วันรุ่งขึ้นใน่สายสุดท้ายเมฆก็ตัดสินใจมาที่สถานที่แข่งขันจนได้
เขาลังเลใจอยู่นานว่าจะมาดีไหม ทำไมเขาต้องไปเสี่ยงสู้กับคนที่มีพลังเวทด้วยทั้งๆที่เขาเป็คนไร้พลังเวทเนี่ยนะ ต่อให้จะอยากได้ทุนการศึกษา แต่ให้เสี่ยงกับเื่แบบนี้มันคุ้มแน่หรอ?
แล้วอีกอย่าง แข่งขันโดยการดวลเวทมนตร์เนี่ยนะพอโลกมันเป็แฟนตาซีแล้วนึกจะใช้ของแบบนี้ดวลกันก็ได้หรอ? ขออะไรที่มันปกติกว่านี้หน่อยได้ไหมกีฬาธรรมดาๆอ่ะ จะว่าไปมันก็เหมาะกับไอ้โลกที่มันกลายเป็แบบนี้ไปแล้วอยู่หรอก แต่มันดันไม่เหมาะกับตัวเขาเองอย่างแรงเลยเนี่ยสิ
เมฆได้แค่ร่ำร้อง แต่จนแล้วจนรอด สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจมาเพราะถ้าไม่มาจะมีปัญหา ไอซ์สมัครให้ไปแล้วด้วย ถ้าหากไม่ยอมมาลงทะเบียนก็จะโดนตัดสิทธิ์ในการเรียน1 เทอม ซึ่งนั่นคงไม่ใช่เื่ตลก
พอมาถึงจัตุรัสทางเหนือของเมือง เมฆก็ได้เจอกับคนที่นำเอาปัญหามาให้เขาทันทีเ้านั่นยิ้มโบกมือให้แต่ไกล
“มาได้สักทีนะ จะหมดเวลาลงทะเบียนอยู่แล้วเนี่ย”ไอซ์ทักเมฆด้วยความดีใจ และโล่งอก
เขากำลังนึกหวั่นใจว่าเมฆจะยอมมาไหมเพราะเมื่อวานดูเหมือนเมฆจะโกรธเขามาก เลยโดนไล่ตะเพิดกลับบ้าน
วันนี้ก็มารอั้แ่เช้าจนสายก็ยังไม่มีทีท่าว่าเมฆจะโผล่มาสักทีจนเขาคิดไปแล้วว่าเมฆคงจะไม่มา แต่ในที่สุดเพื่อนของเขาก็ปรากฏตัว
“นายจะมาทำไมเนี่ย ไม่มีงานมีการทำรึไง วันนี้ไม่ใช่วันหยุดไม่ใช่เรอะ แล้วทำไมไม่ใส่เครื่องแบบ?” เมฆพูดกับไอซ์ด้วยสีหน้าที่ยังเคืองไอซ์อยู่
เขาสังเกตเห็นว่าวันนี้ไอซ์อยู่ในชุดลำลองไม่ได้ใส่เครื่องแบบของหน่วยรักษาการณ์ที่ใส่อยู่ในเวลาปกติ
“ฉันจะพลาดเื่แบบนี้ได้ไง เพื่อนตัวเองกำลังจะมีการดวลทั้งทีเพื่อนที่ดีก็ต้องมาให้กำลังใจกันใช่ไหมล่ะ?”
“ไม่ต้องมายิ้มเลย นายเป็คนทำฉันมีปัญหารู้ตัวไหมเนี่ย? ถ้าไม่ใช่เพราะว่าจะต้องโดนตัดสิทธิ์ในการเรียนให้ตายฉันก็ไม่มาเด็ดขาด ก็รู้ๆกันอยู่ว่าฉันใช้เวทไม่ได้ ยังจะให้เข้าร่วมแข่งขันการต่อสู้อีกทำอะไรถามกันก่อนสิฟะ”
ไอซ์เกาหัวแล้วขำแห้ง
“แฮ่ะๆ โทษทีละกัน แต่ที่ฉันสมัครให้ก็เพราะรู้ว่านายจะชนะไงต่อให้นี่เป็การแข่งขันต่อสู้กันด้วยเวทมนตร์แต่ไม่ได้มีกฎซะหน่อยว่าต้องชนะด้วยเวทน่ะ”
เมฆได้แต่ทำท่าหน่ายใจว่ามันใช่ประเด็นที่ไหนล่ะประเด็นคือทำไมต้องให้เขามาเสี่ยงต่อสู้กับเ้าพวกคนมีพลังเวทด้วย
แต่ช่างมันแล้วกัน ยังไงเสียที่เขายอมมาเพราะมีแผนเตรียมไว้แล้ว
เมฆแอบแสยะยิ้ม
หากว่านี่เป็การต่อสู้ละก็แสดงว่าต้องขอยอมแพ้ได้ แค่มาลงทะเบียนแล้วขึ้นไปสู้ แล้วค่อยแกล้งขอยอมแพ้ทันทีแค่นี้ก็ไม่โดนตัดสิทธิ์ในการเรียนแล้ว
ที่สำคัญเขาไม่บอกเื่นี้กับไอซ์เด็ดขาดจะเก็บไว้เป็เื่เซอไพรส์ให้เ้านี่หงายหลังเลยค่าสมัครเองก็เป็ของไอซ์อยู่แล้ว งั้นก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องสนใจอีก เื่เงินน่ะ ไว้เดี๋ยวคงหาทางทำอะไรได้เองล่ะมั้งนอกจากนั้นแล้วสมบัติก้นหีบที่ไว้ขายตอนจวนตัวก็ยังอยู่ หนทางเอาตัวรอดมันมีอยู่แล้วล่ะ
