เครทเป็ผู้จัดการประจำอาคารบริการผู้เล่นในเมืองเริ่มต้นฝั่งตะวันออกของเกมเนื่องจากตอนนี้ผู้เล่นใหม่มีไม่มากเท่าสมัยก่อนเขาจึงสามารถควบดูแลอาคารเมืองเริ่มต้นได้ถึงสี่แห่งผ่านการวาร์ปโดยช่องทางอื่นของระบบที่มีให้เ้าหน้าที่ของเกมเท่านั้น
วันนี้เป็วันที่เขามาตรวจการทำงานของเ้าหน้าที่ที่สุริยาวลัยซึ่งเป็หนึ่งในเมืองที่เขาชื่นชอบที่สุดเ้าตัวจึงเดินออกมาสูดอากาศอยู่หน้าอาคารยืนมองดูผู้เล่นหน้าใหม่ราวกับผู้อำนวยการโรงเรียนมาต้อนรับเด็กๆ
แต่เมื่อเขากวาดตาไปเจอเ้าหนุ่มคนหนึ่งในชุดเริ่มต้นตะกอนที่เคยจมลึกอยู่ภายในใจก็ฟุ้งขึ้นมา
“ฉิบหาย!” เพราะอยู่ในเวลางานข้อกำหนดของระบบจึงไม่อนุญาตให้เขาก้าวเท้าออกนอกเขตอาคารของบริการผู้เล่น เ้าตัวจึงไม่อาจตามไปดูให้แน่ชัดว่าชายคนที่เพิ่งเดินผ่านไปใช่คนที่เขานึกถึงจริงๆหรือไม่
เพราะถ้าใช่เกรงว่าดิ เอจ ออฟ อโพคาลิปส์จะต้องตกอยู่ในความวุ่นวายอีกรอบแล้ว
พอระลึกถึงวีรกรรมที่หมอนั่นทำไว้ในอดีตขึ้นมาสองสามอย่างเครทก็หันหลังขวับแล้วพุ่งหลาวกลับเข้าอาคารตรงดิ่งไปที่ห้องของตัวเองแล้วรีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย
“หัวหน้าB087ครับ เมื่อครู่เหมือนว่าผมจะเห็นไอ้อนันตกาลเดินอยู่กลางเมืองครับ”
[*อนันตกาล(อะ-นัน-ตะ-กาน) เป็คำประสมจากคำว่า อนันต์(อะ-นัน)=ไม่มีที่สิ้นสุด และ กาล(กาน)=เวลาผู้เขียนตั้งใจให้เกิดความหมายว่า ห้วงเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด]
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังนึกว่าอนันตกาลคือใครทำให้เครทเองก็เงียบเสียงตามไปด้วย
“อนันต์อะไรนะไหนพูดอีกทีซิ” หัวหน้าทวนคำด้วยน้ำเสียงงุนงง ชื่อนี้คุ้นหูมากจนเกิดความรู้สึกว่ามันติดอยู่ที่ก้านสมองตรงไหนสักแห่งเพียงแต่ยังนึกไม่ออกว่าใคร
“อนันตกาลครับ! หมอนั่นกลับเข้ามาเล่นเกมแล้ว!”
“ฉิบหายยยย!!!”
อีกฝั่งสบถลั่นเครทสาบานว่าได้ยินเสียงอะไรแตกแว่วมาเบาๆ ด้วย
“เข้าใจแล้วเดี๋ยวผมจะรีบแจ้งคนที่เกี่ยวข้องเอง ขอบคุณมาก”
ทั้งสองเป็เ้าหน้าที่ของเกมนี้มาั้แ่สมัยเกมเริ่มทดสอบระบบจึงเคยเห็นหน้าค่าตาและรู้จักผู้เล่นบางคนอยู่บ้าง
ผู้เล่นเหล่านี้เอาชีวิตรอดอยู่ใน่ทดสอบระบบมาได้ก็แสดงว่าฝีมือมิใช่ชั่วแต่ละคนไม่ใช่เสือก็เป็ั ความฉิบหายวายป่วงที่แต่ละคนสร้างเอาไว้ในสมัยนั้นนับว่าเป็หนึ่งในเื่ที่เล่าได้สามวันเจ็ดวันไม่จบสิ้น
และแน่นอนว่าไอ้อนันตกาลอะไรนี่ก็เป็หนึ่งในนั้น
....................
