บทที่ 168 แผนการเกาะขาผู้อาวุโส
รถม้าถูกเตรียมเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว สัญลักษณ์ข้างรถที่เป็นของตระกูลหวงทำให้ผู้คนจับตามอง เพื่อนบ้านรอบๆรู้ดีว่าตอนนี้ตระกูลหวงไม่เหลือคนอื่นอีกแล้ว มีเพียงผู้นำตระกูลและฮูหยินของเขาเท่านั้น ซึ่งเมื่อวานมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านชาวเมืองต่างก็ได้รับเงินจำนวนมากเป็นการเฉลิมฉลองด้วย
ไม่น่าแปลกใจที่การแต่งงานที่ผ่านมา พวกเขาจะได้รับคำอวยพรที่จริงใจมากที่สุดแล้ว...
หลายคนอยากเห็นสองคนรักใคร่กลมเกลียว เมื่อวานท่านแม่ทัพใหญ่อุ้มฮูหยินของเขาทะยานข้ามฟ้า เป็นฉากที่งดงามตระการตาเป็นที่สุด ทว่าฮูหยินอยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดง จึงไม่อาจมองเห็นความงดงามในนั้นได้ วันนี้หากมีโอกาสได้เห็นก็คงจะเป็นบุญตาแล้ว
น่าเสียดายที่ม่านหน้าต่างรถม้าไม่เคยถูกเปิดออก ขนาดตัวของท่านแม่ทัพใหญ่ก็ยังไม่ควบม้าด้วยตนเอง ทั้งที่ปกติแล้วเขาเป็นคนที่ไม่เคยนั่งอยู่ในรถม้าที่แสนอุดอู้เลย ดูท่า...ข่าวลือเรื่องความรักของพวกเขาคงจะเป็นเรื่องจริง พวกทหารต่างก็พูดกันว่าท่านแม่ทัพใหญ่ แท้จริงแล้วเป็นคนขอสมรสพระราชทานเอง ไม่ใช่แต่งเพราะถูกบังคับ
พูดให้ถูกก็คือ คนที่โดนบังคับแต่ง อาจจะเป็นฮูหยินของเขาก็ได้
ด้านในรถม้าที่เงียบสงบ ถึงแม้ว่าจะมีสายตามากมายจับจ้องอยู่ แต่หลี่ชิงหมินก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวข้างนอกนั่น หวงซีเฉิงใจดีมาก เขาเตรียมผลไม้เล็กๆน้อยๆที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมาด้วย กลัวว่าถ้าชิงหมินไม่มีอะไรกินจะรู้สึกเบื่อ ซึ่งผลไม้รสชาติดีนี้เองที่ทำให้ชิงหมินไม่หลับไปเสียก่อน
ถึงเขาจะนอนตลอดทั้งคืน ทว่าคนขี้เกียจเช่นเขาก็ยังคงถือว่าเป็นคนขี้เกียจ ชิงหมินไม่ได้นำตำราหรือหนังสือใดๆติดมือมาด้วย เมื่อว่างมากๆ เขาก็คิดถึงแค่การหลับตาแล้วนอนลงเท่านั้น
หวงซีเฉิงไม่อยากให้คนตัวเล็กหลับๆตื่นๆด้วยกลัวว่าจะปวดหัวเอาในภายหลังได้ จึงกระตุ้นให้ตื่นอยู่เสมอด้วยอาหารอร่อยๆ นับว่าเป็นสามีที่รู้จักภรรยาของตนเองดีจริงๆ
“ใกล้จะถึงแล้ว เช็ดปากเสียหน่อย”
คนตัวโตหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าที่พวกข้ารับใช้จัดเตรียมไว้ในถาดออกมาเช็ดปากให้คนตรงหน้า ชิงหมินอยากจะกินอีกคำ แต่เมื่อรู้ว่าใกล้จะถึงแล้ว เขายังไม่เอาอะไรเข้าปากอีก เพียงนั่งตัวตรงและแอบมองไปข้างหน้าเท่านั้น ปล่อยให้ซีเฉิงเช็ดปากดูแลให้เหมือนเด็กน้อยผู้หนึ่ง
“ถ้าข้าทำตัวไม่ถูก ท่านรีบบอกเลยนะ” ชิงหมินเริ่มประหม่าขึ้นมาบ้างแล้ว
ธรรมเนียมปฏิบัติของคนในเมืองหลวงเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ อ้างอิงตามนิยายก็ไม่ได้ นางเอกของเรื่องไม่เคยเจอ “ท่านปู่” ของหวงซีเฉิงมาก่อน ทั้งยังไม่เคยมากราบไหว้หลุมศพของบิดามารดาของเขาด้วย
