วีรบุรุษอหังการ

    33 ทดสอบฝีมือ


             

            เอี้ยนเฟยซายืนเหม่อมองธารน้ำที่ไหลรินหน้าบ้านดิน  ตอนนี้เขารู้สึกผูกพันกับน้ำเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่าตนเองได้ค้นพบความลับของการควบคุมลมปราณจากในน้ำ  ทำให้ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายวนเวียนอยู่กับสิ่งนี้  แต่นั่นก็ยังคงไม่ถูกต้องทั้งหมด  เหมือนมันมีอะไรมากกว่านั้นติดอยู่ในสมอง  เพียงแค่ไม่สามารถเข้าใจและอธิบายได้


              ไฉนสายน้ำถึงไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ  ไฉนพอถูกตัดขาดแล้วก็ไหลกลับมารวมกันทันที  น้ำไม่แบ่งหนักแบ่งเบา  ไม่แบ่งใหญ่แบ่งเล็ก  ปรับรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุ  มีรูปร่างแต่สามารถทะลุผ่านได้  พร้อมจะผสานรวมตัวกันทุกเมื่อ หากสามารถนำคุณสมบัติของน้ำมาปรับใช้กับวิทยายุทธ์  คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย


              ทันใดนั้นเขาก็พบเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินทางมาถึงที่นี่  เป็นสตรีที่เขานึกถึงก่อนจะเข้าสู่นิทราในทุกค่ำคืน  เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยผู้งามเลิศ  ครบรอบเจ็ดวันของการนัดหมายแล้ว  นางเดินทางมาเพื่อรับตัวยาก่อนออกเดินทางไกล  หญิงสาวในชุดเก่าสุภาพสะอาดสะอ้าน งามสง่าเกินกว่าจะหาสตรีใดบนโลกใบนี้มาเทียบเคียงได้  เอี้ยนเฟยซาเหม่อมองจนเซื่องซึมไป  คล้ายกับวิญญาณถูกกระชากลอยไปหาผู้อื่นแล้ว


              “เจ้าคนสนทนากับตัวเอง  ไฉนวันนี้ถึงสงบปากสงบคำ  ไม่พูดจาพร่ำเพ้อเหมือนวันก่อนเล่า  หรือว่าถูกเจียวซินตัดลิ้นไปแล้วเพราะปากมาก  หรือว่า...”


              “ท่านกลับมาแล้ว  โอ ข้าแทบลืมเลือนเจ้าไป  นั่น...นั่น...เป็นไปได้อย่างไร”


              “ลืมเลือนข้า?”


              “ไม่ใช่เช่นนั้น คือว่าที่ผ่านมาข้าทุ่มเทจิตใจจดจ่ออยู่กับฟื้นฟูวรยุทธ์  จึงหลงลืมวันคืน  ลืมคนลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไป  รวมไปถึง...ท่าน”

              เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยผงกศีรษะตอบชายหนุ่มตรงหน้า  ในสายตาของนางเอี้ยนเฟยซาผู้นี้คล้ายแปรเปลี่ยนเป็นคนละคน  แววตาของเขาดูคมกล้าลึกล้ำกว่าเดิม  ยิ่งตอนที่เห็นคนยืนสงบนิ่งจ้องมองสายน้ำ  แลดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ คล้ายกับยอดฝีมืออย่างแท้จริงผู้หนึ่งยืนทัศนาวารี  ไม่เจอะเจอกันเพียงเจ็ดวัน  คนกลับเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้ 


              “ดีใจด้วยที่เจ้าฟื้นคืนวรยุทธ์ และดูเหมือนว่าพลังลมปราณจะเพิ่มพูนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว  ว่าแต่เจ้าฝึกลมปราณถึงขั้นไหนกันแน่  บางครั้งก็เหมือนสำเร็จถึงขั้นลืมคนลืมฟ้าดิน  บางครั้งก็คล้ายอยู่ขั้นธรรมชาติแรกเริ่ม  แต่บางเวลาก็แสดงออกคล้ายยังอยู่ในขั้นลมปราณก่อเกิด  เหมือนมันแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์และการแสดงออกของเจ้า  ข้าออกท่องยุทธภพมาร้อยกว่าปี  ยังไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน”


