จินรีดเค้นพลังและขว้างออกไปเพื่อทลายรังสีคุกคามที่ขวางกั้นราวกับกำแพงล่องหน จนร่างกายที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนถึงกับเหนื่อยหอบไปชั่วขณะ แต่เขาก็ยังกัดฟันรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่พุ่งตัวเข้าสู่กระจกอย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น มิติของผีร้ายก็หายวับไป กลายเป็เพียงห้องน้ำสะอาดที่ทิ้งทุกความสยดสยองไว้หลังม่านมิติที่ปิดตายลงอย่างสมบูรณ์
และเมื่อจินเงยหน้าขึ้นพร้อมมองสำรวจรอบกาย เขากลับต้องชะงักไปครู่ใหญ่
แม้จะเป็ห้องน้ำที่มีลักษณะคล้างคลึงกับห้องเดิม แต่มันไม่เหมือนกับห้องน้ำที่เขาเพิ่งเดินเข้ามา สภาพรอบตัวกลับแปรเปลี่ยนสภาพกลับกลายเป็ดั่งยุคสมัย พ.ศ. 2410 ทุกอย่างดูประณีตและสะอาดตา ราวกับเพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในยุคสมัยนั้น จินรีบผลักประตูวิ่งออกมาข้างนอกด้วยความเป็ห่วงเพื่อน ก่อนจะพบว่าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้กลายเป็โลกอีกใบไปเสียแล้ว..
บ้านเรือนไม้สไตล์ล้านนาโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและอาคารทรงเก่าแก่ตั้งเรียงรายภายใต้ท้องฟ้าสีอมแดงประหลาด ผู้คนในชุดย้อนยุคเดินเหินไปมาและใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุขราวกับนี่คือหมู่บ้านลับแลที่กาลเวลาหยุดนิ่ง จินกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างเร่งรีบ จนกระทั่งเห็นกลุ่มชาวบ้านชุดโบราณกำลังยืนมุงดูบางอย่างอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนไม้หลังใหญ่ ซึ่งเป็ตำแหน่งเดียวกับร้านอาหารที่พวกเขาเพิ่งมากันเมื่อครู่
โดยมีกฤษฎิ์นอนสลบไม่ได้สติอยู่บนพื้น ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำจากการขาดอากาศ และมิกกี้ที่ตื่นตระหนกพยายามเขย่าตัวเรียกสติพร้อมเรียกชื่อ ‘กฤษฎิ์’ อย่างสุดกำลัง
ไม่รอช้าจินรีบแหวกผู้คนแล้วพุ่งเข้าชาร์จทันที “มิกกี้ ถอยออกไปก่อน เราจัดการเอง!” จินรีบคุกเข่าลงข้างกฤษฎิ์ เขาใช้มือหนึ่งเชิดคางขึ้นและอีกมือแนบหน้าผากจัดท่าทางเพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่งที่สุด ก่อนจะรีบใช้นิ้วมือตรวจเช็กชีพจรที่ข้างลำคออย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่าชีพจรแ่ลงจนเข้าใกล้วิกฤต เขาจึงเริ่มประสานมือวางลงบนกึ่งกลางหน้าอกแล้วลงแรงปั๊มหัวใจอย่างเป็จังหวะหนักแน่นต่อเนื่อง เพื่อกู้สัญญาณชีพให้กลับคืนมา
