ตอนที่ 30 คำพูดชวนซึ้งใจ
เมื่อโจวอ๋างและติงเต๋อที่หลานรั่วหร่านส่งมาช่วยเหลือลงจากเครื่องบิน ก็รีบสลัดความเหนื่อยล้าและเข้าไปรายงานสถานการณ์การเข้าร่วมงานชุมนุมนักพรตของลู่โจวให้หลานรั่วหร่านทราบทันที
หลานรั่วหร่านดูวิดีโอการสวดภาวนาของนักพรตหลัวที่โจวอ๋างแอบถ่ายมาให้ก็พูดอย่างตกใจ “งานชุมนุมนักพรตในครั้งนี้คือการให้ลู่โจวสวดมนต์ไหว้เทพเจ้าเพื่อขอให้หิมะหยุดตกหรอกเหรอ”
โจวอ๋างพูดยืนยันด้วยความมั่นใจ “ใช่ครับ”
หลานรั่วหร่านพึมพำเสียงเบา “พวกน้องสามีและน้องสะใภ้ที่คุณแม่ส่งไปร่วมงานชุมนุมนักพรตก็ต้องทำเรื่องแบบนี้เหรอ”
เธอคิดมาตลอดว่างานชุมนุมนักพรตที่พวกน้องสามีเข้าร่วมนั้นเป็นเพียงการสวดมนต์ไหว้พระ ไม่ก็ไปนั่งฟังพวกนักพรตสวดมนต์ หรือเป็นการไปถือศีลกินเจที่อารามเท่านั้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องทำเรื่องแบบนี้ด้วย
หลานรั่วหร่านคิดถึงบรรดาน้องสามีและพวกน้องสะใภ้ที่ปกติดูสง่างามมีภูมิฐาน สวมเสื้อผ้าเหมือนพวกนักพรตไปสวดมนต์ไหว้พระ เธอก็อยากจะหัวเราะออกมา
ลี่หนานอีที่เดินลงมาจากชั้นบนเห็นแม่ตัวเองกำลังกลั้นหัวเราะก็ถามอย่างประหลาดใจ “คุณแม่หัวเราะอะไรคะ”
หลานรั่วหร่านไม่อยากให้ลูกสาวรู้ว่าตัวเองแอบถ่ายวิดีโอของคนอื่นจึงกลั้นยิ้มแล้วบอกว่าไม่มีอะไร จากนั้นก็หยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม แต่สุดท้ายก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ เผลอพ่นน้ำชาออกมาพลางหัวเราะเสียงดัง
เมื่อคิดถึงตอนที่คุณแม่ส่งบรรดาน้องสามีและน้องสะใภ้ไปร่วมงานชุมนุมนักพรต เธอก็นึกอิจฉาเป็นอย่างมาก เพราะเจ้าอารามเต้าเทียนถือว่าเป็นผู้มีอำนาจในประเทศ หากต้องการพบเจ้าอารามเพื่อให้ท่านชี้ทางสว่าง ต่อให้ไปต่อแถวรอก็ยังไม่แน่ว่าจะได้พบสักครั้ง ดังนั้นเธอจึงนึกอิจฉาคนที่ถูกส่งไปร่วมงานชุมนุมนักพรตมาตลอด
แต่หลังจากที่ได้ดูวิดีโอที่พวกโจวอ๋างแอบถ่ายกลับมา ก็รู้สึกว่าการที่คุณแม่ไม่เรียกให้เธอไปร่วมงานแบบนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง เพราะเธอเองก็คงทำอะไรแบบนักพรตไม่เป็น
ลี่หนานอีเห็นแม่เสียอาการแบบนี้เป็นครั้งแรกก็เบิกตากว้าง “แม่คะ ตกลงคุณแม่หัวเราะเรื่องอะไรกันแน่”
“ไม่ได้หัวเราะอะไรหรอก...” หลานรั่วหร่านกลั้นขำ แต่พอนึกถึงภาพบรรดาน้องสะใภ้สวมชุดนักพรตเต้นระบำบูชาเทพก็ระเบิดหัวเราะออกมาอีก
ลี่หนานอี “...”
ทางด้านบ้านหยางเหมิน เมื่อผู้เฒ่าวั่นเห็นผู้เฒ่าเวิงกลับมาพร้อมกันก็ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก หลังจากพวกลู่โจวไปกินข้าวอาบน้ำพักผ่อนแล้ว พวกเขาก็รีบเข้ามาล้อมผู้เฒ่าเวิงทันที
ผู้เฒ่าลั่วโกรธจนทำอะไรไม่ถูก “ผู้เฒ่าเวิง เจ้าได้ออกไปแล้วจะกลับมาทำไม”
“เจ้ารอมาเป็นหมื่นปีแล้ว กว่าจะได้ออกไป ทำไมถึงโง่กลับมาอีก พวกเราโกรธเจ้าจะตายอยู่แล้ว” ผู้เฒ่าเซิ่งกล่าวอย่างโกรธเคือง “บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ เจ้าหนุ่มเสี่ยวโจวไม่ยอมปล่อยเจ้าไปใช่ไหม”
ผู้เฒ่าเวิงถอนหายใจอย่างอึดอัด “ไม่ใช่แบบที่พวกเจ้าคิดหรอก”
“แล้วมันเป็นแบบไหน”
ผู้เฒ่าวั่นหัวเราะ “ข้าว่าผู้เฒ่าเวิงคงไม่อยากทิ้งพวกเราไปกระมัง”
ผู้เฒ่าเวิงไม่ปฏิเสธ “เหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไม่อยากแยกจากพวกเจ้า อยู่ด้วยกันมานับหมื่นปีแล้ว จู่ๆ จะให้แยกจากกัน ใจข้าถึงยังไม่อยากไป”
เมื่อผู้เฒ่าเซิ่งและผู้เฒ่าลั่วได้ยินดังนั้นความโกรธพลันสลายหายไป “แต่...แต่เจ้าก็ไม่น่ากลับมาเลย”
“พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่พวกเราถูกขังมานานนับหมื่นปี โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก บรรดาสหายคนสนิทก็ไม่อยู่กันแล้ว ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าจะไปหาใคร แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน มืดแปดด้านไปหมด ทันใดนั้นข้าก็คิดถึงพวกเจ้า ถึงแม้ว่าการถูกขังอยู่ที่นี่จะไร้อิสระ แต่ที่นี่ยังมีสหายเก่าที่สนิทสนมกันมาเป็นหมื่นๆ ปี มีคนคอยพูดคุยกับข้า ข้าจึงตัดสินใจกลับมา ต่อไปจะได้หาโอกาสออกไปพร้อมกับพวกเจ้าอย่างไรล่ะ”
พวกผู้เฒ่าเซิ่งซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก “อายุปูนนี้แล้ว ยังพูดจาชวนซึ้งแบบนี้อยู่อีก”
ผู้เฒ่าเวิงยิ้มเขิน
ผู้เฒ่าวั่นมองผู้เฒ่าเวิงพลางอมยิ้ม ก็พบว่าบนศีรษะของผู้เฒ่าเวิงมีแสงสว่างบางเบาเส้นหนึ่ง จึงร้องขึ้นมาอย่างตกใจ “ผู้เฒ่าเวิง ทำไมบนร่างเจ้าถึงมีแสงบุญอยู่ด้วยเล่า”