พ.ศ. 2301-2310 รัชสมัยสมเด็จพระเ้าอุทุมพรครองราชสมบัติทัพพม่ายังคงรุกรานเข้ามาตลอด ผู้คนต่างหวาดกลัวต่ออริราชศัตรูต่างแผ่นดิน บ้างก็หนีไปอยู่ที่ไกลๆ บ้างก็หลบซุกซ่อนตามขุนเขา แต่ละคนอยู่ด้วยความยากลำบาก และภาวนาให้ายุติลงโดยเร็ว
ไกลออกไปจากเมืองหลวงมีหมู่บ้านเล็ก ๆ เพียงไม่กี่หลังคาเรือนที่ยังคงตั้งหลักอยู่กับที่ไม่หลบหนีไปไหน เช้าวันหนึ่งเสียงก่นะโด่าออกมาจากกระท่อมผุพังเก่าคร่ำคร่าพังมิพังแหล่ชั่วครู่เด็กชายผมจุกร่างแกร็นเปลือยอกแห้งจนเห็นซี่โครง เบื้องล่างสวมเพียงผ้าเตี่ยวผืนเดียวได้กระโจนลงมาด้วยหน้าตาตื่นกลัวตามด้วยไม้ตีพริกหมุนติ้วจนเกือบเฉี่ยวหัว โชคดีที่ก้มหลบทัน
“ไปเล้ยอ้ายลูกจัญไร ไม่เคารพเชื่อฟังพ่อแค่บอกให้ข้ารู้ว่าเบี้ยของแม่เอ็งซ่อนอยู่ที่ใดเท่านั้นกลับงับปากเงียบ ขอให้มันเป็ใบ้ตลอดกาลเถอะ”
หล่านชายวัยสี่สิบเศษไว้ผมทรงหลักแจว เนื้อตัวสักอักขระสีเขียวเข้มจนลายพร้อยยังคงส่งเสียงะโไล่ผุดลูกคนที่สองรองจากเหลงด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองใจหลังจากค้นหาเบี้ยของเพ็ญเมียขี้โรคไม่เจอ อารมณ์พลันเดือดพล่านเมื่อถูกลูกชายย้อนหาว่าจะเอาเงินไปลงบ่อนถั่วโปผุดจึงถูกดุด่าตามด้วยไม้ตีพริกอันเก่าคร่ำคร่าร่อนใส่หัว แต่ยังไม่สะใจแก่พ่อผู้ลุ่มหลงในการพนันไม่ใส่ใจว่าบัดนี้จะอยู่ในยุคข้าวหมากยากแพงจากภัยาเบี้ยของเมียที่เก็บสะสมเอาไว้เป็แรมปีจากการรับจ้างทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำโดยมีเหลงร่วมเหนื่อยด้วยอีกคน
“อ้ายผุดอ้ายลูกไม่รักพ่อ คืนนี้อย่าหวังเลยว่าจักได้นอนใต้ชายคาข้าจะนั่งขวางมันตรงธรณีประตูทั้งคืนนี่ล่ะวะ”
หล่านแค้นเคืองลูกชายไม่หาย สายตาขุ่นขวางสำรวจไปทั่วกระท่อมและสะดุดกับแสงแดดสาดส่องเข้ามาตรงช่องรูโหว่ฝาไม้ไผ่ขัดแตะเก่ากรอบและมีร่องรอยมอดแทะจนวิ่นเมื่อเงยแหงนหน้าขึ้นไป้าหลังคาเห็นว่าบางแห่งเป็รูจนเห็นท้องฟ้าเบื้องบน
“เมื่อไหร่ามันจักยุติเสียทีวะข้าจักได้ทำงานจริง ๆ จัง ๆ ไม่ต้องคอยวิ่งหลบหนีจนหลงเข้าไปในบ่อน โอย ปวดหัวใจ”