ยิ่งเดินห่างจากเมืองชายม่านออกไป ท้องฟ้าก็ยิ่งแปลกตา ที่เมืองเกิด แสงสองสีของม่าน์—ทองของชี่ทางบูรพา กับครามของมานาทางประจิม—เคยเรืองอยู่ไกลลิบเหมือนภาพวาดบนเพดานโลก แต่บัดนี้มันแผ่คลุมหัวจนหลิงเฟิงรู้สึกราวกับเดินอยู่ใต้รอยเย็บของผ้าผืนใหญ่ที่กำลังจะปริ บาง่ม่านบางจนเห็นแสงดาวลอดทะลุ บาง่หนาทึบเป็ริ้วเมฆสีเื เขาเงยหน้ามองจนคอเมื่อย แล้วก็รีบก้มลงเมื่อตาเฒ่าป๋ายเหอกระแอมเตือนว่าเส้นทางข้างหน้ามีหลุมโคลน
“อย่ามัวแหงนหน้าจนลืมมองเท้าตัวเอง เด็กเอ๋ย” ป๋ายเหอว่า น้ำเสียงมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ “คนที่มองแต่ฟ้ามักสะดุดก้อนหินก้อนเล็กที่สุด” หลิงเฟิงยิ้มแหยๆ มือยังกุมกระบี่ไม้เก่าที่ตาเฒ่ามอบให้แน่น ด้ามไม้สึกอุ่นอยู่ในอุ้งมือ เหมือนมันรับรู้ความตื่นเต้นปนหวั่นของเขาได้ สามวันบนถนนสอนให้เขารู้ว่าโลกใบนี้กว้างกว่าแผงก๋วยเตี๋ยวของป้าซูหลายหมื่นเท่า และเปลี่ยวเหงากว่าที่เขาเคยกลัวไว้หลายเท่าตัว
ค่ำวันที่สาม ทั้งสองมาถึง ‘ด่านสามม่าน’ ชุมทางใหญ่ที่ตั้งคร่อมรอยต่อของสองพิภพ เป็เมืองด่านที่พ่อค้าวาณิช นักพรตสำนัก จอมเวทพเนจร และทหารรับจ้างจากทั้งบูรพาและประจิมมากัน หลิงเฟิงตาโตเมื่อเห็นคนแปลกหน้าครั้งละมากๆ ชายชุดคลุมปักลายเมฆเดินสวนกับสตรีสวมเกราะเงาวับสลักอักขระมานา กลิ่นธูปสมุนไพรของบูรพาคลุกเคล้ากับกลิ่นเทียนขี้ผึ้งและโลหะของประจิมจนเป็กลิ่นใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก
“ที่นี่คือที่ที่สองพิภพเกลียดกันน้อยที่สุด และค้าขายกันมากที่สุด” ป๋ายเหอกล่าวพลางนำเขาลัดเลาะผ่านแผงร้าน “จำไว้ เด็กเอ๋ย ที่ใดมีการค้า ที่นั่นคนเรียนรู้ที่จะกลั้นความเกลียดไว้ใต้รอยยิ้ม—แต่กลั้นไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่มี” หลิงเฟิงพยักหน้า เก็บคำนั้นไว้ในใจ เขายังไม่เข้าใจมันเต็มที่ จนกระทั่งอีกไม่กี่อึดใจถัดมา
เสียงแตรทองดังกังวานจากปลายถนน ฝูงชนแหวกออกเป็สองฟาก หลิงเฟิงถูกป๋ายเหอดึงแขนให้หลบชิดผนัง ขบวนหนึ่งเคลื่อนเข้ามา—ม้าขาวสูงใหญ่ประดับเครื่องเงิน ธงสีครามปักตราอินทรีสองหัวสยายปีกเหนือดวงดาว “ตราแห่งราชวงศ์แวร์นาธ” ป๋ายเหอกระซิบ ดวงตาแก่หรี่ลงเล็กน้อย “ประจิมส่งคนชั้นสูงมาถึงด่านนี้ ไม่ใช่เื่บังเอิญ”
กลางขบวนนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งหลังม้าตัวงามที่สุด เขาอายุไล่เลี่ยกับหลิงเฟิง ทว่าสีหน้าเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ไม่เคยรู้จักไออุ่น ผมสีเงินอมฟ้าสยายต้องลม ดวงตาสีครามลึกเหมือนทะเลใต้ธารน้ำแข็ง รอบกายเขามีไอมานาสีน้ำเงินจางๆ ระเรื่อ เย็นจนหญ้าริมทางที่เขาผ่านกลายเป็เกล็ดน้ำค้างแข็ง ผู้คนสองข้างทางก้มหัวให้โดยไม่กล้าสบตา