วันๆ นางต้องต่อสู้อยู่กับพวกผู้อาวุโสและญาติสกุลหวงของพระเอก จะมีเวลาว่างไปกราบไหว้คนสำคัญได้อย่างไร ชิงหมินถือว่าโชคดีแล้วที่ซีเฉิงรู้ว่าเขาเป็นตัวขี้เกียจ ถ้าหากว่าขี้เกียจแล้วตัวจะมีขนขึ้นจริงๆ ตอนนี้เรียกได้ว่าขนของเขาคงจะเต็มไปทั้งตัว และอาจจะยาวกว่าพวกวานรเสียอีก
แต่เพราะแบบนั้น พระเอกของเรื่องก็เลยจัดการปัญหาทั้งหมดเพื่อไม่ให้คนขี้เกียจเช่นเขาต้องรับมือเอง หากเป็นอย่างนั้นจริง...ชิงหมินเชื่อได้เลยว่าเขานี่แหละที่จะเป็นคนปล่อยให้จวนสกุลหวงพังไปทั้งอย่างนั้น ก็นะ...เขาไม่คิดจะต่อกรใดๆกับคนอื่นให้เสียเวลาอยู่แล้ว
“เจ้าน่ะหรือที่จะทำตัวไม่ถูก” หวงซีเฉิงหัวเราะออกมาเบาๆ
คนที่ทำตัวไม่ถูก และมักจะถูกตำหนิว่าเสียมารยาทอยู่บ่อยๆก็คือเขาเอง เทียบกันแล้ว...ถ้าท่านปู่จะโกรธ คงจะอยากเอาสันดาบฟาดหัวเขามาที่สุดในตระกูลแล้ว
“ความสัมพันธ์ของท่านและท่านปู่ดีมากหรือ?”
“ก็....” ซีเฉิงไม่รู้ว่าเขาควรจะตอบอะไรฮูหยินของตนเองดี เขาจึงเงียบไป
ความสัมพันธ์ของเขากับปู่คืออะไรงั้นหรือ? บอกได้แค่ว่าเขาเกิดมาก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันแล้ว ส่วนใหญ่เขาติดตามบิดาไปทั่วทุกที่ คนที่สั่งสอนเขาก็คือบิดาไม่ใช่ชายชราที่มากประสบการณ์นี้
ถึงอย่างนั้น...หลายครั้งที่บิดาต้องไปรายงานการทำงานของตนเองให้ท่านปู่ฟัง เขาก็เลยต้องตามมารับฟังด้วย แต่ส่วนใหญ่...ท่านปู่จะเอาแต่นั่งอยู่กับรูปวาดของท่านย่าที่จากไปแล้ว บางครั้งก็โบกมือไล่ไม่อยากฟังการรายงานของท่านพ่อด้วยซ้ำ บอกแค่ว่าตนเองนั้นออกมาจากตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว เป็นแค่ตาแก่คนหนึ่ง อยากใช้ชีวิตเหมือนตาแก่ทั่วไปเงียบๆ ไม่ชอบให้มาวุ่นวาย
กระนั้น...หลายครั้งที่บิดามีปัญหา เข้ามาพบท่านปู่กลับได้รับทางออกเสียทุกครั้ง ดังนั้นในความคิดของซีเฉิง อีกฝ่ายเป็นเหมือนกับไพ่ตายใบสุดท้ายที่ตระกูลหวงมี ทนมือทนไม้เข้ามาหาบ่อยๆหน่อย อีกฝ่ายจะได้คุ้นชิน
ตอนที่เขากลับมา เขาก็มาพบชายชราผู้นี้ แต่นิสัยของเขาเป็นพวกขวานผ่าซาก ทำเอาอีกฝ่ายโกรธจัดอยู่หลายครั้ง เดิมทียังคิดว่าการขอให้ทางนั้นเป็นพ่อสื่อให้จะไม่ได้รับการตอบรับใดๆ คาดไม่ถึงว่าชายชราผู้มากเรื่องจะทำเพียงโบกมือไล่ แล้วก็ถามเรื่องวันและเวลาที่แน่ชัดก็เท่านั้น
ขนาดตอนที่เขาบอกว่าจะจัดการคนตระกูลหวง อีกฝ่ายยังไม่สนใจ ดังนั้นวันนี้...หวงซีเฉิงจึงอยากจะพาชิงหมินมาไหว้ท่านเสียหน่อย ถ้าไล่คนของเขา วันหลังก็อย่าคิดว่าจะได้พบกับชิงหมินอีก
ชิงหมินของเขาไม่ควรต้องมารองรับอารมณ์คนแก่เช่นพวกเขา สุดท้ายแล้ว...ชายชราผู้นี้ก็คือไพ่ลับสำหรับความแข็งแกร่งของตระกูลหวงเอง ไม่ต้องถึงมือชิงหมินที่ต้องมาออดอ้อนเอาใจหรอก!
