ณ ดินแดน์ ก่อนประตูมิติเปิด
หลังจากที่กสุณาได้ออกเดินทางตามหาบริวารคู่ใจ เทพธิดาสุพรรษา ก็ดูไม่ค่อยร่าเริงแจ่มใสนัก นางเอาแต่เฝ้ารอคอยการกลับมาของกสุณา
วันนี้เช่นเคย นางนั่งหงอยเหงาตามลำพังอยู่ที่สวนดอกไม้ที่ประจำของนาง โดยหารู้ไม่ว่าเอกทัศน์ได้มาอยู่ด้านหลังของนาง เอกทัศน์เห็นหญิงคนรักดูหงอยเหงา เขาจึงอยากทำอะไรเอาใจนาง เขายื่นแขนออกไปข้างหน้าพร้อมหงายมือ ปากพรืมพรำเล็กน้อย แล้วเป่าลมออกไป ทันใดนั้นก็ปรากฎตัวของฝูงผีเสื้อน้อยใหญ่ มากมายหลากสีสัน โบยบินไปหาสุพรรษา
สุพรรษาเห็นเหล่าผีเสื้อโบยบินมาห้อมล้อมตัว สร้างความประหลาดใจให้นางนัก นางเผยรอยยิ้มบนใบหน้า เมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบปีกของเหล่าผีเสื้อ สีสันบนปีกก็ยิ่งเปล่งประกายความงามแข่งกัน สุพรรษาลุกขึ้นยืนหมุนตัวไปมาเล่นกับเหล่าผีเสื้อ แล้วนางก็หยุดหมุนเมื่อมองเห็นเอกทัศน์ ที่ยืนมองนางด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น นางยิ้มด้วยความเขินอาย
เอกทัศน์เดินมาหานาง ยกแขนขึ้นทำท่าสะบัด แล้วเหล่าผีเสื้อ ก็กลายเป็เกล็ดหิมะหลากสี หล่นลงมาแทน ยิ่งทำให้สุพรรษาประทับใจ
“เ้าไปรู้จักเวทย์มนต์แบบนี้ต้องแต่เมื่อไหร่กัน” นางถาม แล้วทำสายตาค้อนเล็กน้อย
“เ้าไม่ชอบเหรอ?” ชายหนุ่มถามยอกย้อนหญิงคนรัก
“ ข้าไม่ชอบหรอก คราวหน้าเ้าไม่ต้องเอามาให้แล้วนะ” หญิงสาวแกล้งพูดหยอกเย้า แล้วสะบัดตัวหันหลังให้เขา แต่ใบหน้าไม่อาจปิดบังรอยยิ้มได้มิด
“แล้วนี่ละ ชอบไหม?” เอกทัศน์ชูกำไลข้อมือ อ้อมมาจากด้านหลังของนาง แล้วมาหยุดตรงหน้านาง สุพรรษาเห็นกำไล ที่มีลวดลายวิจิตรา นางทำท่าจะคว้าเอา แต่ไม่ทันเอกทัศน์ เขายกชูเหนือหัวนางไป เพื่อแกล้งนาง
“ ดูเ้าจะไม่ค่อยชอบมันนะ งั้นข้าทิ้งมันดีกว่า” ว่าแล้วก็ทำท่าจะโยนกำไลนั้นลงไปยังสระบัว สุพรรษารีบยื้อแย่ง
“ไม่นะ เ้าอย่าโยนนะ ข้าชอบมัน เ้าจะเอามาให้ข้าไม่ใช่เหรอ?”
ทั้งสองยังยื้อแย่งกันอยู่สักพัก เอกทัศน์ก็หัวเราะออกมา
“นี่เ้าแกล้งข้าหรอกหรือ?” สุพรรษาเอามือไปทุบที่อกชายคนรัก เขาจึงคว้ามือนางไว้ เขามองนางด้วยความรักอย่างถนุถนอม จนสุพรรษาหน้าแดงด้วยความเขินอาย
เอกทัศน์บรรจงสวมกำไลให้ด้วยความรัก
“เ้าสวมใส่กำไลนี้แล้วยิ่งงามนัก” เขายิ้มอย่างอ่อนโยน
“กำไลนี้เป็ของท่านแม่ข้า ข้าอยากให้เ้าเก็บรักษาไว้เป็ของแทนใจจากข้า ท่านพ่อบอกว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะเจรจาเื่ของเรากับท่านมหาเทพ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว สุพรรษาก็เผยรอยยิ้มอย่างดีอกดีใจชัดเจน
“เ้าเก็บอาการไว้บ้างสิ เ้าเป็หญิงนะ มันไม่งาม”ชายหนุ่มใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่จมูกนางเล็กน้อย แกล้งหยอกเย้านาง
“นี่เ้าแกล้งข้าอีกแล้วเหรอ?” ว่าจบหญิงสาวก็กำหมัดทุบที่ไหล่เขา
“โอ้ยๆ ข้าเจ็บนะ”แต่หญิงสาวก็ยังทุบตีเขาเหมือนเดิม
“เจ็บเหรอๆ นี่แนะ ข้าจะทุบเ้าให้ตาย”ชายหนุ่มวิ่งหนีนางก็วิ่งไล่ตาม ทั้งสองหยอกล้อกันอย่างมีความสุข
...............................................................................................................................................