              “ข้าเองก็ไม่สามารถอธิบาย  แรกเริ่มมันคล้ายมีคล้ายไม่มี  เวลาที่ตั้งใจใช้ลมปราณ  กลับค้นหาไม่เจอ  ไม่สามารถสามารถใช้ออกได้ แต่ในเวลาฉุกเฉินมันก็จะขับเคลื่อนเองโดยไม่ต้องพยายาม  แต่โชคดีที่ตอนนี้สามารถควบคุมได้แล้ว”


              “แม่นางจวงเมื่อมาแล้ว  ขอเรียนเชิญให้เข้ามาดื่มกินพลางสนทนากับเราข้างในก่อน ส่วนศิษย์เอี้ยนสมควรไปนั่งสมาธิฝึกลมปราณสักหลายชั่วยาม  อย่ามัวหลงระเริงในสิ่งที่ตนเองครอบครอง  ควรดึงดูดธาตุพลังจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ให้เพียงพอ”


              เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยตอบรับคำหนึ่งก็เดินเข้าบ้านดินไป เอี้ยนเฟยซามองดูเงาหลังอันรัดรึงด้วยใจร้อนรุ่ม  เขาไม่สามารถควบคุมจิตใจให้เป็นปกติ  เมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีผู้นี้  แม้แต่ความกะล่อนที่พึงมีก็ยังถูกสะกดเอาไว้  หรือว่ายอดสตรีนางนี้จะเป็นดาวข่มของตนเอง


              เอี้ยนเฟยซาไม่รู้จะมุ่งไปยังที่ใดต่อ  ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปฝึกลมปราณที่ธารน้ำตก  แต่เมื่อได้พบเจอกับสาวงาม  คนก็ไม่มีความกระตือรือร้นเช่นเดิมอีก  จึงเดินทอดน่องไปตามลำธาร  จดจ่ออยู่กับสายน้ำที่ไหลคดเคี้ยวเอื่อยเฉื่อย  ไม่นานก็เข้าสู่สภาวะลืมตัว  ลืมสิ้นทุกอย่างที่อยู่รอบกายกาย  แม้แต่ดาบที่สะพายอยู่กลางหลังก็ลืมเลือน  เหลือเพียงสายน้ำ  ต้นไม้ใบหญ้า และเสียงสรรพสัตว์ร่ำร้อง ปรากฏพลังปราณจากฟ้าดินมากมายไหลหลั่งเข้าสู่ร่างกายผ่านทางสองเท้าที่ย่ำลงบนผืนแผ่นดิน  แล้วไหลออกจากร่างผ่านทางสองมือที่กางออก  ทุกการไหลเข้าไหลออกของพลังปราณบริสุทธิ์จากธรรมชาติ มีพลังบางส่วนแทรกซึมเข้าสู่ช่องโพรงลึกลับในร่างกายของตนเอง  คล้ายบ่อน้ำลึกที่คอยกักเก็บน้ำฝนเอาไว้  ทำให้สภาพภายในช่องโพรงเหล่านี้ขยับขยายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา  พลังลมปราณของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นทุกฝีก้าวเช่นกัน


              ผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่ทราบได้  เอี้ยนเฟยซาได้วกกลับมายังจุดเดิมที่เคยยืนสนทนากับจวงซูเม่ย  เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบเห็นใบหน้าเดิมอีกครั้ง  เทพสตรีผู้งดงามกำลังยืนจ้องมองเขาอยู่  หล่อนทำหน้าสงสัยคล้ายแปลกประหลาดใจในตัวชายหนุ่ม

     

              “เจ้าเข้าสู่ขั้นลืมคนลืมฟ้าดินอีกแล้ว  ขอแสดงความยินดีกับเจ้าที่สามารถหยิบยืมพลังปราณบริสุทธิ์จากธรรมชาติมาใช้งานได้ต่อเนื่อง จากนี้ไปล้วนอยู่ที่ความขยันขันแข็งในการฝึกฝนตนเองแล้ว  ตำแหน่งเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์ต้องมีชื่อของเจ้าอย่างแน่นอน”


