พ่อยื่นจดหมายที่ถืออยู่ในมือมาให้มือของพ่อสั่นระริกอันเป็อาการที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่แม่ตายไปและทำให้กระดาษแผ่นนั้นพลอยสั่นไปด้วยราวใบไม้ที่สะท้านอยู่ด้วยแรงลมฉันเช็ดมือที่เปื้อนสีอยู่กับกางเกงยีนที่บัดนี้แทบจะกลายเป็สีรุ้งไปแล้วก่อนจะรับจดหมายฉบับนั้นมากวาดสายตาอ่านข้อความสองย่อหน้าที่พิมพ์มาอย่างเรียบร้อยเป็ข้อความที่กะทัดรัดและตรงต่อประเด็นทีเดียว
“ลูกคิดว่ายังไงอลิกซ์?”
“หนูคิดว่าคนในตระกูลครอมพ์ตันตายไปหมดแล้วเสียอีก”
“ยังหรอกนี่คงจะต้องเป็จดหมายจากลูกชายของคนที่ปู่ของลูกเคยเขียนรูปให้แน่” พ่อยักไหล่เบาๆ
“น่าเสียดายที่เขาตัดสินใจจะปฏิบัติตามธรรมเนียมของตระกูลช่างโชคร้ายเสียจริงๆ ...”
“อ้าว...ทำไมล่ะคะพ่อ?”
“อลิกซ์...ลูกก็รู้ว่าพ่อไม่ใช่ศิลปินที่เขียนภาพเหมือน”
ซึ่งเื่นั้นฉันเองก็รู้อยู่อัจฉริยะอันโดดเด่นที่สืบทอดมาตลอดเวลาสี่ร้อยปีได้คลายความเข้มและอ่อนเบาลงเรื่อยๆจนในที่สุดเพราะพลังแห่งตำนานประจำตระกูลแท้ๆที่เรายังพอใช้งานศิลปะสาขานี้เลี้ยงชีวิตให้รอดมาได้เราเป็ศิลปินที่เขียนรูปขายเท่านั้นซึ่งแม้ว่าพ่อของฉันจะไม่ได้รับพร์นี้มามากเท่าไรนักแต่ท่านก็สามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้อย่างมีความสุขและฉันเองก็ซื่อสัตย์พอที่จะลงความเห็นตามท่านไปด้วยว่าแม้ว่าท่านจะสามารเขียนรูปหากินได้แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่า รูปธรรมดาๆ ที่วางขายกันอยู่ทั่วไป
“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะทำยังไงล่ะคะตัดตอนธรรมเนียมประเพณีนี้เสียเลยอย่างนั้นหรือคะ?”
พ่อรับจดหมายกลับคืนไปกรีดเล็บรีดรอยพับอยู่
“พ่อคิดว่า...ลูกนั่นแหละไป...เพราะลูกเป็ศิลปินที่แท้จริงในครอบครัวเรา”
“ไม่ละค่ะหนูทำไม่ได้หรอกค่ะพ่อเขาจ้างพ่อนะคะและยิ่งกว่านั้นบุคคลที่เขา้าตัวคืออเล็กซานเดอร์มิลเลอร์ส์ต่างหาก”
“เขาเขียนจดหมายมาถึงอเล็กซานเดอร์ก็จริงแต่เขาจะต้องพอใจกับผลงานของอลิกซ์มากกว่า”
มันทำให้ฉันต้องนึกไปถึงครั้งแรกที่พ่อเห็นงานของฉันซึ่งไม่ใช่การเขียนรูปแบบที่ทำๆกันอยู่แต่เป็ความพยายามที่จะเขียนภาพเหมือนของแม่ฉันแอบสเกตช์ด้วยสีถ่านอย่างเป็ความลับแอบเข้าไปในห้องศิลป์หลังจากโรงเรียนเลิกแล้วโดยไม่ยอมให้ใครเห็นรูปนั้นเลยฉันเขียนรูปแม่ในวัยสาวจากความทรงจำใบหน้าที่ไม่แสดงให้เห็นความเ็ปและความร่วงโรยที่เกิดอยู่ในตอนนั้นเลยมันเป็รูปที่เขียนขึ้นอย่างคนที่พยายามมองโลกในแง่ดีด้วยความรู้สึกที่ราวกับว่าแม่ไม่เคยจากเราไปไหนเลย
พ่อถือรูปเล็กๆแผ่นนั้นไว้และยืดออกไปสุดปลายแขน มือสั่นน้อยๆซึ่งทำให้ฉันเริ่มนึกรู้เป็ครั้งแรกว่ามันจะต้องเป็เช่นนั้นตลอดไปในยามนั้นมันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่อาจอ่านทั้งสีหน้าและแววตาของท่านออก มันทำให้ฉันต้องกัดริมฝีปากอยู่ ขณะรอฟังคำตัดสินจากท่านในที่สุดพ่อก็วางรูปนั้นลงส่ายหน้าไปมาอยู่ช้าๆ...พระเ้า...ฉันคิดอยู่ในใจ...นี่แสดงว่าพ่อจะต้องไม่ชอบรูปนี้เลย แต่แล้วแววตาของท่านก็เปล่งประกายสดใสขึ้นมา พ่อรวบร่างฉันเข้าไปกอด...
