เปรี๊ยะ!
มีเสียงกระดูกลั่นดังขึ้นเมื่อพลังิญญาทะลวงผ่านเส้นลมปราณทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้น ลู่เฉินพลันััได้ทันทีว่ามีขุมพลังอันน่าครั่นคร้ามไหลเวียนอยู่ในร่าง
ยามนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำเล็กน้อยพลังิญญาไหลเวียน ก่อให้เกิดกระแสลมหมุนวนรอบตัว
ในที่สุด เขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นกายเบาแล้ว!
แต่ลู่เฉินยังไม่หยุด หยิบโอสถกายเบาชั้นเลิศมากรอกใส่ปากเขาเพิ่งทะลวงผ่านขั้นกายเบาตอนต้น ต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อให้พลังคงที่ จึงใช้ยาอายุวัฒนะชั้นดีไปอีกขวด
ผ่านไปครึ่งวัน กระแสลมที่อยู่รอบกายก็ค่อยๆ ซึมหายเข้าไปในร่าง เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น รัศมีสีทองพลันส่องสว่างออกมา
พรึ่บ!
“นี่คือพลังของขั้นกายเบาอย่างนั้นหรือ? ถึงจะเป็เพียงตอนต้น ทว่าแข็งแกร่งกว่าขั้นหลอมกระดูกตอนปลายมากทีเดียว”
ลู่เฉินรู้สึกได้ถึงขุมพลังอันยิ่งใหญ่ในร่างของตน
“ถึงข้าจะทะลวงผ่านมาถึงขั้นกายเบาแล้วแต่เท่านี้ยังไม่พอ หนทางยังอีกยาวไกล ไม่ควรประมาท”
แม้ยินดี หากเขามิได้หลงระเริงสำหรับลู่เฉิน เส้นทางแห่งการฝึกพลังเพิ่งจะเริ่มต้น
ความจริงแล้ว สกุลลู่ในยุคของลู่เฉินนั้นการบ่มเพาะผู้ฝึกตนจนสามารถทะลวงมาถึงขั้นกายเบาได้สักคน ถือเป็เื่น่าอัศจรรย์แล้วไม่แปลกเลย ที่ทางตระกูลจะฟูมฟักดูแลลู่เยี่ยน หลานชายของผู้าุโใหญ่เป็อย่างดีทรัพยากรที่มอบให้เขาใช้สอย จึงมากมายเหนือคณนานับ
ถึงลู่เฉินจะยังอยู่ในขั้นกายเบาตอนต้นแต่เขามั่นใจว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับลู่เยี่ยน ตนก็คงเอาชนะอีกฝ่ายได้ไม่ยากเพราะมีวรยุทธ์สูงกว่า
เด็กหนุ่มยังตั้งใจว่าจะนำยาอายุวัฒนะชั้นดีที่เหลืออีกสิบเจ็ดขวดไปขายด้วยเงินจำนวนแปดพันห้าร้อยเหรียญ คงเพียงพอที่จะซื้อคัมภีร์วรยุทธ์ระดับสูงแล้ว
กระนั้น ลู่เฉินก็มิได้รีบร้อนจะฝึกวรยุทธ์อื่นใดอีกจุดมุ่งหมายเดียวของเขาในตอนนี้ก็คือ ต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปให้เร็วที่สุด
ด้วยเคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพผนวกกับโอสถชั้นเลิศ ลู่เฉินจึงไม่ค่อยเจอปัญหาคอขวดในการฝึกตน
ใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนในที่สุด ลู่เฉินก็ก้าวเข้าสู่ขั้นกายเบาตอนกลางได้
…
วันนี้ ลานบ้านอันเงียบสงบของตระกูลลู่กลับดูคึกคักขึ้นมาทันใด
ทุกซอกทุกมุมไปด้วยผู้คนเสียงสนทนาเซ็งแซ่ไม่หยุดหย่อน ทั้งจากสมาชิกตระกูล เหล่าคนรับใช้ และบรรดาองครักษ์
เพราะนี่คือ ‘พิธีบรรลุนิติภาวะ’ ประจำปีของสกุลลู่
ตระกูลลู่มีสมาชิกมากมายกระจายไปทั่วทั้งเมืองชิงเฟิงและพื้นที่ใน ทั้งยังเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี คาดว่าอย่างน้อยตอนนี้ก็มีนับหมื่นคน ไม่รวมคนรับใช้และเหล่าองครักษ์
ดังนั้นในทุกๆ ปี จึงมีอนุชนหลายสิบหรือบางครั้งก็หลายร้อยคน มาเข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะ
ทายาทสกุลลู่ทั้งสายหลักและสายรองซึ่งมีอายุครบสิบหกปี จะต้องเข้าร่วมพิธีทุกคน ดังนั้น ปีนี้ลู่เฉินย่อมต้องมาเช่นกัน
่เก้าโมงเช้า คนรุ่นเยาว์ในสกุลลู่ล้วนมารวมตัวกันที่ลานฝึกยุทธ์อันกว้างขวางของตระกูล แน่นอนว่า ส่วนใหญ่มาเพื่อชมเื่สนุกส่วนผู้ที่เข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะในปีนี้ มีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น
...