ด้านในวิหารออกแบบมาไม่เรียบแต่ก็ไม่หรูนักให้บรรยากาศเย็นสบายดูสงบ ประดับประดาด้วยอัญมณีเลอค่าผสานกับหุ่นเวทในชุดเกราะโลหะที่เรืองแสงจากเวทมนตร์น่าเกรงขามที่คอยอารักขาอยู่ก็ทำให้ที่นี่ทั้งน่ายำเกรงและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
ที่นี่นอกจากจะมอบภารกิจรับทักษะเวทมนตร์แปดสายระดับล่างให้แล้วยังมีการมอบภารกิจเกี่ยวกับเวทมนตร์อีกหลายชนิด ทำให้มีผู้เล่นแวะเวียนเข้ามาอยู่เนืองๆแต่ก็ไม่ถึงกับคึกคักมาก เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ของเกมย้ายถิ่นฐานการล่าเข้าไปอยู่ตามเมืองใหญ่ๆในส่วนกลางของทวีปกันหมดแล้ว ทำให้ในเมืองเริ่มต้นเหลือแต่เพียงหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาััเกมได้ไม่นานเท่านั้น
วิฬาร์เข้ามาถึงด้านในวิหารก็มองหาNPCที่มอบภารกิจ ก่อนจะเจอผู้เล่นหน้าใหม่หลายคนยืนต่อแถวรับอยู่จึงเดินเข้าไปต่อแถวกับเขาบ้าง และไม่นานก็ถึงคิวของเขา
“ยินดีต้อนรับนักผจญภัยเ้ามีอะไรให้ผู้เฒ่าอย่างข้าช่วยเหลือรึ?”ผู้เฒ่าเครายาวในชุดคลุมสีขาวสะอาดตายืนค้อมหลังน้อยๆ เอ่ยถามวิฬาร์อย่างสุภาพเขาเจรจาตามเื่ ฟังข้อความตามบทอีกเล็กน้อยและในที่สุดก็ได้รับภารกิจเพื่อรับเวทมนตร์ระดับล่างมาจนได้
“ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับภารกิจฝึกใช้เวทมนตร์ระดับล่าง”
ภารกิจนี้นับว่าเป็ภารกิจที่ค่อนข้างง่ายสำหรับมือใหม่เพราะภารกิจนี้มีจุดประสงค์เพื่อ้าสอนและแนะนำให้ผู้เล่นรู้จักกับเวทมนตร์บทต่างๆของดิ เอจ ออฟ อโพคาลิปส์ ดังนั้นเมื่อรับภารกิจแล้ว ผู้เล่นจะสามารถร่ายเวทมนตร์ระดับล่างทั้งแปดสายได้ทุกบทเมื่อร่ายเวทในพื้นที่ของสนามฝึกทักษะในวิหารเวทมนตร์เพื่อทดลองใช้ดูว่าตนเองเหมาะกับเวทมนตร์บทไหน สายไหนนอกจากนี้หากร่ายเวทในพื้นที่ของสนามฝึกทักษะยังจะสามารถร่ายเวทได้โดยไม่ต้องใช้พลังเวทมนตร์อีกด้วย
จากนั้นเมื่อผู้เล่นทดลองใช้เวทมนตร์จนพอใจแล้วจะต้องกลับมารายงานตัวกับผู้เฒ่าที่วิหารเวทมนตร์ เพื่อรับภารกิจต่อเนื่องสำหรับการได้รับทักษะเวทมนตร์บทที่ตัวเอง้าเรียนซึ่งทำให้ในส่วนนี้ เนื้อหาภารกิจจะแตกต่างกันไปตามส่วนผสมของเวทมนตร์แต่ละบทที่แต่ละคนเลือก
ไม่ว่าจะอยากเรียนผสมทั้งแปดสายข้ามไปข้ามมา อย่างไรก็ได้แล้วแต่ความ้าของแต่ละคนโดยผู้เล่นแต่ละคนจะมีแต้มทักษะที่ระบบแจกให้ 30 แต้มในแต่ละเมืองเริ่มต้นเพื่อใช้จ่ายในการเลือกเรียนทักษะเวทมนตร์ตามแต่ละสายที่สนใจซึ่งต้องใช้จำนวนแต้มในการแลกแตกต่างกันไป และก็ไม่แปลกที่จะมีผู้เล่นหัวใสคิดจะตระเวนไปให้ครบทั้งแปดเมืองเริ่มต้นของทวีปเพื่อรับแต้มมาแลกเวทมนตร์ระดับล่างให้ครบทุกที่ซึ่งระบบก็ไม่ได้ห้ามไว้ เพียงแต่การทำแบบนั้นค่อนข้างเสียเวลาไม่น้อยผู้เล่นส่วนใหญ่จึงนิยมล่าสัตว์อสูรเพื่อดรอปไอเทมจำพวกคัมภีร์ทักษะหรือซื้อหาเอาจากตลาดมากกว่าเสียเวลาเดินทาง