              “คงยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก  ทุกครั้งที่รอดจากน้ำมือของคู่ต่อสู้  ล้วนอาศัยโชคและพลังลึกลับจากตัวดาบทั้งนั้น มันคงยังอีกยาวไกลที่จะเทียบเท่าเหล่าเจ็ดยอดยุทธ์”


              “ในบรรดาเจ็ดยอดยุทธ์ชั้นในแดนมนุษย์นั้น  ยังมีอีกหลายคนที่ลำดับขั้นการฝึกลมปราณด้อยกว่าเจ้าในตอนนี้  บางคนยังอยู่ขั้นลมปราณทวีคูณ  ไม่ได้เข้าขั้นธรรมชาติแรกเริ่มเลยด้วยซ้ำ  หากให้เวลาเจ้าฝึกฝนเช่นนี้อีกเพียงสองปี  ลมปราณที่เพิ่มพูนจะนำหน้าพวกเขาเหล่านั้นอย่างแน่นอน”


               เอี้ยนเฟยซาถึงกับอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก เขากำลังก้าวสู่เส้นทางของยอดฝีมือ นี่เป็นคำยืนยันจากยอดฝีมือที่ผู้คนล้วนยอมรับอย่างเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย  ในฐานะผู้คลั่งไคล้ในเชิงยุทธ์เช่นเขา  ย่อมดีใจจนไม่อาจปิดยังไว้ได้ 


              จวงซูเม่ยเดินถอยหลังไปสามก้าว  ชักกระบี่สายรุ้งออกมา  นางมองดูเอี้ยนเฟยซา  กล่าวว่า


              “ชักดาบออกมา  แล้วจู่โจมใส่ข้า”


              เอี้ยนเฟยซาตอนแรกงุนงง  จากนั้นก็รีบชักดาบออกมากำไว้แน่น  ยอดฝีมือหญิงผู้งดงามนี้กำลังจะชี้แนะเพลงดาบให้แก่ตนเอง  โอกาสเช่นนี้ไม่มีมาง่ายดาย  หรืออาจจะไม่มีเลยสำหรับบางคน  แต่สำหรับผู้โชคดีเช่นเขา  โอกาสอันดีงามในการพัฒนาตนเองมาถึงแล้ว


              “จู่โจมเข้ามาให้เต็มที่  อย่าได้กังวลใจ”


              เอี้ยนเฟยซาขานรับคำหนึ่ง  ก็พุ่งตัวเข้าหาจวงซูเม่ย  ดาบในมือฟาดฟันออกตามกระบวนท่าที่ร่ำเรียนมาจากสำนักเสือดำ  มีชื่อว่าเสือดำออกศึก  กระบวนท่าไม่เลิศล้ำพิสดารแต่อย่างใด  แต่พลังดาบที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณ  กลับทำให้กระบวนท่านี้น่าเกรงขามไม่น้อย 


              จวงซูเม่ยจี้ปลายกระบี่ใส่ตัวดาบ  เป็นกระบวนท่าธรรมดาสามัญทั่วไป  คล้ายกับชาวนาทิ่มแทงไม้แหลมใส่มัดฟางข้าว  แต่กลับจู่โจมใส่จุดอ่อนของกระบวนท่าดาบ  เอี้ยนเฟยซามือไม้ปั่นป่วนไปหมด  ต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนท่ากะทันหัน  เขาเหยียบใส่พื้นดินคราหนึ่ง  ร่างชายหนุ่มลอยขึ้นสูงสองวา  ดาบในมือแปรเปลี่ยนเป็นฟาดฟันลงมา  กระบวนท่านี้มีชื่อว่าเสือดำขย้ำกวาง  นับเป็นการโจมตีที่รุนแรงรวดเร็วกว่ากระบวนท่าแรก  พลังลมปราณที่แฝงมากับตัวดาบก็รุนแรงกว่าด้วย


