เช้าวันรุ่งขึ้น
กลุ่มคณะเดินทางขนาดย่อมจัดขบวนอยู่กลางลานกว้าง ณ สำนักจันทราโลหิต ประกอบไปด้วยไป๋หานลู่ในฐานะเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสของสำนักห้าคน ศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันจำนวนสิบคนไม่รวมหลงเทียนและชิงเซียนถ้ารวมเข้าไปด้วยก็เท่ากับว่ามีสิบสองคน องครักษ์ดูแลความปลอดภัยของศิษย์สิบสองคนเพราะแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิหรือผู้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นกันทั้งนั้น เพื่อป้องกันการลอบสังหารหรือเหตุไม่คาดฝันขึ้นจึงจำเป็นต้องมีองครักษ์ประจำตัวไว้ข้างกายเสมอ.....
บุคคลที่ทำหน้าที่องครักษ์ของศิษย์ทั้งสิบสองคนล้วนเป็นศิษย์พี่ที่จบการศึกษาไปแล้วและได้ย้ายไปทำงานในส่วนของหอพยัคฆ์เท่าที่ทุกคนรู้กัน หอนี้มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของสำนัก แต่แท้จริงแล้วคนเหล่านี้ล้วนมาจากหอสังหารและสองคนที่มีหน้าที่เป็นองครักษ์ให้หลงเทียนและชิงเซียนจะพิเศษกว่าใครคือทั้งสองเป็นหัวหน้าหอและรองหัวหน้าหอแล้วที่สำคัญคนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนของหยางหลงเทียนทั้งนั้นหรือก็คือหลงเทียนคือประมุขของหอสังหารคนที่ใครๆต่างก็ต้องการตัว ด้วยความสามารถคนของหอสังหารและความแข็งเเกร่งน่าเกรงขามของจ้าวหอจึงทำให้ใครๆต่างก็อยากที่จะผูกมิตรกันทั้งนั้น......แต่ก็มีใครรู้จักหน้าตาของจ้าวหอสังหารไม่
ที่ใครๆต่างต้องการตำแหน่งเจ้าสำนักจันทราโลหิตไม่ใช่แค่ต้องการครอบครองตำราต้องห้ามเท่านั้นแต่คนเหล่านั้นต้องการจะครอบครองหอสังหารนี้ด้วยเพราะถ้าหากใครได้ครอบครองหอนี้แล้วไม่ต่างจากพยัคฆ์ติดปีกเพราะคนของหอนี้ทุกคนเปรียบได้ดั่งปีศาจกันทั้งนั้นแต่ก็ไม่เคยมีใครได้พบเจอคนของหอนี้เลยถึงจะได้พบเจอก็คือคนที่กำลังจะไปปรโลกเท่านั้นจึงไม่เคยมีใครมีพบหรือตามหาคนเหล่านี้เจอจะรู้เพียงว่ายังมีการคงอยู่ของคนเหล่านี้อยู่เท่านั้น
ที่คนเหล่านี้มาเป็นองครักษ์ในครั้งนี้ได้ก็เพราะหานลู่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดแก่ศิษย์ในสำนักเท่านั้นจึงบอกแก่หลงเทียนให้สั่งการลงไปและทุกคนก็มาปรากฏตัวในฐานะคนของหอพยัคฆ์อย่าที่เห็นอยู่และรู้กัน
หากใครสงสัยว่าทั้งที่หลงเทียนมีกองกำลังขนาดนี้ทำไมเอาแต่ให้ชิงเซียนออกหน้าก็เพราะว่าหากเขาและคนของเขาออกตัวมากเกินไปหลงเทียนกลัวว่านางมารจิ้งจอกจะจับไอเทพของเขาได้และจะตามหาเขาจนเจอเหมือนทุกๆภพที่ผ่านมา เพราะคนของหอสังหารทุกคนได้กลืนลูกแก้วไอเทพหรือไอเทพของหลงเทียนเพื่อจองจำวิญญาณไม่ให้คิดคตทรยศเขาได้และทุกคนจะไม่ตายหากเขายังอยู่นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ เขาต้องรวบรวมกำลังคนให้มากด้วยเพราะภพนี้เป็นภพสุดท้ายแล้วที่เขาจะเกิดเป็นมนุษย์และภารกิจของเขาและชิงเซียนคือกำจัดกองทัพมารที่จะเข้าโจมตีโลกมนุษย์แห่งนี้ เมื่อสำเร็จเราทั้งสองก็จะได้กับไปในที่ๆเป็นของเราสองสักที