“คุณชายลู่เฉิน อยู่หรือไม่?”
เด็กหนุ่มที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงใครบางคนเรียกมาจากหน้าลานบ้าน
เขาเดินออกจากห้อง จึงพบว่าเป็องครักษ์ส่วนตัวของประมุขตระกูลนั่นเอง
“คุณชายลู่เฉิน พิธีบรรลุนิติภาวะกำลังจะเริ่มแล้วโปรดไปที่ลานฝึกยุทธ์ด้วย” พอเห็นลู่เฉิน อีกฝ่ายจึงรีบเอ่ย แล้วก็ผละจากไปทันที
เห็นได้ชัดว่า เขามิได้ให้ความเคารพต่อเด็กหนุ่มเท่าที่ควร
คนธรรมดาในสกุลลู่ ต่างก็ไม่ได้รับการยอมรับนักแม้ลู่เฉินจะขึ้นชื่อว่าเป็ทายาทสายตรง และหลานชายของผู้าุโลำดับที่สามก็ตาม
ในโลกนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับการนับถือ!
ลู่เฉินจึงมิได้ใส่ใจนักเขาเตรียมตัวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินออกจากบ้านไปยังลานฝึกยุทธ์
รอบๆ ลานมีสมาชิกสกุลลู่ยืนชุมนุมกันอย่างหนาแน่นหากนับแล้วคงมีหลายพันคน ซึ่งบางคนก็มาจากพื้นที่ห่างไกล โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เวทีประลองสายตาทุกคู่เพ่งไปยังทายาทในตระกูลที่มาเข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะ
ระหว่างทาง ลู่เฉินเดินผ่านผู้คนมากมายแต่น้อยคนนักจะส่งเสียงทักทายเขา เพราะลู่เฉินมักจะถูกหัวเราะเยาะเสมอ ในสายตาของคนเหล่านี้เขาไม่ต่างจากคนนอกตระกูล จึงไม่จำเป็ต้องทักทายหรือเสวนาด้วย
ทายาทสกุลลู่ที่อยู่กลางเวทีดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่เมื่อเข้าไปใกล้ จะเห็นว่ามีการแบ่งออกเป็สองกลุ่มใหญ่
กลุ่มหนึ่งเป็ทายาทสายตรงส่วนอีกกลุ่มเป็สายรอง แต่ทายาทสายตรงจะมีมากกว่าทายาทสายรองเป็เท่าตัว
สำหรับทายาทสายตรงของตระกูลพวกเขาล้วนคุ้นหน้าคุ้นตาลู่เฉินดีอยู่แล้ว แต่กับทายาทสายรอง เขาเป็เพียงคนแปลกหน้าผู้หนึ่งทั้งบางคนก็ใช่ว่าจะเห็นหน้าลู่เฉินแล้วมีท่าทีเป็มิตรนัก
ลู่เฉินเดินผ่านหน้าพวกเขาไปมิได้เข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยืนอยู่ในมุมหนึ่งเพียงลำพัง
“พี่ลู่เฉิน มาแล้วหรือ?”