ท่ามกลางสายตาซุบซิบและอาการตื่นใของชาวบ้านรอบข้างที่มุงดูพวกเขาราวกับเป็ตัวประหลาดที่หลุดเข้ามาผิดที่ผิดทางในหมู่บ้านไม้ล้านนาแห่งนี้ จินกัดฟันสู้กับความเหนื่อยล้าที่ยังหลงเหลืออยู่ พยายามยื้อชีวิตเพื่อนรักกลับคืนมาอย่างสุดความสามารถ
ในที่สุดกฤษฎิ์ก็สะดุ้งขึ้นพร้อมกับสำลักอากาศเข้าปอด ร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองและได้สติกลับมาอย่างหวุดหวิด ท่ามกลางความโล่งใจของจินและมิกกี้ จู่ ๆ ก็มีกลุ่มชาวบ้านหญิงสาวกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา ทุกคนสวมเสื้อม่อฮ้อมสีครีมตัดกับกางเกงสีน้ำตาลอ่อนดูสะอาดตาผิดจากที่จินคาดไว้
ชาวบ้านกลุ่มนั้นไม่ได้มาตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับอุปกรณ์หาบผู้ป่วยที่สานด้วยไม้ไผ่และผ้าทออย่างแ่า พวกเธอไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง แต่ช่วยกันพยุงร่างที่ยังอ่อนแรงของกฤษฎิ์ขึ้นวางบนแคร่หาบอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง
จินและมิกกี้ที่ยังอยู่ในอาการงุนงงพยายามจะทักท้วง แต่หนึ่งในชาวบ้านกลับส่งสัญญาณให้พวกเขารีบตามมา กลุ่มหญิงสาวชุดม่อฮ้อมช่วยกันหาบตัวกฤษฎิ์ออกเดินนำลิ่วไปตามทางเดินไม้ที่ปูลาดอย่างประณีต มุ่งหน้าไปยังศาลเ้าของหมู่บ้าน
ระหว่างทางที่จินกับมิกกี้เดินตามกลุ่มหาบผู้ป่วยไปนั้น จินแอบลดเสียงต่ำถามถึงสิ่งที่ยังติดค้างในใจ “มิกกี้... แล้วผีร้ายตนนั้นล่ะ หายไปไหนแล้ว”
มิกกี้ส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ั้แ่ที่มันลากเรากับกฤษฎิ์มาที่นี่ ก็หายตัวไปเลย”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้จินขมวดคิ้ว ความรู้สึกไม่มั่นคงเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจของเขา แต่เขายังคงสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกออกมาให้ใครเห็น เขาเลือกที่จะเก็บงำความสับสนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย พลางแอบสังเกตสถานการณ์รอบตัวด้วยความระมัดระวัง ทุกจังหวะการก้าวเดินของเขาเต็มไปด้วยความรอบคอบ ราวกับกำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยร้ายที่จะจู่โจมเข้ามาทุกเมื่อ
กลุ่มหญิงสาวชุดม่อฮ้อมหาบตัวกฤษฎิ์ตรงดิ่งขึ้นไปยังเนินเขาสูง ซึ่งเป็ที่ตั้งของศาลเ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างสงบ ตัวอาคารถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่ผสมผสานกับงานไม้ท้องถิ่น หลังคาทรงจั่วชั้นซ้อนมุงด้วยกระเบื้องสีแดงสดประดับด้วยัคู่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ปลายจั่วที่เชิดงอนขึ้นตัดกับท้องฟ้าสีอมแดงดูขลังและน่าเกรงขาม