“เ้าชายอาเดรียล แวร์นาธ” เสียงซุบซิบลอยมาจากฝูงชน “รัชทายาทลำดับสามของประจิม...ว่ากันว่าเ็าเสียยิ่งกว่าหิมะบนยอดเขามานา ปราดเปรื่องเวทจนไม่มีใครในวัยเดียวกันเทียบได้” หลิงเฟิงเผลอจ้องมองนานเกินงาม จนสบเข้ากับดวงตาสีครามคู่นั้นชั่วเสี้ยววินาที—เย็นเฉียบ ไร้อารมณ์ ราวกับมองทะลุเขาไปยังสิ่งไร้ค่าที่อยู่เื้ั แล้วอาเดรียลก็เบือนหน้าไปทางอื่นอย่างไม่ไยดี
แต่ความเ็านั้นแตกร้าวลงในอึดใจถัดมา เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งข้ามถนนตามลูกแมว เคราะห์ร้ายที่เธอล้มลงตรงหน้าม้าของอัศวินคุ้มกัน อัศวินผู้นั้นชักม้าหยุดไม่ทัน กระชากบังเหียนจนม้าผงะ เสียงตวาดดังลั่น “เ้าเด็กสกปรกแห่งบูรพา! กล้าขวางทางขบวนเสด็จ!” ปลายแส้หนังในมือเขาเงื้อสูงขึ้น
หลิงเฟิงขยับเท้าก่อนสมองจะทันสั่ง เขาพุ่งออกจากเงาผนัง คว้าตัวเด็กหญิงกอดไว้ในอ้อมแขน หมุนหลังรับแทน—แต่แส้นั้นไม่เคยฟาดลงมา ปลายแส้ค้างอยู่กลางอากาศ ถูกเส้นมานาสีครามเส้นเล็กๆ รัดไว้ หลิงเฟิงเงยหน้าขึ้น พบว่าอาเดรียลยกนิ้วเพียงนิ้วเดียว สายตายังคงมองไปข้างหน้า ไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ
“เปลืองแรง” อาเดรียลเอ่ยเรียบเฉย เสียงเย็นไร้คลื่น “ข้าไม่ฟาดเด็กเพื่อความสะใจของอัศวินชั้นต่ำ มันทำให้ขบวนช้า” อัศวินผู้นั้นหน้าซีด ก้มหัวขอประทานอภัยจนแทบจรดดิน หลิงเฟิงยืนนิ่ง อกยังเต้นแรง ส่วนหนึ่งโล่งใจ อีกส่วนรู้สึกขมขื่นกับถ้อยคำนั้น—เด็กหญิงรอดไม่ใช่เพราะเธอมีค่า แต่เพราะการตีเธอ ‘ทำให้ขบวนช้า’
“ท่านช่วยเธอเพราะมันเสียเวลาของท่าน ไม่ใช่เพราะเธอเป็คน” คำพูดหลุดจากปากหลิงเฟิงก่อนจะยั้งไว้ทัน ฝูงชนเงียบกริบ ป๋ายเหอถึงกับสะดุ้ง คราวนี้อาเดรียลหันมามองเขาจริงๆ เป็ครั้งแรก ดวงตาครามนั้นเลื่อนจากใบหน้าเปื้อนฝุ่นของหลิงเฟิง ลงมายังกระบี่ไม้เก่าในมือ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างเหยียดหยาม
“เด็กบ้านนอกถือกระบี่ไม้ มาสั่งสอนเื่คุณค่าของคนให้เชื้อพระวงศ์แวร์นาธฟัง” อาเดรียลพูดช้าๆ ราวชิมรสความน่าขันของถ้อยคำ “เ้ารู้หรือไม่ ในประจิม ค่าของคนวัดกันที่ขั้นเวทที่เ้าก่อได้ เ้าก่อวงเวทขั้นไหนได้กันเล่า—หรือก่อได้แค่ก้อนข้าวเย็นในชาม” เสียงหัวเราะเบาๆ ของบริวารบางคนดังขึ้น หลิงเฟิงกำหมัดจนเล็บจิกฝ่ามือ