ทันทีที่เขาหยุดเดินหนึ่งในทายาทสกุลก็ยิ้มให้ พร้อมทักทายหนึ่งคำ
อนุชนสกุลลู่ผู้นี้มีนามว่าลู่หยวนเขาก็เป็ผู้ไร้พลังธาตุเช่นกัน
“มาแล้ว” ลู่เฉินยิ้มพยักหน้าให้อย่างสุภาพ
ความจริงเขามิได้สนิทกับอีกฝ่ายนักทุกครั้งที่เจอหน้า ก็แค่พูดคุยตามมารยาทเท่านั้น
สำหรับลู่เฉิน หากใครเอ่ยทักทายเขาจะไม่เพิกเฉยหรือหมางเมินเด็ดขาด ไม่ว่าเมื่อก่อน ที่ยังเป็แค่คนธรรมดาไร้ซึ่งพลังหรือตอนนี้ ที่กลายเป็ผู้ฝึกตนแล้ว
“พี่ลู่เฉิน หลังพิธีบรรลุนิติภาวะแล้วท่านจะอยู่ในตระกูลต่อไปหรือไม่?”ลู่หยวนเดินเข้ามาใกล้สองสามก้าว ก่อนเอ่ยถามเบาๆ ด้วยสีหน้าเศร้าหมองเพราะหลังจบพิธีบรรลุนิติภาวะ เขาต้องออกจากตระกูลลู่
“เป็ไปได้ แต่ก็ไม่แน่ใจนัก”ลู่เฉินตอบ
“ท่านเป็หมอยา อย่างไรก็ได้อยู่ต่อแน่”ลู่หยวนยิ้มอย่างบิดเบี้ยว “แต่ข้าทำเช่นนั้นมิได้ หลังจบพิธีข้าตั้งใจจะไปปักหลักที่เหมืองของตระกูล ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเฮยสุ่ย...”
ลู่เฉินรับรู้ได้ว่า น้ำเสียงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่ก็ไม่อาจช่วยอันใดได้ เพราะตนหาใช่หัวหน้าตระกูล ที่จะมีอำนาจสั่งการโยกย้ายทายาท
“ลู่เฉิน ข้าไม่ได้เห็นเ้ามาสามเดือนเป็อย่างไรบ้าง? ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังไร้น้ำยาเช่นเดิม”
จู่ๆ ก็มีเสียงของลู่เยี่ยนแทรกขึ้นมา
ลู่เฉินจึงพบว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนและกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา แต่เด็กหนุ่มมิได้สนใจ เพราะลู่เยี่ยนก็จ้องแต่จะหาเื่ตลอดอยู่แล้ว
“ข้าอยู่ดีกินดีนอนหลับสบาย ขอบคุณที่เป็ห่วง” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
จากนั้นก็กวาดตาไปรอบๆก่อนถอนหายใจเบาๆ ลู่เหยียนหรานที่ลอบมองเขามาั้แ่ต้น จึงถอนสายตากลับไป
“เหอะ! หลังจบพิธีบรรลุนิติภาวะแล้ว ข้าจะรอดู ว่าเ้ายังหัวเราะได้อยู่อีกหรือเปล่า? แต่ไม่ต้องห่วง ต่อให้เ้าไปอยู่ไหน ข้าก็จะช่วยดูแลเป็อย่างดี!” ลู่เยี่ยนกัดฟัน พลางข่มขู่เบาๆ
“ดี… แต่เ้าคงต้องผิดหวังแล้ว”ลู่เฉินยกยิ้มอีกครั้ง
“ลู่เฉิน เ้าไร้คุณสมบัติที่จะอยู่ในสกุลลู่ต่ออย่าคิดว่าผู้าุโสามจะช่วยเ้าได้!”
เมื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของฝ่ายตรงข้ามลู่เยี่ยนพลันเดือดดาล ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นึกโมโหขึ้นมา
แต่ตอนนั้นเอง ผู้คนโดยรอบก็แสดงท่าทีตื่นเต้นพากันมองไปยังทิศหนึ่งเป็ตาเดียว
บรรดาผู้าุโต่างเดินเข้ามาในลานฝึกยุทธ์ลู่จินอวิ๋น ประมุขสกุลลู่เดินนำหน้า ติดตามมาด้วยผู้าุโทั้งห้า อันได้แก่ผู้าุโใหญ่ผู้าุโลำดับที่สาม ลำดับที่ห้า ลำดับที่แปด และลำดับที่เก้า
พิธีนี้ ใช่ว่าสมาชิกระดับสูงของตระกูลทุกคนจะต้องมาท้ายที่สุดแล้ว บรรดาผู้าุโก็มักจะยุ่งอยู่เสมอ แค่พิธีบรรลุนิติภาวะ ยังไม่จำเป็ต้องให้ผู้าุโทุกคนเข้าร่วม
ประมุขตระกูลและผู้าุโทั้งห้าเดินไปยังแท่นประธานในพิธี สายตาของลู่จินอวิ๋นค่อยๆ กวาดมองไปรอบๆ เสียงอึงอลพลันเงียบหายสุดท้ายทั่วทั้งลานก็เงียบสงัด
“ท่านผู้าุโ ใกล้จะได้เวลาแล้วเริ่มพิธีตอนนี้เลยหรือไม่?” ลู่จินอวิ๋นหันไปมองผู้าุโแต่ละคนด้วยรอยยิ้ม
“จวนจะได้เวลาแล้ว!”