แน่นอนว่าวิฬาร์มีตัวเลือกในใจแล้วว่าจะเลือกเรียนเวทสายไหนดังนั้นจะว่าไปแล้ว เขาสามารถรับภารกิจต่อเนื่องได้ทันทีจากวิหารเวทมนตร์เลยแต่ในเมื่อมีโอกาสทดลองใช้แบบฟรีๆ เขาก็ไม่ขัดศรัทธาของบริษัทเกม อีกอย่างหลังจากไม่ได้เล่นเกมมานานนับปี วิฬาร์ก็อยากทดสอบฟอร์มตัวเองสักหน่อยว่ายังเข้าที่เข้าทางอยู่หรือเปล่า
เมื่อเดินเข้ามาที่สนามฝึกด้านหลังวิหารเวทมนตร์ก็เจอผู้เล่นหน้าใหม่ยืนอยู่กระจายๆกันในสนามขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน บ้างร่ายเวทแบบตะกุกตะกักบ้างก็ร่ายได้รวดเร็ว บางคนลองสั่งเวทให้โจมตีหุ่นไม้สำหรับฝึกซ้อมหรือไม่ก็ส่งพลังฟื้นฟูให้ตัวเองบางส่วนก็ยืนจับกลุ่มคุยกันเพื่อปรึกษาว่ากลุ่มตัวเองจะแบ่งกันเรียนเวทบทไหนเพื่อเวลาออกไปเก็บเลเวลหรือทำกิจกรรมจะเกิดประโยชน์สูงสุด
วิฬาร์มองผู้เล่นมือใหม่อย่างเอ็นดูครั้งแรกที่เขาเล่นเบต้าเทสต์นั้น กว่าที่เขาจะผ่านภารกิจรับเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานมาได้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ในลานฝึกนี้เกือบอาทิตย์เลยทีเดียว
ความจริงตอนนี้ในบอร์ดสาธารณะก็มีแนวทางการเล่นมากมายหลายแบบที่“ผู้รู้” หลายคนโพสต์เอาไว้ แน่นอนว่ามีทั้งของแท้และของเทียมให้ทุกคนได้เลือกสรรหลังจากวิฬาร์ลองหาข้อมูลดูบ้างก็พบว่ากระทู้ที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่มักมาจากไอดีนักเวทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงน่าเชื่อถือหลายคนและกระทู้ที่โดดเด่นที่สุดมักจะมาจากผู้เล่นสองสามคนที่ถูกเหล่าผู้เล่นในดิ เอจ ออฟอโพคาลิปส์ยกย่องให้เป็ผู้เล่นที่ใช้เวทได้เก่งกาจที่สุดในเกม
มณีเมขลาไซออนผู้ใช้เวทสายธาตุเวทที่ได้รับเวทมนตร์ลับของนางเมขลาซึ่งเป็ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของท้องสมุทรในตำนานเธอสามารถควบคุมและร่ายเวทสายวารีได้อย่างช่ำชอง นอกจากนี้ยังเก่งกาจในสายดาราเวทจนได้รับเวทมนตร์ลับนางเมขลา ทำให้เสริมความสามารถเวทสายวารีได้อย่างสมบูรณ์แบบราวกับติดปีกให้พยัคฆ์และในที่สุดก็พัฒนาเป็เวทมนตร์สายมหาสมุทร จนหลังจากร่ายเวทมหรรณพสมุทรคลั่งถล่มใส่เมืองหนึ่งจนพังเป็หน้ากลองด้วยมหาเวทบทเดียวก็ทำให้เธอได้ฉายามณีเมขลามา
และจอมเวทอีกคนที่เหล่าเกมเมอร์ยกย่องคือ
อัสนีไร้เนตรเมฆินทร์ ผู้ใช้เวทสายยุทธเวทที่ดุดันที่สุดเขาเป็ตัวแทนของความแข็งแกร่ง ด้วยการผสานเวทลงไปในการรบพุ่ง ไม่ว่าสมรภูมิใดภารกิจไหน จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของศัตรู บอสที่เหี้ยมโหดที่สุด จะถูกเขาพิชิตลงราวกับหั่นแตงสับผักบัญชาการกองกำลังได้ราวขยับนิ้วมือ ยิ่งถ้าได้ทำภารกิจกับหน่วยรบส่วนตัวของเขาก็เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน
มีเื่เล่ากันว่าครั้งหนึ่งขณะทำภารกิจล่าสังหารสัตว์อสูรระดับบอสและอยู่ใน่เข้าด้ายเข้าเข็มเมื่อบอสถูกโจมตีจนเืเหลือสิบเปอร์เซ็นต์ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ะเิพลังสองเท่าออกมาโจมตีทัพผู้เล่นที่กำลังโจมตีอย่างติดพันจนกระจัดกระจายและผลจากการโจมตีของบอส ทำให้เมฆินทร์ติดอาการตาบอดชั่วขณะแต่เขากลับยังไม่ถอยออกมาที่แนวหลัง
ซึ่งในสถานการณ์ขณะนั้นจะต้องมีคนรีบฝ่ากลุ่มผู้เล่นที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้เข้าไปตรึงบอสไว้ให้นิ่งก่อนที่มันจะตีรวนทัพผู้เล่นซ้ำสองแต่กองทัพที่กำลังรวนเรก็ไม่มีใครสักคนที่สามารถทำหน้าที่นั้นได้เมฆินทร์ที่เป็หัวหน้ากิลด์รู้ดีในข้อนี้เขาจึงรวบรวมพลังเพื่อเตรียมเข้าต่อสู้ทันที แต่ปรากฏว่าตอนนั้นมีผู้เล่นกิลด์เดียวกับเมฆินทร์หกเจ็ดคนล้มลุกคลุกคลานกั้นขวางระหว่างตัวเขากับบอสอยู่
แม้ว่าจะตาบอดแต่ด้วยความสามารถและทักษะระดับสูงเมฆินทร์กลับตัดสินใจเรียกใช้ท่าใหญ่ของตัวเองสกัดสกิลของบอสสับขวานผสานเวทสายฟ้าห่าใหญ่สาดทะลุร่างของพวกพ้องฟาดลงกลางอกบอสจนมันติดสตันชักดิ้นชักงอครู่หนึ่ง ส่วนพรรคพวกตนเองที่ถูกบอสตีจนเืเหลือแค่ก้นหลอดก็ต้องสังเวยชีวิตไปก่อนที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจนในตอนท้าย กิลด์กิเลนอัสนีของพวกเขาก็สามารถพิชิตภารกิจครั้งนั้นได้และนอกจากนี้ในเวลาต่อมาด้วยความเหี้ยมหาญและการตัดสินใจอย่างเฉียบขาดเมฆินทร์ก็ถูกเรียกขานในฉายาอัสนีไร้เนตรในที่สุด
และคนสุดท้าย
มหาปราชญ์ออโรร่า เท่าที่รู้กัน ในตอนนี้เธอเป็ผู้เล่นคนเดียวในเกมที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ดีถึงหกสาย และในหกสายก็เชี่ยวชาญถึงสามสายทำให้ผู้เล่นพร้อมใจกันขนานนามว่าเป็มหาปราชญ์เพราะนอกจากเธอจะมีฝีมืออันร้ายกาจแล้ว เธอก็ยังเป็ผู้ฝึกสอนให้กับผู้เล่นในกิลด์ดาร์คฮอไรซอนที่เธอสังกัดอยู่อีกด้วย
เขาอ่านเนื้อหาเ่าั้ผ่านตาอย่างไม่ใส่ใจนักและพบว่า เนื้อหาแต่ละที่แตกต่างกันไปตามแต่ละมุมมองของคนเขียนสุดท้ายเมื่อพิจารณาดูก็เห็นว่าประสบการณ์ที่ตนมียังไม่นับว่าล้าหลังสำหรับเกมนี้ก็ยืนยันแิหนึ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรกได้
เวทมนตร์สายแรกที่เขาตั้งใจจะเรียนก็คือธาตุเวทเพราะนี่เป็หนึ่งในสายที่เขาเชี่ยวชาญมากที่สุด จึงคิดจะรับทักษะชุดนี้มาเป็ทักษะแรกจากนั้นไว้ไปเจอกับเพื่อนที่ไตรเหมันต์ ก็ค่อยให้มันช่วยหาคัมภีร์ทักษะอื่นๆมาให้เขาเพิ่มทีหลัง แม้ว่าคัมภีร์ทักษะจะไม่ใช่ของราคาถูกนักแต่ด้วยเื้ัของวิฬาร์แล้ว ของพวกนี้จะหามาเท่าไหร่ก็ย่อมได้