[นี่ก็ออกทะเลไปอีกแล้วกลับมากันเถอะ]
เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วทุกคนก็เตรียมตัวเดินทางทันที โดยมีพาหนะเป็นวิหคเมฆาสี่ตัวและเยี่ยวเมฆาของหานลู่รวมแล้วมีทั้งหมดห้าตัว เมื่อทุกคนพร้อมแล้วสัตว์อสูรทั้งห้าก็พุ่งทะยานสู่ท้องนภาทันทีท่ามกลางเหล่าศิษย์ในสำนักที่ออกมายืนส่งทุกคน
เหยี่ยวเมฆามีคนที่นั่งมาคือหานลู่ หลงเทียน ชิงเซียน องครักษ์ทั้งสองคนและที่ขาดไม่ได้คือบุคคลที่เราไม่ได้กล่าวถึงข้างต้นก็คือมังกรหนุ่มทั้งสองนั้นเอง
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาในการเดินทางประมาณครึ่งชั่วยาม(1ชั่วโมง)เพราะไม่ได้รีบร้อนอันใด เมื่อทั้งหมดเห็นว่าใกล้ถึงเขตประตูเมืองหลวงแล้วสัตว์อสูรทั้งหมดจึงทำการล่อนลงยังพื้นดินตามคำสั่งนายตนเพราะเขตเมืองไม่อนุญาติให้ใช้สัตว์อสูรเพราะชาวเมืองอาจแตกตื่นได้และนั่นอาจจะนำมาซึ่งความกลหนวุ่นวายก็เป็นได้
ทางเข้าประตูเมืองมีผู้คนต่อแถวรอการเข้าเมืองเป็นจำนวนมากทั้งขบวนสินค้า ชาวบ้านหรือแม้แต่ชาวยุทธต่างหลั่งไหลกันเข้าไปยังเมืองหลวงไม่ขาดสายไม่ใช่แค่เพราะจะมีการแข่งขันเท่านั้นแต่เพราะข่าวของการประมูลที่จะเกิดด้วยจึงทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากกว่าทุกครั้ง
"อ่า....ผู้อาวุโสขอรับทำไมคนถึงมากมายเช่นนี้หล่ะขอรับ เเล้วเราจะได้เข้าไปเมื่อใดขอรับแถวยาวเหยียดเช่นนี้......"หนึ่งในศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันกล่าวขึ้นหลังจากทุกคนลงสู่พื้นดินแล้ว
"เอ่อ....ท่านเจ้าสำนัก....."แต่ก่อนที่ผู้อาวุโสที่ถูกถามจะได้กล่าวอันใดออกมาหานลู่ก็ยกมือห้ามเสียก่อนพร้อมกับมีรถม้าขนาดใหญ่มุ่งตรงมาทางที่พวกเขายืนอยู่พอดีและมาหยุดด้านหน้าพวกเขาอีกทั้งคนขับรถม้าก็ลงมาทำความเคารพทันที
"คารวะท่านเจ้าสำนักไป๋ ข้าน้อยเป็นคนของวังอ๋องได้รับคำสั่งให้นำรถม้ามาอำนวยความสะดวกให้พวกท่านขอรับและพวกข้าน้อยจะทำหน้าที่สารถีให้พวกท่านด้วยขอรับ เชิญพวกท่านขึ้นบนรถม้าได้เลยขอรับ"คนที่ขับรถม้าคันแรกกล่าวแจ้งความจำนงและเชิญทุกคนขึ้นบนรถม้าตามที่ตนได้รับคำสั่งไว้
รถม้าที่นำมาเป็นรถม้าขนาดใหญ่ห้าคัน คันแรกให้ผู้อาวุโสทั้งห้านั่ง คันที่สองเป็นพวกชิงเซียนนั่งและอีกสามคันเป็นศิษย์และองค์รักษ์ประจำตัวนั่งเท่าๆกันแต่จะมีคันนึงที่ต้องนั่งมากกว่าคนอื่นแต่มันก็ไม่ทำให้พวกเขาอึดอัดแต่อย่างใด
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวผ่านผู้คนที่ยืนต่อแถวเข้าเมืองและมุ่งหน้าไปยังประตูเฉพาะสำหรับคนสำคัญและคนในราชวงศ์ใช้เท่านั้น และก็ไม่มีใครกล้าโวยวายอีกด้วย ด้วยเพราะข้างรถม้ามีสัญลักษณ์ประจำตัวของชินอ๋องอยู่นั้นคือมังกรดำนั่นเอง