              จวงซูเม่ยเขี่ยกระบี่จากล่างขึ้นบนไปปะทะกับตัวดาบที่จู่โจมลงมา  กระบี่คล้ายกับมีชีวิตขึ้นมา  มันกระแทกใส่ตัวดาบคราหนึ่ง  แล้วแฉลบผ่านตัวดาบจู่โจมใส่คนถือดาบ  เอี้ยนเฟยซาแทบปล่อยดาบในมือทิ้ง  แล้ววิ่งหนีเอาชีวิตรอด  แต่คนยังมีไหวพริบดีอยู่  รีบทิ้งตัวตกลงมายังพื้นดิน  ปลายกระบี่เฉียดศีรษะไปเพียงครึ่งคืบเท่านั้น  เมื่อตกลงมาถึงพื้นดิน  ยังไม่ทันที่จะคิดท่าจู่โจมต่อไป  ฝักกระบี่ของเทพสตรีผู้ยิ่งใหญ่ก็จู่โจมมาถึงแล้ว  ชายหนุ่มไม่มีเวลาที่จะคิดกระบวนท่าป้องกันตัว  ทำได้เพียงขวางดาบมาอยู่ระดับเหนืออก  รับแรงกระแทกจากการจู่โจม 


              ร่างของเอี้ยนเฟยซาต้องลอยไปยังด้านหลังห้าหกก้าว แรงกระแทกจากลมปราณที่มาพร้อมกับฝักกระบี่  ทำให้เขาเลือดลมปั่นป่วน  ด้วยกระบวนท่าที่จู่โจมออกอย่างเฉื่อยชาของจวงซูเม่ย  ยังมีพลังรุนแรงถึงเพียงนี้  หากจู่โจมอย่างสุดกำลัง  ร่างของเขาคงทอดกายเป็นซากศพที่ไม่สมประกอบแล้ว


             

             “วิชาดาบของเจ้าไม่เอาไหนเลย  สะเปะสะปะจนไม่อาจนับเป็นกระบวนท่าได้  ตั้งแต่ขยับตัวข้าก็สามารถคาดเดาท่าจู่โจมออก  การตีโต้กลับไปจึงง่ายดายยิ่ง”


              “นั่นเป็นวิชาดาบที่ข้าซื้อเรียนมาจากสำนักเสือดำ  เป็นความภาคภูมิใจตลอดมา ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะอ่อนด้อยถึงเพียงนี้  โอ ข้าต้องทำเช่นไร”


              จวงซูเม่ยใส่กระบี่เข้าฝัก  เดินมายืนเคียงข้างกับเอี้ยนเฟยซา  กล่าวว่า


              “เจ้ามีพลังลมปราณถึงเพียงนี้แล้ว  สมควรสร้างกระบวนเพลงดาบของตนเองขึ้นมาชุดหนึ่ง  เพลงดาบที่เหมาะสมกับพลังลมปราณและบุคลิกของตนเอง ยอดฝีมือที่สามารถสร้างชื่อในยุทธภพได้ ล้วนคิดค้นกระบวนท่าในการต่อสู้ด้วยตนเองทั้งนั้น ดูอย่างวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่สำเร็จเคล็ดวาตะ  เป็นยอดยุทธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังเยาว์วัย  หากเจ้าต้องการประสบความสำเร็จในเชิงยุทธ์  ก็ต้องเริ่มจากจุดนี้แหละ”


              “คิดค้นกระบวนเพลงดาบ?”


              “เมื่อเจ้าบรรลุขั้นลมปราณก่อเกิดแล้ว  ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้การฝึกฝนเพลงดาบกระบี่  การมีกระบวนท่าถือเป็นขั้นแรกของความสำเร็จเชิงดาบกระบี่  เจ้าต้องพยายามให้มากเข้าไว้  ข้าจะให้เวลาสามวัน  แล้วเราจะกลับมาประลองกันอีกครั้ง  หลังจากนั้นข้าจะออกเดินทางท่องยุทธภพต่อไป”


              เอี้ยนเฟยซาตอบรับคำหนึ่ง  เขาไม่เคยนึกถึงการคิดค้นกระบวนท่าเพลงดาบด้วยตนเองมาก่อน  นั่นก็เป็นเพราะว่าที่ผ่านมามัวแต่คิดว่าตนเองต้อยต่ำเกินไป  ไม่มีวันเป็นยอดฝีมือแท้จริงได้  แต่หลังจากวันนี้เป็นต้นไป  ความรู้สึกนึกคิดของเขาก็แปรเปลี่ยนไปตลอดกาล

