่ยมได้นะครับ”
เรเวนมองหน้าเขาอย่างสงสัยก่อนจะกล่าวเตือนว่า
“ผู้หญิงคนนั้นพิการนะจะทำอะไรได้”
เออร์วินกลับถามเธอไปว่า
“หากผมทำให้เธอกลับมามีแขนและขาครบอีกครั้งล่ะครับ”
เรเวนส่ายหน้าหนักแน่นก่อนจะพูดว่า
“เป็ไปไม่ได้การจะทำให้ขาและแขนที่ขาดไปงอกออกมาใหม่นั้นต้องเวทรักษาขั้นสูง ซึ่งในทวีปอาร์เคนัสการจะหาคนที่ใช้เวทแบบนั้นได้เป็อะไรที่ยากมาก แม้แต่ฉันเองก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน คนเดียวที่ฉันรู้นั้นก็ทำงานให้ศาสนจักร ซึ่งเขาไม่มีทางถ่อมาที่เมืองบ้านนอกแบบนี้เพื่อคนที่คิดจะรับเผ่ามารหูสัตว์เป็สาวใช้ส่วนตัวแน่”
เออร์วินรอให้เธอกล่าวจนจบจึงพูดว่า
“ผมเพียงแต่บอกว่าทำให้เธอกลับมามีแขนและขาครบ แต่ผมไม่ได้บอกเลยนะครับว่าจะทำให้แขนและขาที่ขาดไปของเธองอกกลับมา”
“เอ๊ะ!”
“พี่สาวเคยได้ยินคำนี้มั้ยครับว่า ‘เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนตร์’ ”
“เทคโนโลยี?” เรเวนทวนคำอย่างสงสัย เพียงวันนี้วันเดียวเด็กชายคนนี้ก็พ่นคำที่เธอไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินออกมาหลายคำจนเธองงไปหมด
เออร์วินไม่สนใจเธอเพียงบอกว่า
“ดึกมากแล้วกลับไปนอนกันเถอะครับ อย่าลืมนะครับว่าการนอนดึกเป็ศัตรูของความงาม”
พูดจบเออร์วินก็เดินออกจากถ้ำไปก่อนไม่สนใจเรเวนที่มองหน้าเขาแล้วเตรียมจะถามว่า เทคโนโลยีคืออะไร เพราะตอนนี้เขายังไม่อยากอธิบายให้เธอฟังว่า เวทมนตร์มันไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะมันยังมีความเป็ไปได้อีกหลายทางที่เกิดจากการตกผลึกและการกลั่นกรองจากรุ่นสู่รุ่นอยู่