บริเวณลานกว้างหน้าศาลเ้ามีชาวบ้านในชุดพื้นเมืองเดินสวนกันไปมา กลิ่นธูปหอมตลบอบอวลลอยม้วนตัวออกจากกระถางสำริดขนาดใหญ่ เสียงระฆังใบเล็กที่แขวนตามชายคาดังกังวาน ‘กรุ๊งกริ๊ง’ ผสมกับเสียงเขย่าเซียมซีที่ดังเป็จังหวะจากด้านใน
จินที่เดินตามมาติด ๆ เริ่มชะลอฝีเท้าลง สายตาของเขาจดจ้องไปยังโครงสร้างและลวดลายัเ่าั้ด้วยความรู้สึกประหลาด ความคุ้นเคยบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวจนเขาต้องหันไปสบตากับมิกกี้ ซึ่งฝ่ายนั้นก็กำลังมองสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน
“…รู้สึกเหมือนกันไหม?” จินเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว
“คุ้นมากจิน...” มิกกี้พยักหน้าตอบด้วยเสียงสั่น ๆ “เราเคยเห็นศาลเ้านี้มาก่อน... มันเหมือนศาลเ้าที่เราเคยนั่งรถม้าผ่านเป๊ะเลย ทั้งสีของกระเบื้องเอย อะไรเอย แต่มันแปลกตรงที่... ที่นี่ทุกอย่างดูใหม่ เหมือนเพิ่งสร้างเสร็จยังไงยังงั้น”
จินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามปะติดปะต่อเื่ราวในหัว ก่อนจะวิเคราะห์ออกมา “ถ้าที่นี่คือที่เดียวกับที่เรารู้จักจริงๆ แสดงว่ากระจกบานนั้นไม่ได้แค่พาเราข้ามมิติ แต่อาจจะพาเราย้อนกลับมาในยุคที่ศาลเ้าแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จก็เป็ได้”
เมื่อเข้าสู่เขตศาลเ้าได้ไม่นาน กลุ่มหญิงสาวอีกกลุ่มในชุดพื้นเมืองที่ดูสะอาดตาก็เดินตรงเข้ามาหาจินและมิกกี้ พร้อมกับนำชุดใหม่มาให้พวกเขาเปลี่ยนทันที โดยกำชับผ่านท่าทางให้พวกเขาสวมใส่มันให้เรียบร้อยก่อนจะทำสิ่งอื่นใด
จินพยายามอ้าปากถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่นี่คือที่ไหน และกฤษฎิ์ถูกพาตัวไปที่ใดกันแน่ แต่คำตอบที่ได้กลับมีเพียงความเงียบและสายตาที่เรียบเฉยจากคนในศาลเ้า ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ราวกับว่าพวกเขาถูกฝึกมาไม่ให้เสวนากับคนนอก จนกระทั่งจินและมิกกี้ถูกพาตัวมายังห้องโถงด้านใน
ซึ่งพวกเขาพบว่ากฤษฎิ์นอนพักรออยู่ก่อนแล้วในที่เดียวกัน เพื่อนของเขายังคงดูอ่อนเพลียแต่สีหน้าเริ่มมีเืฝาดขึ้นมาบ้าง ทว่าสิ่งที่ทำให้จินแอบสงสัย คือกลุ่มคนที่คอยดูแลและจัดเตรียมพิธีอยู่รอบตัวพวกเขา เป็ผู้หญิงทั้งหมด
พวกเธอเริ่มประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อเก่าแก่ของหมู่บ้านที่ว่า หากมีคนสวมชุดแปลกประหลาดหลุดเข้ามา ให้แจ้งศาลเ้าและพามาทำพิธีปัดเป่าทันที จินพยายามจะถามเื่ราวอีกครั้งเพื่อความกระจ่าง
“ขอโทษนะครับ ทำไมพวกเราถึงต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์...”