“ลูกเอาเงินค่าจ้างนั่นไป”พ่อกล่าวย้ำ
“แต่พ่อก็รู้นี่คะว่าหนูไม่ชอบเขียนภาพเหมือน”
“ความชอบหรือไม่ชอบมันไม่ใช่เื่สำคัญอะไรเลย...”พ่อสอดจดหมายฉบับนั้นกลับคืนเข้าในซอง ก่อนจะโยนลงรวมไว้ในกอง”เขาจ้างเราด้วยราคาแพงมาก”
เมื่อครั้งยังเด็กพ่อไม่เคยเอ็ดตะโรใส่ฉันเลย แต่ทุกคำพูดของท่านจะมีความหมายเสมอ สามารถเรียกเราให้กลับเข้าแถวได้และขณะนี้คำพูดของท่านยิ่งกว่าชัด
นับแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีกลายที่ฉันถูกปลดออกจากโรงเรียน ที่ฉันเป็ครูวาดเขียนอยู่พ่อได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินมาโดยตลอดเมื่อฉันพยายามทำงานแบบศิลปินเต็มตัวให้จงได้ อันที่จริงมันก็มีการแลกเปลี่ยนกันอยู่ในเื่นี้คือฉันรับทำงานและดูแลบ้านโดยพ่อเป็ผู้จ่ายค่าจ้าง
“คนที่เป็ศิลปินอาชีพไม่จำเป็จะต้องทำงานแต่เฉพาะแบบที่ตนรักเสมอไป”
ใจจริงแล้วขณะนั้นฉันไม่เคย้าอะไรมากไปกว่าได้นั่งลงทำงานต่อ กล่องสีที่เปิดค้างอยู่ทั้งผ้าใบก็ขึงตึงอยู่บนขาตั้ง ขณะที่แสงภายในสตูดิโอเล็กๆที่ฉันใช้ร่วมกับพ่อตอนนั้นกำลังพอดีทีเดียว ฉันเอานิ้วแตะลงบนซองจดหมาย
“ก็ได้ค่ะหนูไปทำแทนพ่อก็ได้ แต่ถึงยังไงหนูก็ว่าพ่อคิดผิดนะคะหนูเชื่อว่าพ่อต้องเขียนภาพเหมือนได้แน่ๆ”
พ่อค้อมไหล่มือทั้งสองทาบลงบนโต๊ะ
“กลับไปทำงานเถอะอลิกซ์สีจะแห้งหมดแล้ว”
“แล้วผู้ชายคนนั้นเขาเป็ใครกันล่ะ?”มาร์กหยิบสเวตเตอร์ขนสัตว์ขึ้นมาสวม
“เป็เศรษฐีคนหนึ่งแบบเดียวกับเมดิซี่นั่นแหละพร้อมที่จะให้การสนับสนุนงานของศิลปินทั้งหลาย”ฉันรวบผมเอาหวีสับไว้ รินน้ำลงในกา
“ฉันน่ะไม่ได้อยากทำอะไรพรรค์นั้นเลย แต่ที่ต้องทำเพราะพ่อทำไม่ได้”ฉันไม่อยากโต้แย้งอะไรกับมาร์คอีก แค่พ่อคนเดียวก็เกินพอแล้ว
“แล้วคุณจะต้องไปอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่?”
“ฉันหวังว่าเขาจะให้ฉันถ่ายรูปด้วยกล้องโพลารอยด์สักสองสามใบแล้วก็เอากลับมานั่งทำงานที่บ้านนี่ แต่ถึงยังไงฉันก็คงจะต้องใช้เวลาสักเล็กน้อยที่จะสัมภาษณ์เขาบ้างเพื่อจะได้รู้จักเขาดีพอที่จะเก็บเป็ข้อมูล มาเขียนรูปสวยๆ ให้เขาได้ฉันไม่ชอบเขียนรูปคนที่ฉันไม่รู้จัก”
“เพราะยังงี้ใช่ไหมล่ะคุณถึงไม่ยอมเขียนรูปผม?”
