อ.วิภายังคงยืนเชิดหน้า ยิ้มหยันพลางพูดประโยคสุดท้ายด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมต่อหน้ากลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ยืนอึ้ง...
“ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะพี่ ถ้าเขาไม่เปิดใจให้ภา มีเหรอที่เรื่องคืนนั้นมันจะ-”
“ใช่ครับ... มันตบมือข้างเดียวไม่ดังจริงๆ”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ทำให้อ.วิภาชะงักกึกจนตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มค้างอยู่ที่มุมปาก

เธอค่อยๆ หันกลับไปมองช้าๆ และพบกับ พี่กร ที่ยืนถือเอกสารอยู่ข้างหลัง
แววตาของเขาที่เคยมองเธอด้วยความเกรงใจ บัดนี้เหลือเพียงความรังเกียจที่ปิดไม่มิด
เพื่อนร่วมงานรอบๆ ถึงกับกลั้นหายใจ
บางคนถอยออกมาเพราะรู้สึกถึงรังสีกดดันที่แผ่ออกมา
“อาจารย์... อาจารย์กร มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
วิภาพยายามปรับเสียงให้ปกติ แต่หัวใจเธอเต้นรัวด้วยความตระหนก
พี่กรเดินก้าวเข้ามาในวงสนทนาช้าๆ วางเอกสารลงบนโต๊ะเจ้าหน้าที่ข้างๆ เสียงดัง ปึก ก่อนจะหันมาจ้องหน้าวิภาตรงๆ
“มาทันได้ยินเรื่อง ‘เคมี’ กับ ‘ระดับ’ ที่อาจารย์พูดพอดีครับ”
พี่กรพูดเสียงเรียบแต่ชัดถ้อยชัดคำ
“ที่อาจารย์บอกว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง ผมไม่เถียงครับ เพราะความเมาและความโง่ของผมเองที่ทำให้ผมพลาดท่าให้กับ... คนอย่างอาจารย์”
คำว่า ‘คนอย่างอาจารย์’ ทำเอาวิภาหน้าชาเหมือนโดนตบกลางที่สาธารณะ
“ส่วนเรื่องระดับ...” พี่กรเว้นจังหวะ สายตาไล่มองวิภาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเย็นชา
“ถ้าอาจารย์คิดว่าการใช้จังหวะที่คนอื่นเขาอ่อนแอหรือขาดสติ เข้ามาแทรกกลางเพื่อหวังจะเอาชนะ คือระดับที่อาจารย์ภาคภูมิใจ ผมก็คงต้องบอกว่า... เราอยู่คนละระดับกันจริงๆ ครับ เพราะสำหรับผม คนที่ซื่อสัตย์และรักษาเกียรติของตัวเองอย่างแพร คือระดับที่สูงเกินกว่าอาจารย์จะเอื้อมถึงด้วยซ้ำ”
“อาจารย์กร! พูดแรงไปหรือเปล่าคะ!”
วิภาเสียงสั่น หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ยังไม่เท่าที่อาจารย์ใส่ร้ายแพรตอนที่เขาไม่อยู่หรอกครับ”
พี่กรก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น จนวิภาต้องผงะถอย
“จากนี้ไป เรื่องงานเราคุยกันผ่านอีเมลหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นเท่านั้น และรบกวนอาจารย์ช่วยเก็บ ‘เคมี’ หรือ ‘เสน่ห์’ ของอาจารย์ไว้ใช้กับคนที่เขาต้องการเถอะครับ เพราะสำหรับผม... มันน่ารำคาญมากกว่าน่าสนใจ”
พี่กรหันไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่ยืนอึ้งอยู่รอบๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอโทษทุกคนที่ต้องมาฟังเรื่องไร้สาระพวกนี้นะครับ ผมยืนยันคำเดิม... ผมรักแพรคนเดียว และที่ผ่านมามันคืออุบัติเหตุที่ผมจะเสียใจไปตลอดชีวิต ใครที่คิดจะเอาเรื่องนี้มาใส่ร้ายแพรเพื่อยกตัวเองให้ดูดี... รบกวนช่วยดูความจริงด้วยนะครับว่า ผมเลือกใคร”
พูดจบพี่กรก็หันหลังเดินออกจากวงสนทนาไปทันที ทิ้งให้อ.วิภายืนตัวสั่นเทาอยู่กลางวงล้อมของสายตาเพื่อนร่วมงาน ที่คราวนี้ไม่ได้มองด้วยความสงสัย... แต่มองด้วยความเวทนาและดูแคลนอย่างชัดเจน
อ.วิภาที่ยืนสั่นเพราะความอับอายเมื่อครู่ จู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้น หัวเราะออกมาสั้นๆ
เธอเดินก้าวเข้าไปหาพี่กรที่กำลังจะเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะอาจารย์ธนากร!”