             

     



     

            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินนั่งอยู่บนหอสังเกตการณ์  เคียงคู่กับกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน ทั้งสองเปลี่ยนเป็นจิบชาขึ้นชื่อด้วยใบหน้าสดชื่นแจ่มใส  ไม่คล้ายคนที่ผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมารอบหนึ่ง พลังฝีมือและประสบการณ์ของทั้งคู่อยู่เหนือกว่าชาวยุทธ์ทั่วไป  การแสดงออกย่อมแตกต่างเช่นกัน


            หอสังเกตการณ์อยู่หลังกำแพงอิฐที่สูงสี่วา  กำแพงสูงมากแล้วแต่มันสูงยังกว่ากำแพงหนึ่งวาครึ่ง สามารถมองเห็นภายนอกกำแพงได้ชัดเจนโดยไม่มีอะไรมาบดบัง  สำนักกระบี่อมตะเป็นเสาหลักในการค้ำจุนเมืองผิงเหยามาตั้งแต่เริ่ม  การก่อสร้างหอสังเกตการณ์เช่นนี้ไม่ได้ดูน่าเกลียดแต่อย่างใด กลับเป็นความต้องการของผู้คนในเมืองเสียอีก  ที่มีเหล่าผู้กล้าคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยให้


            สำนักกระบี่อมตะมีพื้นที่หนึ่งในสิบของเมืองแห่งนี้  แรกเริ่มครองพื้นที่ถึงหนึ่งในสี่ของเมือง  แต่เมื่อเวลาล่วงเลยผ่าน  มีผู้คนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มขึ้น  จึงได้ทำการแบ่งขายที่ดินให้กับผู้มาใหม่  เป็นการทำธุรกิจที่ชาญฉลาด  ได้ทั้งเงินทองและใจของผู้มาใหม่ ส่งผลให้สำนักร่ำรวยมหาศาลและเป็นที่รักของชาวเมือง  มีผู้คนมาเข้าสำนักหลายพันคน  เป็นกลุ่มอิทธิพลอันดับหนึ่งในเมืองห่างไกลแห่งนี้ 


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมองดูเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะที่ตั้งแถวอยู่ในลานฝึกฝีมือ  ทุกคนล้วนสวมใส่ชุดขาวสะอาดสะอ้าน  สะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง  แต่ละคนคล่องแคล่วว่องไว  นับเป็นยอดฝีมือเชิงกระบี่ที่ไม่ธรรมดา เขารู้สึกชื่นชมในตัวสหายผู้นี้ที่อบรมเหล่าศิษย์อย่างเข้มงวด  มีแต่คนที่เคยเผชิญหน้ากับพรรคมารมาก่อน  จึงจะดำเนินการพร้อมสรรพเช่นนี้ พวกเขามั่นใจว่าวันหนึ่งพรรคมารจะหวนกลับคืน  และตอนนี้ก็เป็นดังที่คาดคิดเอาไว้แล้ว


            “เหล่าศิษย์ของท่านล้วนเข้มแข็งเตรียมพร้อม  แต่ศึกครั้งนี้ยังคงคาดเดาอะไรไม่ได้  เราอยู่ที่สว่างแต่ศัตรูอยู่ในที่มืด  ศัตรูรู้เราแต่เรากลับไม่รู้เขา  พรรคมารสมควรเตรียมการล่วงหน้ามานานแล้ว  ท่านมีแผนจะรับมือเช่นไร”


            กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนดื่มชาช้าๆ ด้วยท่าทีที่ปลอดโปร่งดังเดิม เขาจ้องมองไปยังนอกเมืองทางทิศใต้  ที่เทือกเขาสูงใหญ่สลับซับซ้อนตั้งตระหง่านอยู่ กล่าวว่า


            “พรรคมารก่อตั้งหมู่บ้านหนึ่งร้อยสามสิบหมู่บ้านในเทือกเขาเหล่านั้น  เมื่อคนจากป่าเขาหลั่งไหลกันเข้ามาอยู่ในเมือง  คนของพรรคมารก็เข้าปกครองพื้นที่เก่าเหล่านั้น  จนบัดนี้พรรคมารมีไส้ศึกอยู่ในเมืองนับพันคน  มีตั้งแต่ขอทานยันกองกำลังรักษาเมือง  รวมไปถึงศิษย์ในสำนักกระบี่อมตะบางคนด้วย”


            “ไฉนท่านไม่รีบกำจัดทิ้ง?”