“ข้าคิดว่าน่าจะดีหรือไม่? ท่านไปสู่ขอข้าให้ท่าน แล้วยังไปเป็นญาติผู้ใหญ่ให้ด้วย ข้าเห็นว่าแม้แต่องค์จักรพรรดิก็ยังต้องเกรงใจท่านปู่ ดังนั้น...ข้าควรจะต้องเกาะขาท่านปู่เอาไว้ใช่ไหม”
“เกาะขางั้นหรือ?” หวงซีเฉิงไม่คิดว่าจะได้ยินเช่นนี้ เขาหันไปมองชิงหมินที่ปกติแล้วเป็นเด็กขี้เกียจและไม่เคยใส่ใจผู้อื่น ทว่ากลับเห็นใบหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
“ด้วยชาของข้า ต่อไป...ท่านปู่จะเรียกหาข้ามากขึ้นแน่นอน แล้วถ้าข้าถูกพวกราชวงศ์รังแก ข้าจะให้ท่านปู่ช่วย”
“ไม่จำเป็น ข้าก็สามารถปกป้องเจ้าได้”
“ท่านอยู่เมืองหลวงตลอดหรืออย่างไร เดี๋ยวก็ต้องออกไปทำงานต่างเมืองอีก ข้าอยู่ในจวนหวงคนเดียวอาจจะถูกรังแกได้ ตอนที่ท่านไม่อยู่...คนขององค์ชายสามเกือบจะทำให้ข้าเดือดร้อนแล้ว”
ชิงหมินฟ้องทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ ซีเฉิงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เขาเองก็รู้ว่าตาแก่คนนั้นจัดการได้ยากเย็น หากต้องการลงมือ อย่างนั้นก็ต้องจัดการแขนขาของอีกฝ่ายเสียก่อน
เหมือนกับที่ชิงหมินได้เจอก่อนหน้านี้ ชายชรามากเล่ห์ได้ควบคุมขุนนางเกือบครึ่งของอาณาจักรเซินแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนเห็นดีเห็นชอบกับเขา แต่เป็นเพราะมีชนักติดหลังกันทั้งนั้น จากการทำผิดกฎหมายบ้านเมือง หรือไม่ก็ถูกหลอกให้ลงนามในสัญญาที่มีข้อบกพร่อง
แน่นอนว่าถ้าหวงซีเฉิงต้องการจัดการ เขาก็ต้องพร้อมต่อสู้กับขุนนางมากมาย ถึงเขาจะไม่แพ้ แต่ยังต้องปวดหัวกับการจัดการระบบขุนนางใหม่ทั้งหมด อาจถึงขั้นต้องยุ่งเกี่ยวกับบัลลังมังกรด้วยซ้ำ ตามข้อมูลของเขา...ชายชราผู้นี้ได้มีสัญญาบางอย่างที่ทำให้เขาต่อรองกับองค์จักรพรรดิได้อยู่ ถึงจะยังไม่ได้รายละเอียดนั้นมาไว้ในมือ แต่เชื่อว่าต้องเป็นสัญญาสำคัญอย่างแน่นอน
ไม่อย่างนั้น องค์ชายสามจะยังเชิดหน้าชูคออยู่ได้อย่างไร ทั้งๆที่เจตนาขององค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีเห็นฟ้องต้องกันเกี่ยวกับอนาคตของบัลลังว่าต้องการมอบมันให้รัชทายาท
ระหว่างนี้ เขายังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบให้กระจ่างชัด รอจนกว่าจะหาทางออกทั้งหมดได้แล้วค่อยลงมือ หากทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า โทษกบฏจะเป็นของพวกเขาเสียเปล่า และนั่นอาจจะทำให้ชิงหมินต้องเดือดร้อนไปด้วย
“เพียงอยู่ในจวนสกุลหวง จะไม่มีใครทำสิ่งใดเจ้าได้ ข้าสัญญา” หวงซีเฉิงรับปาก หากมีคนต้องการรังแกคนในจวนแม่ทัพใหญ่ อย่างนั้นอีกฝ่ายก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะเจอกับการโต้กลับแล้ว