“ผมก่อไม่ได้สักขั้น” หลิงเฟิงตอบ เสียงสั่นด้วยโทสะแต่ตรงไปตรงมา “แต่ผมรู้ว่าเด็กคนหนึ่งมีค่ามากกว่าความเร็วของขบวนม้า ถ้าความรู้ทั้งหมดของประจิมยังสอนเื่นั้นไม่ได้ ผมก็ไม่อยากก่อเวทแบบท่านสักขั้นเดียว” บรรยากาศแข็งทื่อ ไอเย็นรอบกายอาเดรียลแผ่กว้างขึ้นชั่วขณะ เกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกาะปลายผมหลิงเฟิง—แต่ในห้วงตาครามนั้น แทนที่จะมีเพียงความโกรธ กลับมีบางอย่างวาบขึ้น คล้ายความฉงนที่เ้าตัวก็ไม่ทันรู้
ก่อนที่ความตึงเครียดจะปะทุเป็อย่างอื่น พื้นดินก็สั่นะเื เสียงคำรามต่ำทุ้มดังขึ้นจากใต้ดิน รอยร้าวสีดำผ่าพื้นถนนกลางด่านสามม่านออกเป็ทาง ไอพิษสีม่วงคล้ำพวยพุ่ง—‘รอยแยก’ เปิดขึ้นกลางเมือง ฝูงชนกรีดร้องแตกตื่น จากรอยแยกนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเสือผสมแมงป่อง เกล็ดดำมันวาว ั์ตาแดงฉานหกดวง คลานออกมาพร้อมเสียงครืดคราดของก้ามที่ครูดหิน
“อสูรรอยแยกขั้นปนเปื้อน!” ป๋ายเหอตวาด ผลักหลิงเฟิงให้ส่งเด็กหญิงไปยังแม่ที่วิ่งมารับ “ตัวนี้ดูดกลืนพลังทั้งชี่และมานา ระวังให้ดี!” อัศวินแวร์นาธหลายนายชักดาบมานาเข้าล้อม แต่อสูรกระดิกหางแมงป่องเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังสีม่วงสาดออก อัศวินสองนายกระเด็นไปกระแทกผนังร้านสลบคาที่ เกล็ดดำของมันดูดกลืนแสงเวทที่ฟาดใส่จนวงเวทแตกกระจายเป็ผงธุลี
อาเดรียละโลงจากหลังม้าอย่างนิ่มนวล มืออ่อนช้อยร่ายอักขระมานากลางอากาศ วงเวทสีครามซ้อนกันสามชั้นปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือ “หอกน้ำแข็งเจ็ดสาย” เขาเอ่ยคาถาเรียบราวอ่านบัญชี หอกน้ำแข็งเจ็ดเล่มพุ่งเสียบร่างอสูร—แต่เกล็ดดำของมันกลืนความเย็นนั้นไป เหลือเพียงรอยขีดตื้นๆ อสูรหันมาทางอาเดรียล อ้าปากกว้างเผยฟันซ้อนชั้น พ่นลำแสงพิษเข้าใส่
เวลานั้นเองที่หลิงเฟิงพุ่งเข้าขวาง กระบี่ไม้ในมือเปล่งประกายทองวาบ—กำแพงที่กั้นสองสายธารในกายเขาเปิดออกตามที่ป๋ายเหอสอน เขาไม่บังคับให้ชี่กับมานารวมกัน แต่ปล่อยให้สองสายโคจรเคียงข้าง ชี่สีทองพันรอบคมไม้ ตวัดปัดลำแสงพิษเบนออกไปเฉี่ยวหลังคาร้านพัง อาเดรียลที่กำลังจะถูกพิษเข้าเต็มตัว ชะงัก หันมามองเด็กหนุ่มบ้านนอกที่เพิ่งช่วยชีวิตเขาด้วยกระบี่ไม้ไร้คม ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“เกล็ดมันดูดพลังตรงๆ” หลิงเฟิงะโ หอบหายใจ “ยิ่งสายเดียวยิ่งกลืนง่าย! ต้องสองสายพร้อมกัน—มันกลืนไม่ทัน!” เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองพูดออกไป มันเหมือนสัญชาตญาณที่ตื่นขึ้นพร้อมแก่นสองพิภพ อาเดรียลจ้องเขาครู่หนึ่ง สีหน้ายังเ็า แต่แล้วก็ ‘ชึก’—ยอมรับข้อเสนอนั้นโดยไม่เอ่ยปาก