“แต่ว่าวันนี้คนมากันเยอะจังเลยนะ” เมฆมองไปรอบตัวแล้วพบว่าวันนี้มีคนมารวมตัวในบริเวณนี้เยอะกว่าปกติ
นับว่าเป็เื่ยากที่ผู้คนจะรวมตัวกันอยู่ตรงที่ใดที่หนึ่งของเมือง
“ส่วนใหญ่เขาก็มาดูการแข่งว่าจะมีคนเก่งๆไหมนั่นล่ะ แต่ก็มีบางส่วนที่มีจุดประสงค์ต่างออกไปดูนั่นสิ” ไอซ์ชี้ไปยังกลุ่มคนหลายกลุ่มที่ยืนอยู่อีกด้าน
คนเ่าั้นั้นมีผิวพรรณหน้าตาดูดี แต่งชุดฟูฟ่องเหมือนกับอยู่ในหนังตะวันตกย้อนยุคสวมเสื้อผ้าเนื้อละเอียดกว่าคนอื่นทั่วไป บ้างก็มีคนแต่งชุดเมดหรือ บัตเลอร์ยืนถือของให้
แต่ละกลุ่มเอง ก็มีเด็กหนุ่มสาวแต่งชุดทะมัดทะแมงยืนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยเช่นกัน
“ไม่ใช่คนทั่วไปสินะ” เมฆรับรู้ได้ในทันที
“ใช่ พวกขุนนางน่ะ คนวัยเท่าๆเราพวกนั้นก็คือตัวแทนจากแต่ละตระกูลที่ลงแข่งขันด้วย”
“ขุนนางอยากได้ทุนเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าพวกเขารวยกันอยู่แล้วหรอ?”
ขุนนาง แค่ฟังคำเรียกก็พอจะรู้แล้วว่ามั่งคั่งกว่าคนทั่วไป
เมฆเรียนรู้มาว่า ขุนนางจะมีเขตปกครองเป็ของตนเองและหาเงินได้เป็กอบเป็กำจากเขตที่ตนปกครอง ซึ่งคงมีค่ามากกว่าทุนการศึกษาหลายเท่าตัวหรือว่าที่จริงแล้วโลกใหม่มันทำให้พวกเขากลายเป็คนจนกันนะ?
เมฆเลยเกิดความสงสัย ว่าถ้าอย่างนั้นแล้วพวกเขามาลงแข่งทำไม
“ที่จริง...พวกเขาไม่ได้สนใจเื่ทุนสักนิด ต่อให้การแข่งนี้จัดขึ้นเพื่อชิงทุนแต่ลึกๆแล้วมันก็คล้ายกับการแสดงความสามารถเวทมนตร์ในเวทีประลองนั่นล่ะถ้าหากชนะได้ก็จะได้รับการยอมรับว่ามีพลังเวทที่แข็งแกร่งกว่าคนอื่น พวกเขาเลยส่งตัวแทนจากตระกูลมาเข้าร่วมเพื่อแสดงพลังของตระกูลผลแพ้ชนะมันส่งผลต่ออิทธิพลทางการเมืองบางส่วนน่ะ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก”
เมฆพอจะเข้าใจสิ่งที่ไอซ์อธิบายให้ฟังอยู่บ้าง
ความสามารถที่เก่งกว่าคนอื่นนั้นเป็สิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับเสมอเหมือนในเวลาที่คนเราเวลาทำอะไรได้ดีกว่าชาวบ้านทั่วไปแล้วจะมีคนมาชมว่าเก่งจัง
ถ้าตีความจากสิ่งที่ไอซ์บอกเขา แสดงว่าคนในโลกใหม่นั้นคงตัดสินและให้การยอมรับจากความสามารถในการใช้เวทเป็หลักก็นี่มันโลกที่กลายเป็เื่แฟนตาซีไปแล้วนี่นะ
แต่ถ้าเป็แบบนี้แล้ว การที่ตัวเขามันไร้พลังเวทนี่มันจะหมายความว่ายังไงกันล่ะ?มันเหมือนว่าเขากลายเป็ตัวประกอบกีกี้ที่ไม่มีบทบาทอะไรในโลกแบบนี้เลยไม่ใช่หรือไงกัน
อ่า...อยากร้องไห้จัง
“เป็อะไรน่ะ จะร้องไห้ทำไม?” ไอซ์ถามขึ้นมาเพราะเห็นเมฆมองท้องฟ้าทำท่าเหมือนน้ำตาจะไหล
“เปล่าหรอก แค่...ตูชักเริ่มเกลียดโลกใหม่แล้วสิ” เมฆเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา
“เพ้อเจ้ออะไรอยู่น่ะ?”