ณ ตอนนี้กสุณาและกุมารนาคา ได้มาถึงหุบเขามรณะแล้ว มันช่างเหมาะสมกับชื่อเหลือเกิน ทั่วทั้งหุบเขาหาได้มีความสดชื่น ที่พอจะดูให้มีความหวังได้เลย ต้นไม้ ใบหญ้า เหล่าบุษบาก็หามีไม่ เสียงสัตว์ต่างๆก็ไม่มี มีแต่ความเงียบสงัด ชวนขนลุก มองไปทางไหนก็มีแต่ม่านหมอกบังตา กสุณารับรู้ได้ถึงพลังบางอย่าง ที่ทำให้รู้สึกเย็นะเื ซึมผ่านร่างกายเข้าไปถึงหัวใจ
“สหายของข้า เ้ารับรู้ถึงพลังที่ชวนหดหู่ ห่อเหี่ยว สิ้นหวัง หรือเปล่า?” กสุณาเอียงหัว กระซิบกับกุมารนาคาที่พันอยู่ที่ลำแขนของตน ปากพูดกับกุมารนาคา แต่สายตาของกสุณายังกวาดมองโดยรอบอย่างไม่ละสายตา
“นายท่าน มันเป็พลังของหุบเขามรณะ ใครที่ย่างกรายเข้ามาในเขตหุบเขานี้ ถ้าไม่รีบออกไปให้เร็ว จะถูกดูดพลัง สุดท้ายหุบเขาก็จะกลืนกินคนนั้น” กุมารนาคาพูดด้วยเสียงเบาๆ
“หุบเขาจะกลืนกินได้อย่างไรกัน?” กสุณาสงสัย
“มันจะดูดพลังของคนๆนั้นจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่ความสิ้นหวัง ชีวิตที่ไร้ความหวังก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่แห้งตายที่อยู่ในหุบเขานี้ไงละนายท่าน” ทั้งๆที่ทั้งสองคุยกันด้วยน้ำเสียงที่เบามาก แต่หุบเขาที่เงียบสงัดชวนหลอนนี้ก็ทำให้เสียงพวกเขายังดังอยู่ดี
กสุณาเปิดดวงตาที่ 3 ขึ้นเพื่อมองหาศาตราวุธคู่กาย เพียงไม่นานนางก็ได้พบแสงเปล่งประกายส่งมายังนาง
“ข้าเห็นแล้ว ศาตราวุธอยู่ใตู้เาลูกนั้น” กสุณาชี้มือไปยังูเาลูกที่สูงที่สุด
“เราไปกันเถอะ” พูดจบกสุณา ก็สยายปีก ะโบินขึ้นท้องฟ้า มุ่งตรงไปยังเขาลูกดังกล่าว
ทั้งสองบินมาถึงูเาลูกที่ว่าแล้ว กสุณาจึงบินขึ้นไปอยู่เหนือกลางูเา ตรงกลางูเามีปล่องไฟลึกสุดลูกหูลูกตา
“ไปกันเถอะ สหายของข้า” กสุณ กำลังจะพุ่งลงไป แต่กุมารนาคาทักท้วงก่อน
“เดี่ยวก่อนนายท่าน ข้างล่างนั้นมีบางอย่างที่อันตรายมาก” กสุณาพยักหน้ารับรู้ ทั้งสองจึงพุ่งลงไปในปล่องไฟช้าๆด้วยความระมัดระวัง
เวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่งทั้งสองก็ลงมาถึงก้นสุดของปล่องไฟ ยิ่งลงมาลึกเท่าไหร่อากาศก็ยิ่งเย็นะเื รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงหัวใจ ที่ๆทั้งสองยืนมีลักษณะเหมือนถ้ำหิน มีอุโมงค์เป็ทางเดินเข้าไปในนั้น ทั้งสองเดินเข้าไปในอุโมงค์ เดินไปเรื่อยๆด้วยความระแวดระแวง สักพักทั้งสองก็พ้นจากอุโมงค์เข้าสู่ถ้ำหินที่กว้างใหญ่ มันใหญ่กว่าตอนที่ลงมาถึงก้นสุดของปล่องไฟถึง 3 เท่า แต่อุณหภูมิในถ้ำหินนี้มีความร้อนสูงมาก