“บูรพาตีนำ ประจิมตามหลังครึ่งจังหวะ” อาเดรียลสั่งห้วนๆ ราวกับเขาเป็ฝ่ายคิดเอง “อย่าให้ข้าต้องรอเ้า” หลิงเฟิงไม่เถียง เขาพุ่งเข้าก่อน กระบี่ไม้อาบชี่ทองฟาดลงเบนเกล็ดอสูรให้เผยอ้าออกชั่วเสี้ยววินาที—และในเสี้ยวนั้น หอกน้ำแข็งของอาเดรียลก็เสียบทะลุเข้าใต้เกล็ด ลึกถึงเนื้อใน ทอง-ครามสลับกันเข้าโจมตีราวระบำที่ซ้อมมาแล้วพันครั้ง ทั้งที่เพิ่งพบกันไม่ถึงชั่วยาม
อสูรหกตาคำรามลั่น ดิ้นพล่านเมื่อพลังสองสายที่มันกลืนไม่ทันปะทุในร่าง หลิงเฟิงเห็นจังหวะสุดท้าย เขารวบลมหายใจ เร่งทั้งชี่และมานาเข้าสู่คมไม้พร้อมกันจนสุดกำลัง ตั้งใจจะปลิดชีพมันในดาบเดียว—และเวลานั้นเอง บางสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ก็เกิดขึ้น
เมื่อสองสายธารในกายพุ่งถึงขีดสุดและเกือบแตะกัน แสงบนคมกระบี่ไม้ก็เปลี่ยนไป จากทองและคราม กลายเป็ประกาย ‘สีที่สาม’ วาบขึ้นชั่วพริบตา—สีของแสงดาว ขาวระยับเจือเหลือบรุ้งที่เรียกชื่อไม่ถูก มันแล่นจากคมไม้ผ่าร่างอสูรขาดสะบั้นเป็สองท่อน รอยแยกบนพื้นสะท้านแล้วหุบลงราวกับสำลักแสงนั้น อสูรกลายเป็เถ้าธุลีก่อนซากจะทันแตะดิน
ความเงียบปกคลุมด่านสามม่าน หลิงเฟิงทรุดลงคุกเข่า เืกำเดาไหลริน สองสายธารในกายปั่นป่วนเจ็บแปลบราวจะฉีกตัวเขาออกจากภายใน เขารีบบังคับให้มันแยกห่าง กลับไปโคจรเคียงกันดังเดิม แสงสีที่สามดับวูบหายไปเหมือนไม่เคยมี เขาหอบหายใจ มือสั่น—แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาพบว่ามีเพียงคนเดียวในด่านนี้ที่ยืนใกล้พอจะเห็นแสงนั้นชัดเจน
อาเดรียล แวร์นาธ ยืนนิ่งห่างออกไปไม่กี่ก้าว ดวงตาครามเบิกกว้างกว่าที่ความเ็าของเขาจะอนุญาต เขาจ้องมือของหลิงเฟิงที่ยังกุมกระบี่ไม้อยู่ ราวกับเพิ่งเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่จริงในโลก ริมฝีปากของเขาขยับ เอ่ยเสียงเบามากจนแทบเป็เพียงลมหายใจ ถ้อยคำที่หลิงเฟิงไม่ได้ยิน—แต่ป๋ายเหอที่รีบวิ่งเข้ามาประคองศิษย์ ได้ยิน และใบหน้าแก่ของเขาขาวซีดลงทันที
“ตาเฒ่า...ผมทำอะไรลงไป” หลิงเฟิงกระซิบ ป๋ายเหอกอดเขาไว้แน่น มือลูบหลังปลอบ แต่ดวงตากลับเหลือบไปทางอาเดรียลด้วยความระแวงที่หลิงเฟิงไม่เคยเห็นมาก่อน “ไม่เป็ไร เ้าทำดีแล้ว” ตาเฒ่าตอบ ทว่าเสียงนั้นมีรอยร้าวบางๆ “แต่ต่อจากนี้ อย่าเร่งสองสายให้แตะกันอีกเด็ดขาด เข้าใจไหม ไม่ว่าจะคับขันเพียงใด” หลิงเฟิงพยักหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมการชนะกลับทำให้ตาเฒ่ากลัวถึงเพียงนี้