แต่ยังไม่ทันขาดคำ หญิงที่ดูจะเป็ผู้นำพิธีกลับเพียงแค่ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ เป็เชิงให้เงียบ สายตาที่เฉียบขาดนั้นทำเอาคำถามของจินจุกอยู่ที่ลำคอ
“เอาเถอะจิน ตามน้ำไปก่อน …อีกอย่างรอให้กฤษฎิ์มันฟื้นตัวดีขึ้นก่อนค่อยหาทางหนี” มิกกี้กระซิบข้างหูพลางมองไปทางกลุ่มคนชุดพื้นเมืองที่กำลังเริ่มจัดเตรียมเครื่องหอม “ถามไปก็ไม่ตอบ… ดูท่าพิธีนี้น่าจะสำคัญกับมาก ถ้าเกิดเราขัดขืนอาจจะเป็เื่ใหญ่กว่าเดิม”
จินถอนหายใจยาวพลางมองไปรอบๆ อย่างไร้ทางเลือก เขาจำใจต้องทรุดตัวลงคุกเข่าทำตามคำสั่งของเหล่าหญิงสาวในศาลเ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับพัน และสงสัยว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เตรียมพร้อมรับมือกับคนต่างถิ่นในลักษณะนี้
ท่ามกลางความเงียบงันและกลิ่นธูปที่คละคลุ้ง ััที่ 3 ของจินกลับทำงานขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง และเสี้ยววินาทีนี้สัญชาตญาณพุ่งทะยานขึ้นจนถึงขีดสุดจากการเปิด ‘ดวงตาที่ 3’ ที่หยั่งรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในอนาคตอันใกล้
จินััได้ถึง ‘Bifurcation Point’ หรือจุดหักเหของโชคชะตาที่บีบให้เขาต้องเลือกอีกครั้ง หัวใจของเขาสะท้านเต้นรัวเสียงดัง
ตึก! จนสะท้านไปทั้งอก ความรู้สึกเป็ห่วงเพื่อนทั้งสองพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
จินจึงรวบรวมพลังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้นั่งพักคลายความเหนื่อยล้าไปครู่หนึ่งระหว่างรอทำพิธี ทำให้เขามีแรงเพียงพอที่จะดึงเอาพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ออกมาใช้ต่อได้อย่างเต็มกำลัง
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพตรงหน้าเริ่มซ้อนทับด้วยมวลพลังงานที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัว จินขยับริมฝีปากร่ายคาถาป้องกันในใจอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ทั้งตัวเขา มิกกี้ และกฤษฎิ์ ทันทีที่สิ้นคำบริกรรม จินััได้ถึงกระแสพลังงานที่แผ่ซ่านออกจากปลายนิ้ว กระจายตัวออกไปเป็ม่านพลัง
มวลอากาศสีหม่นที่เคยพยายามเข้ามารุมล้อมพวกเขาทั้งสามพลันแตกกระจายออก ราวกับถูกคลื่นที่มองไม่เห็นกระแทกใส่จนสลายหายไป สัญชาตญาณของจินบอกชัดว่าการตัดสินใจ ‘ขยับปีก’ เพื่อเปลี่ยนทิศทางของกระแสลมในครั้งนี้ ได้สร้างเกราะกำบังที่แข็งแกร่งพอจะต้านภัยร้ายที่รออยู่ตรงหน้าได้แล้ว
เมื่อเกราะกำบังแผ่รอบตัวพวกเขาเรียบร้อย หญิงผู้นำพิธีที่นั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าก็ลืมตาขึ้นทันที ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของจินราวกับมองเห็นสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไป เธอไม่ได้พูดอะไร แต่กลับส่งสัญญาณให้หญิงสาวคนอื่นๆ เริ่มขยับตัวทำพิธีขั้นต่อไป
“จิน... เมื่อกี้มันอะไรน่ะ” มิกกี้กระซิบถามเสียงสั่นเมื่อเห็นเกราะป้องกันที่มีลักษณะเป็โดมโปร่งใสคล้ายกระจก แผ่ซ่านออกมาโอบล้อมปกป้องพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้
“แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ …เพื่อป้องกันพวกเรา” จินตอบสั้นๆ สายตายังคงจับจ้องไปยังกลุ่มผู้หญิงในศาลเ้าที่เริ่มร่ายรำรอบตัวพวกเขาอย่างเป็จังหวะ บรรยากาศรอบข้างเริ่มกดดันขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ท้องฟ้าสีอมแดงข้างนอกนั้นเริ่มเข้มขึ้นจนดูน่ากลัว ราวกับว่าพิธีสะเดาะเคราะห์นี้ไม่ใช่แค่การปัดเป่าเคราะห์กรรมธรรมดา...