“นายท่านดูนั่นสิ” กุมารนาคาใช้หางชี้ให้ดู
สิ่งที่ทั้งสองเห็นคือศาสตรวุธ สีทองที่เปล่งแสงประกาย เป็หอกทองคำและโล่กำบัง ติดอยู่ที่ผนังถ้ำหิน เนื่องจากเวลาผ่านมานาน ผนังถ้ำหินจึงได้โอบกลืนศาสตราวุธราวกับถูกฝังไว้
จากจุดที่ทั้งสองยืนไปถึงศาสตราวุธนั้นมีธารลาวาที่กว้างใหญ่ขวางอยู่
“ สหาย เ้าจงจำแลงกายให้ใหญ่ ใช้หางฟาดผนังถ้ำให้แตก ศาสตราวุธจะร่วงลงมา แล้วข้าจะบินไปรับ ถึงตอนนั้นต้องรีบออกไปให้ไว เพราะูเาจะถล่มใส่ ถ้าเราออกไม่ทันอาจจะถูกฝังใต้ก้นูเาลูกนี้”ทั้งสองพยักกัน กสุณายื่นแขนออกไปด้านหน้า กุมารนาคาก็ลอยพุ่งออกไปพร้อมกับจำแลงกายเป็นาคาตัวมหึมา แล้วลอยข้ามธารลาวา พุ่งไปยังผนังที่กักขังศาสตราวุธ
ก่อนที่กุมารนาคาจะไปถึง ทันใดนั้น!! ก็มีอสูรร้ายตัวมหึมาโผล่ขึ้นมาจากธารลาวา พุ่งเข้าเขมือบกัดไปที่กลางลำตัวของกุมารนาคา เขี้ยวมันได้ฝังเข้าที่เนื้อของกุมารนาคา กุมารนาคาร้องคำรามด้วยความเ็ป แล้วเ้าอสูรร้ายก็สะบัดร่างของกุมารนาคา กระเด็นมาทางที่กสุณายืนอยู่ ก่อนที่จะชนเข้ากับกสุณา กุมารนาคาจึงจำแลงกลายเป็นาคาน้อย แล้วกสุณาจึงรับร่างของกุมารนาคา แล้วใช้มือแตะที่าแของกุมารนาคาเพื่อรักษา เพียงไม่กี่เสี้ยวเวลา กุมารนาคาก็กลับมาเป็ปกติ แล้วเ้าอสูรร้ายก็ดำลงไปในธารลาวา ทั้งสองยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่ามันคือตัวอะไร ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
กสุณาเปิดดวงตาที่ 3 มองทะลุลงไปในธารลาวา สิ่งที่เห็นคือ เ้าอสูรกายตนนั้นมันคือ งูเพลิงโลกันต์ตัวมหึมา ตัวมันใหญ่กว่ากุมารนาคาตอนจำแลงกายถึง 2 เท่า หนังของมันแข็งแกร่งดังหินที่แม้แต่ความร้อนของลาวายังทำอะไรมันไม่ได้ กสุณาส่องหาจุดตายของมัน จึงได้พบว่าต้องใช้หอกที่เป็ศาสตราวุธคู่กายแทงลงตรงกลางหัวของมันทะลุไปถึงใต้คางของมัน
กสุณาใช้ฝ่ามือประกบดวงตาของกุมารนาคา เพื่อใช้พลังเปิดตาทิพย์ให้กุมารนาคา เพราะทั้งสองมีดวงจิตดวงเดียวกัน การเปิดทิพย์ให้กุมารนาคาจึงทำได้ไม่ยาก เมื่อกสุณาเอามือออก ดวงตาของกุมารนาคาก็เปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ สามารถมองเห็นได้ไม่ต่างจากมีตาที่ 3
“ สหายข้า เ้าจงไปเอาศาสตราวุธมา ข้าจะหลอกล่อมันเอง” กุมารนาคาพยักหน้า แล้วจำแลงกายอีกครั้ง กสุณาบินไปตรงกลางธารลาวา เ้าวายร้ายก็โผล่ขึ้นมา หมายจะเขมือบ แต่กสุณาหลบไปได้ มันไล่ตามเขมือบกสุณาหลายหนแต่ไม่สำเร็จ กสุณาหลอกล่อให้มันไปอีกทาง เพื่อให้กุมารนาคาไปเอาศาสตราวุธ เมื่อสบโอกาส กุมารนาคาพุ่งไปยังผนังถ้ำ รวบรวมพละกำลังที่มีทั้งหมดใช้หางฟาดพนังถ้ำอย่างรุนแรงเสียงดังราวฟ้าถล่ม หินได้แตกออก สาสตราวุธก็ได้หลุดพ้นจะการกักขัง