“ใครบอกว่าฉันไม่เคยเขียน?”ฉันเถียงออกไปทันที ขณะเดียวกันก็เอื้อมไปหยิบถ้วยกาแฟลงมาจากชั้น“ก็คุณอยู่ในรูปไก่ที่ฉันเพิ่งขายไปไงล่ะ จำดวงตาตัวเองไม่ได้หรือ?”
เขายิ้มแหยๆแล้วก็ตีหน้าบึ้งซึ่งรู้สึกจะเกี่ยวกับเื่ที่ฉันจะไม่อยู่หลายวันมากกว่าจะไม่พอใจคำพูด
มาร์กมีอาชีพเป็ช่างภาพหนังสือพิมพ์วัยสามสิบสอง มีความสามารถสูงพอที่จะหาเงินเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบายด้วยการรับเป็ช่างภาพอิสระ ให้กับหนังสือพิมพ์หลายฉบับในเมือง นิวแฮมเชอร์ของเรานี้ เขาเป็คนรักงาน แต่เมื่อใดที่ดวงตก เมื่อนั้นเขาก็จะเริ่มบ่นอยากหางานที่มั่นคงถาวรทำ บางครั้งฉันเองก็เกือบจะถูกดูดเข้าไปในความคิดที่ว่าความตั้งใจของฉันที่อยากจะเป็จิตรกรผู้ประสบความสำเร็จน่าจะควบคู่ไปได้กับการมีสามีและลูก แต่แล้วฉันก็ได้สติผู้หญิงจะเจริญรุ่งเรืองในงานศิลปะทีตนทำอยู่ได้อย่างไรตราบใดที่ยังต้องคอยสนองความ้าของบุคคลในครอบครัวอยู่...?
ฉันวางถ้วยกาแฟลงตรงหน้าเขาโน้มตัวเข้าไปจูบตรงหน้าผาก
“ฉันไปไม่นานหรอกน่า”
เขาไม่ตอบพลิกหน้านิตยสารนิวยอร์ก ไทม์เล่มเก่า กำตรงมุมจนยับขณะเปิดดูไปตามหน้าต่างๆ
วันที่ฉันออกเดินทางเป็วันกลางฤดูหนาว...ที่บรรยากาศเรืองใสราวประกายแก้วผลึกอากาศเย็นเฉียบจนรู้สึกเจ็บเมื่อหายใจเข้าไปท้องฟ้าสีครามโปร่งใสและว่างเปล่าปราศจากเมฆหมอกโชคดีอย่างมากที่เครื่องยนต์ติดทันทีที่สตาร์ทครั้งแรก ฉันเข้าเกียร์หนึ่งเปลือกน้ำแข็งที่ฉาบถนนโรยกรวดกระจายขึ้นจากใต้ยางล้อรถเมื่อฉันถอยออกมาจากทางวิ่ง ฉันเห็นมาร์กที่ขับรถบรรทุกเล็กของเขาตรงเข้ามาเราจอดเทียบข้างกันบนถนนสายเปลี่ยวของเมืองชนบท
“อย่าไปนานนักนะอลิกซ์”
“มันเป็งานนะมาร์กฉันคงไปนานเท่าที่จำเป็เท่านั้นละ”
“คุณเป็คนวาดรูปช้าจะตาย”
“ก็เฉพาะเวลาฉันทำงานสร้างสรรค์เท่านั้นแต่ว่านี่เป็การเขียนรูปเหมือน ซึ่งมันก็แค่ใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง”
“แล้วคุณจะไปพักที่ไหนล่ะ...เผื่อบางทีผมจะตามไป”ทุกคำพูดของเขาลอยเป็ควันออกมาระหว่างริมฝีปาก
“คงไปไม่ได้หรอกเพราะฉันจะไปพักที่บ้านเขา”
“จำเป็ขนาดนั้นเชียวเรอะ?”
“มาร์ก ขอร้องเถอะอย่าไปสนใจกับเื่นี้เลย เอาเป็ว่า ฉันจะกลับมาทันทีที่ทำได้ก็แล้วกัน”ฉันพยายามสะกดความขุ่นใจไว้มากที่สุดเมื่อส่งจูบให้เขาแต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะรับจูบนั้นจากฉันเลย…