“มาเริ่มกันเถอะ!”
ผู้าุโทั้งห้ากล่าวเสียงดัง
“ข้าขอประกาศ ว่าพิธีบรรลุนิติภาวะของทายาทรุ่นเยาว์ตระกูลลู่ได้เริ่มขึ้นแล้ว!”เสียงของลู่จินอวิ๋นดังก้อง
“ั้แ่วันนี้ไป สกุลลู่ของเราจะมีเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งกลายเป็ผู้ใหญ่ข้าหวังว่าพวกเ้าทุกคนจะมุ่งมั่นพากเพียร และนำเกียรติยศมาสู่ตระกูล บัดนี้ ขอมอบหน้าที่ให้ผู้าุโเก้าขึ้นมาเป็ประธานในงานครั้งนี้!”
พูดจบ ลู่จินอวิ๋นหันไปสบตาผู้าุโลำดับที่เก้าแล้วหลบฉากไป
ผู้าุโเก้าพยักหน้า พลางสืบเท้าออกมา
ผู้าุโลำดับที่เก้าลู่เซียนจือ ซึ่งมีอีกฐานะหนึ่ง นั่นคือหัวหน้าหมอยา ทั้งยังเป็หมอยาระดับสูงเพียงคนเดียวของตระกูลกล่าวได้ว่าอำนาจของเขานั้น เป็รองเพียงท่านประมุข และเทียบเท่าผู้าุโใหญ่เลยก็ว่าได้ยาทั้งหลายที่สมาชิกในตระกูลใช้กัน ก็ล้วนมีเขาเป็ผู้หลอม
“พี่น้องสกุลลู่ทุกคนข้าคือผู้าุโเก้า ลู่เซียนจือ”
“พิธีบรรลุนิติภาวะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วปีนี้ข้าเป็ประธานในงาน ทุกคนคงรู้กฎระเบียบของตระกูลและงานนี้ดี ข้าไม่ขอพูดซ้ำอีกต่อไป ข้าจะขานชื่อของทายาทตระกูลขึ้นมาบนเวที จากนั้น ให้ผู้ที่ถูกเรียกเดินมายังผลึกแก้ววัดพลังพอจบกระบวนการ ก็ถือว่าเป็ผู้ใหญ่เต็มตัว” ลู่เซียนจือมีผิวคล้ำสีหน้าตาเคร่งเครียดจริงจัง ราวกับว่าชีวิตนี้ไม่เคยรู้จักรอยยิ้มมาก่อน
“ลู่เหยียนหราน!”
ชื่อแรกที่ลู่เซียนจือขานเรียกคือบุตรีของประมุขสกุลลู่
พอได้ยิน ลู่เหยียนหรานก็เดินผ่านผู้คนมายังหน้าแท่นพิธี
“ลู่เหยียนหรานเข้าทดสอบระดับพลัง” ลู่เซียนจือพยักหน้าให้ ก่อนเอ่ย
“เ้าค่ะ!” นางตอบรับ แล้วขยับมาด้านหน้า
ผลึกแก้ววัดพลังนี้ เรียกได้ว่าเกือบทุกตระกูลจะต้องมีเพื่อใช้ตรวจสอบระดับพลังธาตุของสมาชิกในตระกูล
พลังธาตุของผู้ฝึกตนจะแบ่งออกเป็ห้าประเภทได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน ซึ่งแต่ละประเภทก็แบ่งออกเป็ห้าระดับด้วยกัน