วิภาตะโกนลั่นแผนกจนทุกคนที่กำลังจะแยกย้ายต้องหยุดกึก เธอจ้องหน้าพี่กรด้วยแววตาเย้ยหยัน
“ที่คุณบอกว่าฉันใช้จังหวะที่คุณอ่อนแอแทรกกลางงั้นเหรอ? ตลกจังค่ะ! วันนั้นฉันบังคับคุณยังไง? ฉันมีอาวุธขู่คุณ หรือฉันเอายาอะไรกรอกปากคุณหรือเปล่า? ของๆ คุณมันก็อยู่ที่ตัวคุณ ถ้าคุณไม่ถอดมันออกเอง ใครจะไปทำอะไรคุณได้!”
เพื่อนร่วมงานรอบๆ เริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บรรยากาศเปลี่ยนจากความเวทนา อ.วิภา กลายเป็นความตกตะลึงในความจริงอีกด้าน
“วันนั้นใครกันแน่ที่เดินเข้ามาหาฉันก่อน? ใครกันแน่ที่เริ่มถอดเสื้อผ้าฉัน! ฉันไปขู่บังคับให้คุณมา ‘เอา’ ฉันงั้นเหรอคะ?”
วิภาเค้นเสียงเน้นคำชัดเจนจนพี่กรหน้าซีดเผือด
“นี่ฉันยังไม่ได้เอาเรื่องคุณเลยนะ ที่คุณมาทำอะไรฉัน ตอนที่คุณอ้างว่าเมาน่ะ... ถามจริงเถอะ ถ้าวันนั้นคนที่อยู่ในห้องไม่ใช่ฉัน แต่เป็นผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ยอมจบง่ายๆ ป่านนี้คุณไม่โดนข้อหาล่วงละเมิดไปแล้วเหรอ!”
พี่กรยืนหน้าเสีย ปากค้างพยายามจะหาคำพูดมาเถียง แต่ความจริงที่ว่าเขาสูญเสียการควบคุมตัวเองในคืนนั้นมันค้ำคออยู่
“ฉันเคยเรียกร้องอะไรจากคุณไหม?”
วิภาสาวเท้าเข้าไปใกล้จนหน้าแทบชนกัน
“ฉันเคยไปขอให้คุณรับผิดชอบ หรือเคยไปบีบให้คุณเลิกกับเด็กนั่นเพื่อมาคบกับฉันหรือเปล่า? เปล่าเลย! ฉันนิ่งมาตลอด แต่คุณกลับเอาความผิดพลาดของตัวเองมาโยนขี้ให้ฉันฝ่ายเดียวเพื่อให้ตัวเองดูเป็น ‘คนดีที่พลาดพลั้ง’ ต่อหน้าแฟน... น่าไม่อายไปหน่อยมั้งคะอาจารย์ธนากร!”
วิภากวาดสายตามองเพื่อนร่วมงานรอบห้องที่ตอนนี้ดูจะเริ่มคล้อยตามคำพูดของเธอ
“พวกพี่ๆ ดูเอาเถอะค่ะ ผู้ชายคนนี้ยามอยาก ก็เดินเข้าหา พอจะโดนเมียทิ้งก็เอาฉันมาเป็นสนามอารมณ์ มาด่าฉันปาวๆ เพื่อเรียกคะแนนสงสาร... ถ้าจะถามหาความรับผิดชอบ หรือระดับของเกียรติยศละก็... หัดส่องกระจกดูตัวเองก่อนเถอะค่ะ ว่าคนที่คุณควรจะรังเกียจที่สุดในเรื่องนี้ คือฉัน... หรือตัวคุณเอง!”
วิภาสะบัดหน้า แล้วหยิบแก้วกาแฟที่วางไว้ขึ้นมาจิบช้าๆ อย่างผู้ชนะ
ทิ้งให้พี่กรยืนนิ่งเป็นหินอยู่กลางห้อง ท่ามกลางสายตาผิดหวังของคนทั้งคณะที่เปลี่ยนทิศทางมามองเขาเป็น "ผู้ชายเฮงซวย" แทนทันที