"ว้าว...ท่านใช้อำนาจรึเจ้าคะ...."ชิงเซียนที่เงียบมานานกล่าวขึ้นหลังจากขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้ว
"ใช่ที่ไหนกันหล่ะเซียนน้อย แต่เพราะเราไม่สามารถใช้สัตว์อสูรในเมืองได้ถ้าไม่เกิดสงคราม ด้วยเราไม่ได้มาด้วยรถม้าข้าจึงได้ใช้รถม้าของวังอ๋องและอีกอย่างไม่ใช่แค่เราที่ได้ใช้รถม้าพวกนี้สำนักอื่นๆที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถม้าต่างก็มีรถม้าหลวงมารับกันทั้งนั้นแหละ"หลงเทียนกล่าวอธิบายให้แก่ชิงเซียนฟัง
"เจ้าดูพูดเยอะขึ้นนะ คงโดยไฟรักของปีศาจน้อยละลายปราการน้ำแข็งพันปีแล้วสินะ หึหึ แล้วตกลงพวกเจ้าจะบอกอาจารย์ได้รึยังว่าจะมีงานมงคลตอนไหน อาจารย์จะได้ตัดชุดใหม่รอ.....หึหึหึ"หานลู่อดเย้าเเย่ทั้งสองไม่ได้นี้ขนาดมีคนอยู่ด้วยเจ้าศิษย์หน้าตายยังพูดเสียงอ่อนเสียงหวานขนาดนี้หากอยู่เพียงสองคนจะขนาดไหน
"ขอรับ....ข้าถูกไฟรักของปีศาจน้อยเล่นงานเสียแล้ว.....หึหึ" โอ้!....ตอบได้หน้าตายเช่นเดิมเพิ่มเติมคือความด้าน นี่มันใช่เจ้าหน้าตายจริงๆรึ หึหึ ความรักหนอความรัก หานลู่ได้แต่คิดในใจ
ส่วนชิงเซียนตอนนี้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อันใดทั้งนั้นทั้งที่ตอนนี้ก็เขินจนตัวจะแตกอยู่แล้ว แม้ชีวิตก่อนจะเป็นผู้ชายแต่พอได้ความทรงจำเดิมตอนเป็นเทพกลับมาและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วมันทำให้นางปล่อยวางความเป็นบุรุษไปอย่างสมบูรณ์ และอีกเหตุผลหนึ่งคือชายผู้นี้ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันในมิติเขาเอาใจใส่นางเป็นอย่างมาก แม้แต่ความนึกคิดหรือแม้แต่ในเวลาหลับยังฝันเห็นเพียงแต่นาง ชิงเซียนก็พึ่งรู้ว่ามันสามารถใช้ตอนคนเหล่านั้นนอนหลับหรือตอนที่ไม่ได้สติได้ด้วย
"คิดอะไรอยู่รึเซียนน้อย...."
"ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ...."กล่าวจบนางก็หันกลับไปมองนอกหน้าต่างของรถม้าทันที หลงเทียนเห็นดังนั้นจึงไม่อยากขัดนางจึงหันไปคุยกับอาจารย์ตนต่อ
"ท่านอาจารย์ท่านจะไปเข้าร่วมการประมูลที่หอภูติสวรรค์หรือไม่ขอรับ?"
"ไปสิ....เห็นว่ารอบนี้มีของหายากมากๆ อาจารย์ว่าจะไปดูเสียหน่อยและพวกผู้อาวุโสแล้วก็ศิษย์ที่มาด้วยก็ต้องการจะไปดูด้วยเช่นกันเผื่อว่าพวกเขาจะเจอของที่อยากได้ จะว่าไปเจ้าของหอไม่บอกหน่อยรึว่ามีอันใดให้ประมูลบ้างนอกจากผลท้อสวรรค์....."หานลู่อดที่จะถามเจ้าของหอตัวจริงไม่ได้
"นั่นสิเซียนน้อย เจ้าจะไม่บอกพี่กับท่านอาจารย์หน่อยรึ"
"หือ?....มันก็ไม่มีอันใดมากมายหรอกเจ้าค่ะมันก็ของเดิมๆนั่นแหละเจ้าค่ะ แต่ที่คนเหล่านั้นตื่นเต้นเพราะสำหรับที่นี่มันหาอยากละมั่งเจ้าคะ ถ้าพวกท่านอยากรู้ข้าจะบอกคร่าวๆให้ก็แล้วกันนะเจ้าคะ"ชิงเซียนที่ถูกถามก็หันมาตอบ
"ว่ามาสิเซียนเออร์.."