แสงสีแดงเพลิงที่เคยลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำดุจโลหิต บรรยากาศภายในศาลเ้าเย็นเยียบลงอย่างเฉียบพลันจนลมหายใจของจินกลายเป็ไอจางๆ พิธีสะเดาะเคราะห์ที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายในตอนแรก บัดนี้กลับทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกขณะ
เหล่าหญิงสาวในชุดพื้นเมืองเริ่มขยับกายร่ายรำเป็วงกลมล้อมรอบพวกจินทั้งสามคน ท่วงท่าของพวกเธออ่อนช้อยแต่กลับดูผิดธรรมชาติ ร่างกายบิดไหวไปมาตามจังหวะเสียงเคาะไม้ไผ่ที่ดัง
ครืด...ก๊อก! ครืด...ก๊อก! ราวกับเสียงกระดูกหัก
พวกเธอไม่ได้ส่งเสียงร้องเพลง แต่กลับเปล่งเสียงพึมพำต่ำๆ ในลำคอ เป็ภาษาที่ฟังแล้วชวนให้ขนลุกซู่
“อ่าห์... คร๊วก.. ... คร๊วก.. ผีสางโหงพราย สติดับสูญ ลืมเลือนเื่ร้าย หวนคืนสามัญ คร๊วก..”
เสียง ‘คร๊วก’ ที่เหมือนการสำลักลิ่มเืในลำคอดังแทรกบทสวดขึ้นมา ทำเอามิกกี้ถึงกับขนลุกสะท้านไปทั้งตัวก่อนจะรีบหันไปสบตาจินด้วยความหวาดกลัวสุดขีด จังหวะการร่ายรำของเหล่าหญิงสาวเริ่มเร่งเร้าและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ศีรษะของพวกเธอสะบัดเหวี่ยงไปมาอย่างรุนแรงจนน่าหวาดเสียวราวกับจะหลุดกระเด็นออกจากบ่า เสียงกระแทกเท้าลงบนพื้นไม้ดังสนั่นหวั่นไหวเป็จังหวะรัวเร็วสอดรับกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอย่างหนักหน่วง
ท่ามกลางความโกลาหล พวกเธอเริ่มส่งเสียงหวีดร้องแหลมสูงบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท สลับกับการบริกรรมคาถาด้วยความเร็วจนฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าแต่ละคนพรั่งพรูไปด้วยหยาดเหงื่อ ขณะที่ร่างกายบิดเบี้ยวโค้งงอในองศาที่ผิดมนุษย์ ส่วนหญิงผู้นำพิธีนั้นเริ่มกวัดแกว่งมีดหมอในมือไปมากลางอากาศอย่างดุดัน จินสังเกตเห็นว่าดวงตาของหญิงสาวที่ร่ายรำอยู่นั้นเริ่มเหลือกขาวขึ้นเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นตาดำ พวกเธอหยิบ ‘เกลือดำ’ มาหนึ่งกำมือผสมกับข้าวสารเสกแล้วขว้างใส่กลางวงพิธี เสียงข้าวสารและเกลือดำกระทบเกราะป้องกันของจินดังสนั่นราวกับเสียงะเิ
ทันใดนั้น เสียงระฆังทองเหลืองที่ชายคาก็ดังรัวขึ้นเองโดยไม่มีลมพัด
แกรง! แกรง! แกรง! เป็จังหวะเร่งเร้าจนน่าปวดหัว
หญิงผู้นำพิธีลุกขึ้นยืนช้าๆ ในมือถือมีดหมอลงอาคมเล่มเล็ก เธอเดินตรงเข้ามาหาจินด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ความกดดันมหาศาลบีบคั้นจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหยุดนิ่ง
จินรู้สึกได้ถึงมวลพลังงานบางอย่างที่พยายามจะแทรกซึมผ่านเกราะกำบังที่เขาเพิ่งสร้างขึ้น มันไม่ใช่แค่การสะเดาะเคราะห์ธรรมดา แต่มันเหมือนการ ‘กระชาก’ อะไรบางอย่างออกจากิญญาของพวกเขา โดยมีเหล่าหญิงสาวลึกลับเหล่านี้เป็ผู้คุมกฎในมิติที่บิดเบี้ยวแห่งนี้