“...อืม”
ร่างเล็กๆของเด็กน้อยรู้สึกตัวขึ้นมาในสถานที่ซึ่งไม่รู้จักเธอใจนรีบลุกขึ้นมา กลับพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงที่มีฟูกหนานุ่มอย่างดีทั้งมันยังอุ่นอย่างน่าเหลือเชื่อ เด็กน้อยจำได้ว่าตนเองฝันแปลกๆไปในตอนที่สลบแต่กลับจำรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนัก
เธอกวาดสายตาไปมองรอบตัวที่นี่ดูคล้ายกับห้องโถงกว้างๆที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์และของแปลกๆ แต่เพราะสัญชาตญาณของเธอทำให้เด็กน้อยไม่กล้าขยับไปจับอะไร
“เ้าตื่นแล้ว?”
เสียงอันทรงเสน่ห์และเต็มไปด้วยอำนาจที่เธอเคยได้ยินในฝันดังขึ้นอีกครั้งจนเธอต้องหันขวับไปมอง เบื้องหน้าของนางคือหญิงสาวที่สวยที่สุดในชีวิตที่เด็กน้อยอย่างเธอเคยเห็นแม้แต่นางเอกหรือนางแบบในโฆษณาพวกนั้นก็เทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของหญิงสาวคนนี้
ทั้งยังเต็มไปด้วยอำนาจแปลกๆจนเธอรู้สึกอยากจะลงไปคุกเข่าให้
“...พะ...พี่สาวเป็ใครเหรอคะ?”
เด็กน้อยถามอย่างตะกุกตะกักมือเล็กๆกุมไว้ที่ไหล่ เมื่อจำได้ว่าตัวเองมีาแที่กลางหลังก็สะดุ้งโหยงแต่พอเอื้อมมือไปจับกลับพบว่าาแเ่าั้หายไปแล้วแต่มันยังเหลือร่องรอยบางๆที่เมื่อไปััจะยังรู้สึกเจ็บนิดๆอยู่
“ข้ารักษาให้เ้าไปแล้ว”
เมื่อรู้สึกว่าสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าพูดเป็ความจริงเด็กน้อยก็รีบละล่ำละลั่กลงมาจากเตียงก่อนลงยังหันไปมองที่เตียงสีขาวด้วยความกลัวว่าตนจะทำมันสกปรกแล้วเธอก็ต้องแปลกใจว่ามันไม่สกปรกแม้แต่น้อย
“ขะ..ขอบคุณมากๆค่ะ!”
เธอก้มหัวลงจนแทบจะติดพื้นท่าทางอันน่าเอ็นดูของนางทำให้ไป่ฟานเซียนที่ดูเ็าถึงกับเผยรอยยิ้มบางๆขึ้นมาไม่ได้
นิสัยของเด็กน้อยคนนี้ทำให้เธอนึกถึงเด็กน้อยคนสนิทของนางเมื่อครั้งนั้น
ครานั้นนางก็เก็บฮุ่ยเอ๋อมาจากข้างนอกเช่นกันเธอเองก็ไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดูแต่กลับใช้ชีวิตได้อย่างซื่อตรงที่สุดจนแม้แต่นางยังเอ็นดู
คราวนี้ก็คงจะเป็เหมือนครั้งนั้น
“พี่สาวผู้มีพระคุณ...ชื่ออะไรเหรอคะ?” เด็กน้อยเงยหน้ามาถามอย่างกล้าๆกลัวๆเป็เพราะไม่ได้อาบน้ำและตัดผมมานาน ทำให้ผมของเธอยาวลงมาปรกหน้าจนเห็นหน้าไม่ชัด
“ทำไมรึ?” ไป่ฟานเซียนถามอย่างสนใจ
เด็กน้อยที่ได้ยินคำถามหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กเธอสำรวจเนื้อตัวของตัวเองก็มีเพียงขนมปังก้อนที่กินไปครึ่งหนึ่งในกระเป๋ากางเกงก็เท่านั้น
“หนู...ถึงตอนนี้หนูจะไม่มีอะไรแต่รอหนูโตขึ้นหนูจะตอบแทนบุญคุณพี่สาวผู้มีพระคุณให้ได้!”
ตอนที่เธอพูดประโยคนี้แววตาของเธอแสดงความมุ่งมั่นออกมาอย่างแรงกล้า แต่ก็เพราะประโยคนี้เช่นกันที่ทำให้ไป่ฟานเซียนประหลาดใจ
แม้แต่คำพูดก็คล้ายกันหรือ?