เหมือนกับตอนที่ชิงหมินถูกรังแกก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายยังอยู่ในจวนสกุลหลี่ ถ้าถูกจัดการตั้งแต่ตอนนั้น ทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที ดีที่ชิงหมินของเขาเป็นคนฉลาดไม่หลงกลง่ายๆ และหวงซีเฉิงก็เตรียมคนเอาไว้พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือแล้วถ้าสถานการณ์ไม่ค่อยดี
“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่สิบมือยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ข้ามีคนสนับสนุนที่แข็งแกร่งเอาไว้ย่อมดีกว่าแน่นอน”
“อืม เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ”
“.........” ชิงหมินพยักหน้ารับ เขาหัวเราะอย่างสบายใจ
แผนการของเขาไม่ใช่แค่เรื่องอนาคตอันใกล้นี้เท่านั้น เหมือนกับที่ซีเฉิงบอก ถ้าไม่ออกไปข้างนอกก็ไม่เจอเรื่อง แต่เขาอยู่ในฐานะฮูหยินขั้น 1 ทั้งยังเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ สามารถปฏิเสธคำเชิญทั้งหมดได้หรือ?
สุดท้ายแล้วต้องมีสักวันที่เขาต้องถูกพาไปนั่งร่วมงานสังคมอยู่ดี ชิงหมินกลัวว่าระหว่างนั้นตนเองจะเป็นคนพลาดพลั้งบ้าง อีกทั้ง...หากอิงตามเนื้อเรื่องนิยายแล้ว ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หากไล่นับตามแนวทางของเรื่องแล้ว อีกไม่นานนางเอกจะได้ใช้ความสามารถของตนเองให้เป็นประโยชน์เลื่องลือแน่นอน
หลังจากหน้าน้ำหลาก ต่อไปก็จะเข้าสู่ฤดูของโรคระบาด ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติแต่อากาศชื้นมาก ดังนั้นสภาพเช่นนี้จึงกลายเป็นต้นตอของเชื้อระบาดครั้งใหญ่
ในช่วงนั้น นางเอกเกือบเอาตัวไม่รอด พระเอกถูกส่งไปทำงานและควบคุมสถานการณ์หน้าด่านนอกเมือง มีผู้ที่ต้องการอพยพเข้ามาในอาณาจักรเซินมากมาย ซึ่งพวกเขาไม่สามารถยอมให้คนเหล่านั้นเข้ามาได้ แต่ก็ยังมีผู้ผ่านเข้ามาได้อยู่ดี ตอนนั้นพระเอกถูกสงสัยว่าทำงานไม่ดี หรืออาจจะจงใจปล่อยคนเข้ามาจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
คนที่แอบเข้ามาในอาณาจักรคนนั้น แท้จริงแล้วเป็น “เจ้าเมืองของอาณาจักรอื่น” และมีฐานะเป็น “สหาย” ของพระเอกด้วย ดังนั้นการจะถูกสงสัยเช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร
คนมีโทษอยู่อีกทาง นางเอกอยู่ที่จวนสกุลหวงก็ต้องถูกกดดันอย่างหนักทั้งจากทางการที่เข้ามาล้อมสกุลหวงเอาไว้ ไม่ยอมให้พวกเขาออกไปข้างนอกแม้แต่ก้าวเดียว และเหล่าคนในสกุลหวงที่มาด่าทอเช้ากลางวันเย็นที่เรือนของนาง สร้างความประสาทเสียให้ไม่น้อย
ซือซือในตอนนั้นรับมือกับสถานการณ์ลำบากด้วยตัวคนเดียวในจวนสกุลหวง ขณะที่พระเอกก็ต้องวุ่นวายกับการจัดการด่านด้านนอก แม้จะโทษว่าเขาเป็นคนปล่อยปละละเลยผู้ติดโรคระบาดเข้ามาในอาณาจักร ทว่าก็ไม่มีใครคิดจะไปทำงานแทนเขา ไม่มีใครคิดจะจับเขามาลงโทษเลยสักคน นี่เป็นเพราะที่นั่นเต็มไปด้วยเชื้อโรคแล้วอย่างไรล่ะ...