            “เราต้องการจับปลาใหญ่  หากลงมือกำจัดพวกปลาเล็ก  ปลาใหญ่ก็จะไม่โผล่หัวออกมา  แต่ครั้งนี้พวกมันคิดว่าตนเองพร้อมแล้ว  จึงลงมือดำเนินการตามแผน  แต่ร้อยแผนพันคำนวณก็คงไม่คาดคิดว่าท่านจะปรากฏตัวที่นี่  แผนทำร้ายข้าบาดเจ็บจึงล้มเหลว  แต่ธนูเมื่อง้างออกแล้วก็ต้องยิงคราหนึ่ง  พรุ่งนี้คนส่งสารของพวกมันจะต้องมาหาเราอย่างแน่นอน”


            “ดูเหมือนท่านจะเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีแล้ว”


            กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนหันมายิ้มให้กับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน  กล่าวว่า


            “แท้จริงแล้วเราเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวก  โอ  สายสืบของเรารายงานมาว่าสี่องครักษ์มารรุ่นใหม่จะเป็นผู้นำทัพมา  บุคคลทั้งสี่คงสำเร็จยอดวิชาพิสดารในตำราวิชามารมา  หากไม่มีท่านเราเองก็ไม่แน่ใจว่าจะรับมือพวกมันได้”


            “ช่างน่าสนใจนัก  ยอดวิชาในตำราวิชามารจะเป็นเช่นใด  เราเองก็ใครสัมผัสด้วยตนเองอีกครั้ง  ในช่วงสงครามครั้งสุดท้ายตอนนั้น  สุริยะเทพหมิงหวั่งเป็นคนเอาชนะยอดฝีมือพรรคมารไปเกือบหมด ไม่เหลือไว้ให้พวกเราแม้แต่คนเดียว”


            “นั่นเป็นความผิดของเราเอง  หากท่านไม่ต้องคอยดูแลคุ้มครองเราที่บาดเจ็บหนัก  คงได้โลดแล่นไปยังแนวหน้า  สังหารยอดฝีมือพรรคมารแข่งกับสุริยะเทพหมิงหวั่งอย่างแน่นอน”


            ทั้งสองหัวร่อออกมาโดยพร้อมเพรียง  เมื่อเอ่ยถึงความหลังครั้นสงครามครั้งสุดท้าย  ทั้งสองล้วนอารมณ์ดียิ่ง  ทันใดนั้นเสียงเฮก็ดังขึ้นจากลานฝึกฝีมือ  เหล่าศิษย์ทั้งหลายล้วนดีอกดีใจที่มีขบวนม้าเข้าประตูมา  ผู้นำขบวนเป็นชายสูงวัยเช่นเดียวกับหลิวหนิงเทียน  แม้แต่ใบหน้าของมันก็คลับคล้ายกับเจ้าสำนักผู้นี้หลายส่วน  นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด  บุคคลนี้เป็นรองเจ้าสำนักกระบี่อมตะ เป็นน้องชายของเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน  นามว่าหลิวจิ้นป้าน  เป็นยอดฝีมืออันดับสองของสำนัก เมื่อมีผู้เข้มแข็งเช่นนี้กลับมาเสริมกำลัง  ไม่แปลกใจที่เหล่าศิษย์ในสำนักจะดีอกดีใจ


            การศึกใกล้จะเริ่มต้นเต็มทีแล้ว  เมื่อที่เคยสงบสุขมาหลายสิบปีอย่างเมืองผิงเหยากำลังจะลุกเป็นไฟ  การปะทะกันระหว่างมารและมนุษย์จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง  โดยมียอดฝีมือแดนเทพบางคนยืนอยู่ฝ่ายมนุษย์

             

             

             

     

     

     

     

     


    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน

    มังกรพลิกสวรรค์

    มังกรพลิกสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    161K 121
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134