“...ไป่ฟานเซียน”
“พี่สาวผู้มีพระคุณไป่!”เด็กน้อยรีบจดจำชื่อของหญิงสาวที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ เธอพยายามจ้องมองใบหน้าของไป่ฟานเซียนเพื่อที่จะไม่ให้เธอลืมเมื่อโตขึ้นไป
เธอสัญญากับตัวเองว่าเมื่อโตขึ้นเธอจะพยายามหาเงินให้ได้เยอะๆแล้วจะตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ให้ได้
เมื่อเห็นแววตาของเธอไป่ฟานเซียนกลับเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
“เ้าจะตอบแทนบุญคุณข้าอย่างไรเล่า?”
“อะ...เอ่อ หนูจะหางานทำแล้วหาเงินให้ได้เยอะๆ...” เด็กน้อยตอบอย่างตะกุกตะกัก ถึงอย่างไรเธอก็เป็แค่เด็ก7 ขวบ ความคิดของเธอยังเต็มไปด้วยความใสซื่อและไร้เดียงสาเป็อย่างยิ่ง
ไป่ฟานเซียนมองเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังคิดหาวิธีตอบแทนเธออย่างเอ็นดูเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเริ่มไม่รู้จะตอบอย่างไรแล้วเธอก็หยุดการกลั่นแกล้งเล็กๆนี้ไว้ก่อน
“เช่นนั้นเ้าอยากอยู่รับใช้ข้าที่นี่หรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเธอก้มลงไปใช้มือที่แสนงดงามนั้นลูบไปที่หัวของเด็กน้อยเบาๆ พร้อมกันนั้นเธอก็ปัดเอาผมที่ตกลงมาปรกหน้าของเด็กน้อยออกไปให้เห็นใบหน้าของเธอชัดๆ
ส่วนเด็กน้อยนั้นยังตกตะลึงกับคำถามเมื่อครู่อยู่
เธอไม่รู้ตัวถึงมือและกลิ่นอันหอมหวานที่กำลังััศีรษะเธออยู่ในตอนนี้เลยสักนิด
ก่อนหน้านี้เธอพยายามหางานทำแต่เพราะอายุของเธอทำให้ไม่มีที่ใดอยากรับไปเป็ภาระเธอต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวมานานท่าไรก็ไม่แน่ใจแล้ว
แต่ตอนนี้มีคนกำลังบอกว่าจะให้เธออยู่ด้วย
ทั้งยังเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเธอไว้
น้ำตาของเด็กน้อยไหลออกมาจนนองหน้า เธอสะอื้นร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจปากของเธอพร่ำคำพูดขอบคุณออกมาไม่หยุด
“ขอบคุณพี่สาวผู้มีพระคุณไป่...ขอบคุณพี่สาวผู้มีพระคุณไป่...”
ไป่ฟานเซียนมองใบหน้าของเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยน้ำตาด้วยความรู้สึกหลากหลายเธอลุกขึ้นมาแล้วถามไปยังเด็กน้อยว่า
“เ้าชื่ออะไรล่ะ?”
“ฮุ่ยเอ๋อ...แม่เรียกหนูว่าฮุ่ยเอ๋อ”แม้จะเต็มไปด้วยน้ำตา แต่เด็กน้อยก็รีบตอบกลับอย่างว่องไวส่วนไป่ฟานเซียนที่ได้ยินคำตอบนั้นกลับสั่นสะท้าน
แม้แต่ชื่อก็เหมือนกันหรือ?
มันคงจะเป็โชคชะตากระมัง?