เ้าวายร้ายรู้ตัวว่าถูกหลอกมันเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งมาหากุมารนาคา แล้วกุมารนาคากับเ้าอสูรร้ายก็ได้เข้าต่อสู้กัน ศาสตราวุธกำลังร่วงลงสู่ธารลารา กสุณาจึงได้ปลุกพลังจากดวงตาที่ 3 ขึ้น ดวงตาที่ 3 เปล่งแสงประกาย ศาสตราวุธที่กำลังจะร่วงลงธารลาวาก็ได้หยุด และลอยอยู่เหนือธารลาวา กศุณายื่นมือออกไป แล้วศาสตราวุธทั้งสองก็พุ่งมาอยุ่ในมือนาง นางสะพายโล่กำบังไว้ที่หลัง พุ่งตรงไปช่วยกุมารนาคา ในขณะที่กุมารนาคาสู้กับเ้างูเพลิงโลกันต์อย่างชุลมุน กสุณาได้ร้องะโบอก
“ สหายข้า แกล้งยอมแพ้มัน ให้มันกัดเ้า!!!”
“ท่านเสียสติไปแล้วหรือนายท่าน!!!!.”กุมารนาคาะโกลับ แล้วกสุณาก็บินไปข้างหลังเ้างูเพลิงโลกันต์ กุมารนาคาสบตากับกสุณา
“เ้าต้องเชื่อใจข้า” กสุณาบอกด้วยสายตาที่แน่วแน่ กุมารนาคาจึงทำตามที่เ้านายบอก แกล้งทำต่อสู้ไม่ไหว เ้างูั์ได้ที กัดเข้าไปที่ลำตัวของกุมารนาคา กุมารนาคาร้องคำรามเสียงดัง จังหวะนี้กสุณาบินขึ้นสูงที่สุด แล้งพุ่งลงมาอย่างรวดเร็วหันปลายหอกไปข้างหน้า จับมันอย่างแน่หนา แทงลงตรงกลางหัวเ้างูยัก์ทะลุลงไปที่คาง ทะลุคางพ้นออกนอกตัวเ้างูั์ ทั้งกุมารนาคาและเ้างูเพลิงโลกันต์ต่างร้องคำรามเสียงดัง เ้างูโลกันต์มันจึงสะบัดร่างกุมารนาคาทิ้ง ตะเกียกตะกายในธารลาวา ไม่กี่เสี้ยวเวลามันก็สิ้นใจตายคาธารลาวา กุมารนาคาจำแลงตนให้เล็กลงร่างจึงปลิวไปตกฟากฝั่ง เจ็บาแจึงทำให้ขยับตัวไม่ได้ แต่ทันใดนั้น!! ถ้ำก็ถล่มลงมา กสุณาบินพุ่งมาคว้าเอาร่างกุมารนาคา แล้วบินออกไปทางอุโมงค์ตอนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสียงก้องกำปานาทของหินถล่มไล่ตามหลังมาติด กสุณาบินหลุดพ้นจากอุโมงค์ได้ ก็รีบบินพุ่งขึ้นไปตามปล่องไฟูเา ระหว่างทางบินก็หลบหลีกหินไปด้วย ชั่วอึดใจทั้งสองก็ทะลุพ้นปล่องูเาได้ แล้วูเาทั้งลูกก็ถล่มลงต่อหน้าต่อตา
“เกือบไปแล้วนะนายท่าน” กุมารนาคาหัวเราะเบาๆ เพราะเจ็บาแ กสุณายิ้มให้บริวารคู่ใจ
“เ้าเก่งมาก สหายของข้า” จากนั้นก็พาร่างของกุมารนาคามานอนที่พื้น แล้วลงมือช่วยรักษาาแให้หายเป็ปกติ
“ได้เวลากลับบ้านเราแล้ว สหาย” กสุณายื่นแขนให้กุมารนาคา กุมารนาคายิ้มแล้วลอยเข้าไปพันรอบลำแขนเช่นเดิม กสุณาสยายปีกแล้วก็ะโขึ้นสู่ท้องฟ้า โบยบินไปตามสายลมอย่างสุดแสนสบายใจ