อาเดรียลเดินเข้ามาช้าๆ ไอเย็นรอบกายเขาสงบลงผิดปกติ เขาหยุดยืนตรงหน้าหลิงเฟิง มองลงมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกอีกแล้วว่าเ็าหรืออย่างอื่น “เ้าชื่ออะไร” เขาถาม คำถามสั้นๆ ที่ไม่เคยถามใครก่อน “เซี่ยหลิงเฟิง” หลิงเฟิงตอบทั้งที่ยังหอบ “ไร้สำนัก ไร้ตระกูล อย่างที่ท่านว่า” อาเดรียลมองเขาอยู่นาน แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เ้าโกหก คนไร้ตระกูลไม่มีแสงนั้นในกาย”
“ผมไม่รู้ว่าท่านพูดถึงอะไร” หลิงเฟิงตอบตามจริง อาเดรียลหรี่ตา ดูเหมือนจะชั่งใจว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าโง่จริงหรือแสร้งโง่ ในที่สุดเขาก็เบือนหน้า สะบัดชายคลุมหันหลังกลับขบวน “ไม่ว่าเ้าจะเป็อะไร มันไม่เกี่ยวกับข้า” เขาทิ้งคำนั้นไว้เย็นเฉียบ “แต่จงจำไว้ เด็กบ้านนอก—สิ่งที่เปล่งแสงเกินกว่าผู้อื่น มักถูกล่าก่อนเป็อันดับแรก”
ขบวนม้าขาวเคลื่อนจากไป ทิ้งด่านสามม่านไว้กับซากปรักและเสียงร่ำไห้ของผู้าเ็ หลิงเฟิงมองหลังเ้าชายน้ำแข็งจนลับตา ในอกมีอารมณ์ปนเปจนแยกไม่ออก—ทั้งหมั่นไส้ในความหยิ่งยโส ทั้งขอบคุณที่เขาไม่ฟาดเด็กหญิง ทั้งฉงนกับคำพูดสุดท้าย และทั้งความรู้สึกประหลาดที่ตอนสู้เคียงกันนั้น ราวกับร่างทั้งสองรู้จังหวะของกันและกันมาก่อน
“ตาเฒ่า เขาพูดถึงแสงอะไร” หลิงเฟิงถามอีกครั้งระหว่างที่ป๋ายเหอพยุงเขาไปพักที่โรงเตี๊ยม ตาเฒ่านิ่งไปนาน ก่อนตอบเลี่ยงๆ อย่างที่เขาถนัด “บางแสง เด็กเอ๋ย ยิ่งถามถึงเร็ว ยิ่งดับเร็ว รอให้เ้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะเล่าให้ฟังเอง ตอนนี้ขอเพียงเ้าจำคำข้าไว้—อย่าให้สองสายแตะกัน และอย่าให้ใครเห็นแสงนั้นอีก” หลิงเฟิงเก็บความสงสัยไว้ในใจ ทั้งที่มันกัดกินเขาทุกขณะ
คืนนั้นในห้องพักโรงเตี๊ยม ขณะหลิงเฟิงหลับไปด้วยความอ่อนล้า ป๋ายเหอนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง มือกุมเหรียญหยกเก่าที่ซ่อนไว้ในอก เขามองใบหน้าเด็กหนุ่มที่หลับใหล แล้วพึมพำเบาๆ กับความมืด “สีที่สาม...เร็วเกินไป เร็วเกินไปมากนัก เ้าเพิ่งจะเริ่มต้นแท้ๆ” ในความฝัน หลิงเฟิงได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาอีกครั้ง—ชื่อโบราณที่ไม่ใช่ ‘หลิงเฟิง’ เสียงนั้นแ่เบาราวมาจากอีกฟากของม่าน์ และคราวนี้ มันฟังดูเหมือนกำลังยิ้ม
ห่างออกไปอีกฟากของด่านสามม่าน ในเงามืดของตรอกที่ไอพิษรอยแยกยังตกค้าง ร่างหนึ่งห่มคลุมสีเทาเถ้ายืนสงบนิ่ง มันไม่ได้มองซากอสูร หากแต่จ้องไปยังโรงเตี๊ยมที่เด็กหนุ่มผู้นั้นพักอยู่ ใต้ผ้าคลุม ริมฝีปากบางเผยอเป็รอยยิ้มจางๆ “เมล็ดที่เราหว่านไว้...งอกเร็วกว่าที่คิด” มันกระซิบกับสายลม “สีที่สามปรากฏแล้ว นายท่านจะต้องพอใจยิ่งนัก เด็กคนนี้สุกงอมได้ที่—ก่อนจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว”