"เจ้าค่ะท่านอาจารย์ มันก็มีผลท้อสวรรค์ น้ำทิพย์ บัวหิมะพันปี โสมทองคำพันปี ผนึกธาตุต่างๆ แล้วก็เม็ดโอสถเจ้าค่ะที่นำเข้าประมูลรอบนี้เป็นโอสถทะลวงฟ้าระดับครึ่งก้าวเซียนเจ้าค่ะ มันมีสรรพคุณตามชื่อคือทะลวงจากราชาจักพรรดิเป็นระดับครึ่งก้าวเซียนเจ้าค่ะแต่ข้าให้เอาลงประมูลแค่สามเม็ดเท่านั้น ส่วนนอกนั้นก็เป็นระดับต่ำลงมาขั้นละห้าเม็ดเจ้าค่ะ...."ชิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงไม่ได้ใส่ใจอันใดมากนัก แต่ผิดกับหานลู่และหลงเทียนที่นิ่งค้างไปแล้วแม้ทั้งสองจะรู้ว่านางมีของเหล่านี้มากมายแต่ใครจะคิดกันหล่ะว่านางจะนำพวกมันไปลงประมูลง่ายๆเช่นนี้
ตามความจริงแล้วพวกเขาต่างก็คิดว่าสตรีตรงหน้าไม่ต่างจากขุมทรัพย์เดินได้ด้วยซ้ำ หากมีคนรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาต่างพากันตามหาอย่างเอาเป็นเอาตายและแย่งชิงกันมาทั้งชีวิต แต่สตรีตรงหน้ากับเพียงสบัดมือก็หาได้ไม่จำกัดคนพวกนั้นคงได้กระอักเลือดตายเป็นแน่
ใช่เวลาเพียงไม่นานขบวนรถม้าก็เข้าสู่เขตสำนักศึกษาหลวงหรืออีกชื่อนึงก็คือสำนักมังกรคำรามซึ่งที่นี่สร้างอยู่ในเขตเมืองหลวงและยังเป็นสำนักที่พ่อและแม่ของชิงเซียนเป็นศิษย์รวมทั้งหยางฮ่องเต้และเยว่ฮองเฮาอีกด้วย! สักพักทุกคนก็รู้สึกถึงการหยุดเคลื่อนที่ของรถม้า
"ถึงแล้วขอรับเจ้าสำนักไป๋.....หากมีอันใดก็เรียกใช้ข้าน้อยได้เลยนะขอรับ..."พอถึงที่หมายคนขับรถม้าก็บอกกล่าวทันที
"อืม....ขอบใจเจ้ามาก"
"มิได้ขอรับ มันเป็นหน้าที่ของข้าน้อยขอรับ..."คนขับรถม้า
"อืม...ไปเถิดหากมีอันใดข้าจะให้คนไปตาม"หานลู่
"ขอรับ...เช่นนั้นพวกข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับ"กล่าวจบขบวนรถม้าทั้งหมดก็จากไป
คล้อยหลังรถม้าออกไปยังไม้พ้นสายตาก็มีชายหนุ่มอายุไม่หน้าจะเกินยี่สิบห้าเดินเข้ามายังทางกลุ่มคนของชิงเซียนพร้อมทั้งกล่าวทำความเคารพ
"คารวะทุกท่าน ยินดีต้อนรับข้าน้อยยวีฟงเป็นศิษย์สำนักมังกรคำรามได้รับหน้าที่เป็นคนดูแลและนำทางไปยังที่พักของแต่หล่ะสำนักที่จัดเตรียมไว้ขอรับ ไม่ทราบว่าพวกท่านมาจากสำนักใดขอรับข้าน้อยจะได้นำทางไปถูก"ยวีฟงกล่าวด้วยความนอบน้อมเพราะจากที่เขาเห็นกลุ่มคนเหล่านี้ออกจะดูลึกลับไปหน่อยจึงต้องปลอดภัยไว้ก่อน
ด้วยตอนแรกผู้คนโดยรอบไม่ค่อยใส่ใจผู้มาใหม่นักเพราะ ณ ที่แห่งนี้มีรถม้าเข้า-ออกตลอดทั้งวันแต่พอได้ยินเสียงถามถึงสำนักพวกเขาก็ให้ความสนใจทันทีและเมื่อสังเกตุดูดีๆคนกลุ่มนี้แต่งตัวมิดชิดใบหน้าสวมหน้ากากสีดำสวมชุดสีดำขลิบแดงและเมื่อมองเข้าไปในกลุ่มนั้นจะมีคนที่โดดเด่นเป็นอย่างมากถึงสามคนคนหนึ่งคือคนที่มีเรือนผมสีเงินที่คนชื่อยวีฟงกล่าวถามและอีกสองคนที่มีเสื้อคุมสีดำปิดตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ก็ยังมีเรือนผมสีม่วงสว่างแปลกตาโผล่พ้นออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ
เนื่องจากทั้งสองหมัดรวบผมทรงหางม้าแต่ก็ยังปล่อยปอยผมด้านหน้าไว้พอสมควรจึงทำให้มันเห็นได้ชัดพอสมควรและมันก็สร้างความสนใจให้แก่ผู้คนโดยรอบเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครได้เห็นใบหน้าของทั้งสองสักคนจะเห็นเพียงแต่เส้นผมและริมฝีปากสีชมพูระเรื่อกับผิวขาวเนียนที่โผล่ออกมานิดหน่อยเท่านั้น
"พวกเรามาจาก'สำนักจันทราโลหิต'..."หานลู่ตอบเสียงเรียบและไม่ได้ใส่ใจอันใดมากนักในเมื่ออีกฝ่ายถามเขาก็เพียงตอบความจริงไปเท่านั้น
ฮือฮา~~~~~
"อะ เอ่อ.....ชะ เชิญพวกท่านทางนี้เลยขอรับ"แม้จะอยู่ในอาการตกใจแต่ก็ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ใครจะคิดว่าเขาจะพบเจอและได้ต้อนรับคนของสำนักที่เร้นกายหายไปนานแม้จะมีข่าวถึงการกลับมาอีกครั้งก็เถอะ
การมาของคนสำนักจันทราโลหิตต่างเป็นหัวข้อการสนทนาหลักนับตั้งแต่คนทั้งหมดของสำนักจันทราโลหิตเดินจากไป แต่กลุ่มของต้นเหตุของหัวข้อการสนทนาอันดุเดือดนี้หาได้สนใจไม่กลับเดินจากไปนิ่งเฉยไม่นำพาต่อสิ่งรอบข้างเลยแม้เพียงนิด....
"เจ้าดูสิคนของสำนักนี้ดูลึกลับยิ่งนัก"
"พวกเขากลับมาแล้วรึ....เรื่องนี้ต้องกระจาย..."
~~~~~~
~~~~~~~~~~บลาๆๆๆๆๆๆ
"เจ้าได้ยินหรือไม่ คนพวกนั้นคือคนของสำนักจันทราโลหิตรีบให้คนของเราส่งข่าวให้ท่านจ้าวรู้เร็วเข้าในที่สุดก็โผล่ออกมาเสียที....หึหึ"ชายที่ยืนไม่ไกลจากจุดที่พวกชิงเซียนเคยยืนอยู่เอ่ยขึ้น
"ขอรับ"
บนยอดไม้ฝั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีนั่งอยู่และมองไปยังทางที่กลุ่มของชิงเซียนจากไปด้วยแววตาลึกล้ำและคิดถึงโหยหาผู้ที่เขามองจนสุดสายตาการมองเห็น ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยความสุขที่มากล้นเหลือคณานับ
"อ่า.....ในที่สุดผมก็หาบอสเจอสักที นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เจอกันผมมีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้ท่านฟังเยอะแยะเลยทีเดียว ขอบคุณ ขอบคุณท่านเทพที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง....หึหึ"
บุรุษผู้นั้นกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนร่างๆนั้นจะหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและสายลมที่พัดโบกอย่างเเผ่วเบาบนยอดไม้สูงเท่านั้น.....