สุดท้ายแล้วพระรองคนดีคนเดิมก็กระโดดออกมาช่วยเหลือ เขาเอาข่าวทั้งหมดเกี่ยวกับโรคระบาดมาให้นางเอก และบอกนางว่าต้องการสมุนไพรอะไรบ้างจึงจะรักษาโรคร้ายนี้ได้ ให้นางใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้เพื่อจัดการปัญหาทุกอย่างแทนท่านแม่ทัพใหญ่
และแผนการนี้ก็ประสบความสำเร็จจริงๆ....
แต่ชิงหมินไม่เหมือนกับนางเอกของเรื่อง ต่อให้เขาจะรู้ว่าต้องใช้สมุนไพรอะไร แล้วเขาจะทำอย่างไรได้? หากพระเอกถูกมองว่าเป็นกบฏ เขาก็ทำได้แค่ซ่อนอยู่ในจวนเท่านั้น รอวันเวลาที่ทุกอย่างจะคลี่คลายไปเอง หรือโทษจะรุนแรงขึ้นนั่นแหละ ถ้าจนปัญญามากนัก เขาก็จะเลียนแบบนิยายเดิมด้วยการวิ่งไปหานางเอก ให้นางได้แสดงฝีไม้ลายมือจัดการกับโรคระบาดนี้ให้ที
ซึ่ง....ในฐานะคนที่ลงมือเพาะปลูกสมุนไพรเองทั้งหมด กับคนที่แค่เสนอความคิด ไม่มีทางที่เขาจะได้รับความดีความชอบมากพอจนทำให้โทษกบฏของพระเอกเบาบางลง
ดังนั้น....หากได้รับความช่วยเหลือจากท่านปู่ผู้ทรงอำนาจ คงจะเปลี่ยนโทษหนักให้กลายเป็นเบาได้บ้าง
คนตัวโตมองดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคิดของชิงหมิน นึกอยากจะให้คนตัวเล็กพูดความกังวลใจของตนเองออกมาให้หมด แต่เขาก็รู้ดีว่าชิงหมินเป็นคนเจ้าความคิด บางครั้งการไม่พูดออกมา อีกฝ่ายคงจะสบายใจมากกว่า
เขาไม่กังวลอยู่แล้วว่าชิงหมินจะคิดเรื่องที่ไม่ดีต่อเขา หรือถ้าชิงหมินจะคิดเช่นนั้นจริงๆ เชื่อเถอะว่าเขาอาจจะยอมรับสิ่งที่ไม่ดีนั้นก็ได้...
“เจ้าอยากทำสิ่งใดล้วนได้ทั้งสิ้น แต่หากต้องการความช่วยเหลือจากข้า ขอเพียงเจ้าบอกเท่านั้น” มือหนาลูบหัวของเขาด้วยความรักใคร่ ชิงหมิงเองก็พยักหน้ารับ ไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสที่นุ่มนวลนี้แต่อย่างใด
“ข้ารู้แล้ว ท่านบอกข้าหลายครั้งแล้ว”
“อืม....” ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจกันดี
คล้ายกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขาเท่านั้น ทว่า....รถม้าของพวกเขาจอดอยู่หน้าจวนของอดีตท่านผู้นำตระกูลหวงมานานแล้ว จนข้ารับใช้ที่แก่ชราไม่สามารถยืนนิ่งเช่นนั้นได้อีก เขารีบส่งเสียงเรียกเจ้านายทั้งสองในรถม้าทันที
ตั้งแต่ที่นายท่านรู้ว่าทั้งสองจะมาที่จวน ก็เตรียมต้อนรับตั้งแต่เช้าแล้ว ถ้าปล่อยให้รอนานเกินไป การต้อนรับสนุกๆอาจจะกลายเป็นการต้อนรับด้วย “ดาบ” แทน...เขายังไม่ต้องการเห็นภาพการนองเลือดหลังจากที่คุณชายน้อยเพิ่งแต่งงานได้วันเดียวหรอกนะ
ไม่ได้กลัวว่าคุณชายน้อยจะหวาดกลัว แต่กลัวว่าฮูหยินน้อยจะวิ่งหนีกลับตระกูลเดิมของเขาเสียมากกว่า!
……………………………………..