“ช่างเถอะ แล้วมันจะไม่เป็ปัญหาหรอ ถ้าฉันไปต่อยเ้าพวกนั้นเข้าพวกนั้นน่าจะมีอิทธิพลมากเลยนี่”
“พวกนั้นใหญ่ก็จริง แต่ที่จริงแล้วอาณาจักรนี้มีกฎที่เคร่งครัดในเื่การต่อสู้อยู่นะมันกำหนดไว้ประมาณว่า ‘ผลต่อสู้ที่เป็ประจักษ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องยอมรับในผลนั้น’ ถ้าทำตัวขี้แพ้ชวนตีจะได้รับบทลงโทษแน่นอน”
ด้วยกฎที่ว่านั้นทำให้การแข่งขันนี้ถูกจัดขึ้นในพื้นที่กลางแจ้งและเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาดูได้
ไอซ์พูดต่อ
“แล้วก็การแข่งขันนี้น่ะ มันถูกแบ่งเป็ 2ระดับคือระดับสูง กับระดับทั่วไป พวกขุนนางจะลงแข่งกันในระดับสูง ซึ่งจัดไว้สำหรับคนที่จะเข้าเรียนในคลาสชั้นสูงส่วนนายน่ะอยู่ในระดับปกติ ก็ตามชื่อที่ว่านั่นล่ะ มันสำหรับคนที่จะเรียนในคลาสปกติ”
ที่โรงเรียนเวทมนตร์ไลท์เอลแกรนแบ่งการเรียนไว้ 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรชั้นสูงและหลักสูตรปกติ
หลักสูตรชั้นสูง มีการสอนที่เข้มข้นรวมไปถึงยังสอนเกี่ยวกับเื่การบริหารปกครองอีกด้วยเรียกได้ว่าหลักสูตรถูกจัดตั้งมาเพื่อเหล่าขุนนางโดยเฉพาะแต่คนปกติก็เข้าเรียนได้เหมือนกันหากผ่านการคัดเลือก
หนึ่งช่องทางที่ถูกใช้เป็การคัดเลือกก็คือการแข่งขันที่เกิดขึ้นนี้
ส่วนหลักสูตรปกตินั้นก็ตามชื่อ เป็หลักสูตรธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษจัดไว้ให้กับคนทั่วไป แต่นั่นล่ะที่เมฆอยากได้ เขาไม่มีเหตุผลในการที่จะเข้าไปเรียนหนักตระหนักว่าตัวเองก็แค่คนธรรมดาที่การเรียนอยู่แค่ปานกลางเท่านั้น
“หรือว่านายอยากไปเรียนกับพวกขุนนางล่ะ? ตอนนี้คิดจะเปลี่ยนระดับก็ทันอยู่ ต่อให้ไม่ชนะนายก็อาจได้รับการพิจารณาด้วยให้เรียนในคลาสชั้นสูงนะ” ไอซ์ถามขึ้นมาเล่นๆ
“ไม่มีทาง ให้ตายก็ไม่เอา” เมฆปฏิเสธเสียงแข็ง
จะให้เขาเสี่ยงตายมากขึ้นโดยการไปสู้กับขุนนางเนี่ยนะขำไม่ออกเลย
“ว้า~ น่าเสียดายจัง ไม่คิดให้ดีๆหน่อยหรอขุนนางสาวสวยเพียบเลยน้า”
“ไม่สนเฟ้ย! ต่อให้สวย แต่ใจมารฉันก็ไม่เอาเด็ดขาดเลย”
แค่มองดูเด็กสาวลูกขุนนางเ่าั้ ก็ััได้ถึงโหงวเฮ้งลูกคุณหนูจอมวีนลอยมาแต่ไกลไปยุ่งกับพวกนั้นมากๆคงปวดหัวมากแน่ ที่สำคัญผู้หญิงพวกนั้นจะมาสนใจสามัญชนอย่างเขาได้ไง
“มองโลกในแง่ร้ายเกินไปหน่อยมั้ง คนดีๆก็มี...บ้างอ่ะนะ”
เมฆมองหน้าไอซ์ คิดในใจว่าแม้แต่ตัวเองยังมาพูดแบบนั้นเนี่ยนะไม่รู้ว่าการไปเป็หัวหน้าหน่วยรักษาการณ์นั้นได้รู้จักกับขุนนางมากแค่ไหน
“เหอะ! จะยังไงก็ช่าง ต้องรีบไปลงทะเบียนแล้วเดี๋ยวจะหมดเวลา” เมฆพูดก่อนจะออกเดินไปทางจุดลงทะเบียน
“โอ้ ในที่สุดก็มีไฟแล้วสินะ” ไอซ์เดินตามไป
เมฆยิ้มหัวเราะในลำคอ แต่ไม่ได้ตอบอะไรไปแผนที่ตัวเองวางไว้ยังจำได้ขึ้นใจ คาดหวังว่าคราวนี้จะเอาคืนเพื่อนเขาได้บ้าง