หญิงสาวหลับตาลง ในหัวเธอนึกไปถึงภาพของเด็กน้อยที่มีใบหน้าอันไร้เดียงสาแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นคนนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
“...เ้าไปอาบน้ำก่อนเถิด”
ในขณะที่ฮุ่ยเอ๋อกำลังอาบน้ำจากถังขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องไป่ฟานเซียนก็พลันเดินสำรวจไปทั่วห้อง เธอรื้อทุกอย่างเท่าที่ตัวจะจำได้บันทึกหลายอย่างของเธอรวมถึงเม็ดยาต่างๆล้วนถูกรื้ออกมาจนหมด
“...ใช่แล้ว”
หญิงสาวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานที่นั่นนอกจากเอกสารและหนังสือมากมายแล้ว ยังมีนาฬิกาแบบฝาพับที่ทำงานด้วยกลไกโบราณวางไว้อยู่
เธอเอื้อมมือไปจับมันขึ้นมาใจหนึ่งก็นึกถึงความเป็ไปได้ที่ไม่คาดคิดการหลอมยาครั้งสุดท้ายนั้นของเธอกลับพาเธอมายังโลกที่เธอไม่รู้จัก
หรืออีกสมมติฐานหนึ่ง
ไป่ฟานเซียนเปิดฝาของนาฬิกาออกเบาๆนาฬิกานี้สหายของเธอสร้างไว้ให้เพื่อให้เธอนำมาใช้ในห้องนี้โดยเฉพาะจะได้ไม่ทำงานหรือฝึกตนจนหลงลืมกาลเวลาเธอจะรีเซ็ตมันทุกครั้งที่เข้ามาทำงานในห้องนี้เพื่อเอาไว้เช็คว่าเวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว
แต่เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปมองที่หน้าปัดดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างขึ้น
10,000 ปี 03 ชั่วโมง 24 นาที 19 วินาที
ตัวเลขเวลาที่ไม่น่าเป็ไปได้กลับปรากฏอยู่บนหน้าปัด
ในตอนแรกสหายของเธอเพียงทำตัวเลขไว้ถึง 6หลักเล่นๆด้วยอารมณ์ขันส่วนตัวเพราะนาฬิกาที่เอาไว้จับเวลาเช่นนี้คงไม่สามารถเดินไปได้ถึงหนึ่งแสนปีแน่ๆ
แต่หนึ่งหมื่นปีกลับเกิดขึ้นแล้ว
ทั้งยังเกิดขึ้นกับตัวเธอเองด้วย!
ไป่ฟานเซียนรวบรวมสติด้วยความสูงส่งของระดับพลังไม่มีทางเลยที่จิตใจของเธอจะอ่อนแอเมื่อนึกถึงความเป็ไปได้ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นหากเวลาผ่านไปหนึ่งหมื่นปีร่างกายของเธอก็อดสั่นขึ้นมาไม่ได้
ทั้งตำหนักที่เธอตั้ง
สหายหรือคนรู้จัก
หรือแม้แต่เด็กน้อยคนสนิทของเธออย่างฮุ่ยเอ๋อ
ทุกอย่างล้วนจากไปแล้ว
แม้ว่าพลังของผู้ฝึกตนจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่การจะอยู่ถึงหนึ่งหมื่นปีมันเป็ไปไม่ได้ แม้แต่บันทึกในประวัติศาสตร์ผู้มีพลังสูงสุดยังมีอายุขัยเพียง300 ปีเท่านั้น
“...พวกเ้าล้วนจากไปแล้วสินะ”
หญิงสาวพึมพำเบาๆเมื่อนึกถึงอดีต
ถึงจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงใดแม้จะเคยถูกเรียกว่า “จักรพรรดินีโอสถ” เพียงหนึ่งเดียวของยุคสมัย
แต่ในยามที่รู้ว่าทุกสิ่งที่เธอผูกพันธุ์ล้วนตายจากไปตามกาลเวลาก็อดทำให้เธอเสียใจไม่ได้
“...พี่สาวผู้มีพระคุณไป่?”
เด็กน้อยฮุ่ยเอ๋อที่อาบน้ำเรียบร้อยแล้วหันมาเห็นพี่สาวผู้มีพระคุณของเธอถือนาฬิกาเรือนหนึ่งไว้ในมือแล้วแสดงท่าทางเศร้าโศกออกมาจึงรีบวิ่งมาดู
เด็กน้อยลืมกระทั่งเสื้อผ้าแต่เสื้อผ้าที่ทั้งเก่าทั้งขาดนั้นเป็เพียงชุดเดียวที่เธอเหลืออยู่
ไป่ฟานเซียนที่กำลังเหม่อถูกเสียงเล็กๆของฮุ่ยเอ๋อเรียกจนได้สติเธอหันมามองเด็กน้อยที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความกังวลต่อเธอแล้วก็อดยิ้มบางๆขึ้นมาที่มุมปากไม่ได้
ใช่แล้ว
ขนาดเด็กน้อยที่อายุเพียง 7ขวบยังมีความมุ่งมั่นในชีวิตถึงเพียงนี้
แล้วตัวข้าที่อายุ 25 ปี...ไม่สิ 10,025 ปีจะมาแสดงท่าทีอ่อนแอออกมาได้อย่างไร
เช่นนั้นก็เอาเถิด หนึ่งหมื่นปีผ่านไปโลกใบนี้จะเปลี่ยนไปเช่นไรบ้าง
ก็มาดูด้วยสองตาของข้าก็แล้วกัน!