ร่างนั้นยกมือขึ้น กลีบเถ้าสีดำผุดจากปลายนิ้วก่อตัวเป็นกกาตัวเล็ก มันสะบัดปีกบินขึ้นฟ้า มุ่งหน้าข้ามม่าน์ไปยังที่ใดที่หนึ่งเหนือเมฆสีเื นำสารไปสู่ผู้ที่รออยู่เื้ัทุกรอยแยก—ผู้ที่ยังไม่มีใครในด่านสามม่านล่วงรู้ชื่อ ทว่าเงาของมันได้ทาบลงบนชะตาของเด็กหนุ่มไร้ตระกูลเรียบร้อยแล้ว
รุ่งเช้า ป๋ายเหอปลุกหลิงเฟิงด้วยข่าวที่ทำให้เด็กหนุ่มสำลักน้ำชา “เก็บของ เด็กเอ๋ย สถาบันร่วมสองพิภพส่งหมายมาถึงด่านนี้เมื่อคืน” ตาเฒ่าวางแผ่นหมายขอบทอง-ครามลงบนโต๊ะ “ปีนี้สถาบันเปลี่ยนกฎ ศิษย์ใหม่ทุกคนต้องผ่านบททดสอบแรกแบบ ‘จับคู่ข้ามพิภพ’—ศิษย์บูรพาหนึ่ง ศิษย์ประจิมหนึ่ง สอบผ่านหรือตกไปด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ว่าม่านที่ร้าวยังพอเย็บกันได้ด้วยมือคนรุ่นใหม่”
หลิงเฟิงยังไม่ทันดีใจกับการได้เข้าสถาบัน สายตาก็สะดุดบรรทัดล่างสุดของหมาย ที่ระบุรายชื่อผู้สมัครชั้นสูงประจำปีนี้ และหัวใจเขาก็วูบลงเหมือนตกจากหน้าผา บรรทัดบนสุด ตัวอักษรครามวิจิตร เขียนไว้ชัดเจนว่า ‘อาเดรียล แวร์นาธ — ราชวงศ์แวร์นาธ แห่งพิภพประจิม’
“โชคชะตาช่างขบขัน” ป๋ายเหอเอ่ยพลางลูบเครา ดวงตาแก่มีประกายที่หลิงเฟิงอ่านไม่ออกว่าเป็ห่วงหรือครุ่นคิด “เด็กที่เ้าเพิ่งทะเลาะด้วยเมื่อวาน อาจกลายเป็คนที่เ้าต้องฝากชีวิตไว้ในมือ—หรือเป็คนที่เห็นความลับของเ้ามากกว่าใคร” หลิงเฟิงกุมขมับ ภาพดวงตาครามเย็นเฉียบกับคำพูด ‘สิ่งที่เปล่งแสงเกินผู้อื่นมักถูกล่าก่อน’ ดังก้องในหัว เขาถอนหายใจยาว
“ผมขอเลือกคู่เองไม่ได้เลยหรือตาเฒ่า” หลิงเฟิงถามด้วยความหวังเฮือกสุดท้าย ป๋ายเหอหัวเราะหึๆ ม้วนแผ่นหมายเก็บ “บททดสอบจับคู่ของสถาบัน เขาจับด้วยพรหมลิขิต ไม่ใช่ด้วยใจชอบ เด็กเอ๋ย” เขาแบกย่ามขึ้นบ่า นำทางออกจากโรงเตี๊ยมสู่ถนนที่ทอดยาวไปยังสถาบันร่วมสองพิภพ “และบางที พรหมลิขิตอาจรู้บางอย่างเกี่ยวกับเ้าสองคน ที่เ้าทั้งคู่ยังไม่รู้ตัว”
หลิงเฟิงเดินตามตาเฒ่าออกจากด่านสามม่าน ใต้ฟ้าสองสีที่บัดนี้ดูใกล้ขึ้นกว่าเดิม เขาไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้ามีอะไรรออยู่ รู้เพียงว่าเ้าชายน้ำแข็งผู้หยิ่งยโสคนนั้นกำลังรอเขาอยู่ที่ปลายทาง พร้อมความลับเื่ ‘สีที่สาม’ ที่เขาเองยังไม่เข้าใจ และในมุมลึกที่สุดของใจ—มุมที่เขายังไม่กล้ายอมรับ—เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนที่สองดาบทอง-ครามฟาดเคียงกันเมื่อวานนั้น เหตุใดมันจึงรู้สึกราวกับว่าเขาเคยทำมันมาก่อน...นานแสนนานมาแล้ว เหนือฟากฟ้าที่ม่านยังไม่เคยร้าว