วิฬาร์เดินเข้าไปกลางสนามฝึกทักษะแล้วมองหาหุ่นซ้อมมือหน้าตาขะมุกขะมอมตัวหนึ่งก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาไล่ดูรายชื่อเวทมนตร์ในแปดสายเลื่อนลงมาที่หมวดธาตุเวท ไล่ดูรายชื่อเวทมนตร์ระดับล่างในหมวดนั้นทั้งแปดธาตุเมื่อพบว่าจำนวนเวทมนตร์และความสามารถเหมือนเดิม ก็เริ่มรวบรวมสมาธิแล้วร่ายเวทโจมตีเบาๆใส่มัน
ธาตุเวทระดับล่างศรเวทเพลิง
ปิ๊ว…
ศรเวทสีเพลิงพุ่งตรงใส่หุ่นไม้ไม่ช้าไม่เร็วเมื่อตกกระทบก็ะเิออกเป็กลุ่มควันเล็กๆแสดงให้เห็นถึงดาเมจอันน้อยนิดอย่างน่าเวทนา
“หึหึ”
เขาหัวเราะในลำคอพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับถูกใจ
และเร็วเท่าความคิดละอองเวทมนตร์ก่อตัวทันทีที่วิฬาร์ตั้งสมาธิเรียกมัน
ธาตุเวทระดับล่างหอกเวทมืด
พลังงานเวทมนตร์บีบอีดเป็หอกสีดำสนิทราวรัตติกาลลอยนิ่งอยู่ข้างตัววิฬาร์ มันหมุนรอบแกนตัวเองอย่างช้าๆก่อนพุ่งเข้าหาหุ่นไม้เมื่อเขาสั่ง
คราวนี้เริ่มเห็นร่องรอยขูดขีดบนตัวหุ่นเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่ามีพลังโจมตีสูงกว่าเดิม
ความจริงบทร่ายเวทระดับล่างของแต่ละสายและแต่ละบทใช้เวลาสั้นมากเพียงชั่วอึดใจเดียวก็สามารถร่ายได้ ไม่ว่าจะร่ายด้วยเสียงหรือนึกในใจ ยกเว้นเพียงแต่สายดาราเวทที่มีเวททันใจน้อยมากต่อให้เป็เวทมนตร์ระดับล่างก็ยังต้องใช้เวลาร่ายเล็กน้อย
แต่สำหรับธาตุเวทเวทมนตร์ระดับล่างมีทั้งหมดสิบห้าบทย่อย และเป็แบบเดียวกันทั้งแปดธาตุขอเพียงเรียกชื่อก็ใช้ได้ทันที โดยมีจุดที่แตกต่างกันคือแต่ละธาตุจะก่อให้เกิดพลังโจมตีและผลพวงต่างๆนานา ไม่ว่าจะทำให้ติดสตัน่สั้นๆ ของธาตุสายฟ้า หรือเกิดอาการไฟไหม้สำหรับธาตุไฟผนึกการเคลื่อนไหวของธาตุมืดหรือน้ำแข็ง หรือช่วยเสริมการเคลื่อนที่และระยะโจมตีของธาตุลมดังนั้นหากสามารถร้อยเรียงการร่ายเวทแต่ละธาตุออกมาอย่างเหมาะสมก็สามารถช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้ได้ไม่น้อย
แต่ใช่ว่าคุณจะร่ายๆยิงๆแล้วมันก็จะได้ผลตามที่คุณคิด การก่อตัวของเวทมนตร์ต้องเกิดจากการร่ายที่ถูกต้องทุกถ้อยคำซึ่งนั่นทำให้การออกเสียงจะช่วยให้ร่ายเวทได้ง่ายขึ้น แต่แน่นอนมันจะทำให้คู่ต่อสู้รู้ตัวด้วยว่าคุณกำลังจะทำอะไร ไม่ต่างจากในหนังที่ตำรวจะโบอกว่า ‘นี่ตำรวจ’ แล้วผู้ร้ายก็หนีกันทันทุกที
และวิธีเสกเวทในระดับสูงขึ้นไปก็คือการร่ายในใจตรงจุดนี้ไม่มีใครรู้ว่าระบบพิจารณายังไง แต่หลังจากการคลำทางอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ยอมรับกันว่ายิ่งสมาธิคุณนิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งร่ายในใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าตอนฝึกซ้อมการจะนึกไปร่ายไปย่อมไม่เื่ยาก แต่ถ้าเกิดอยู่ใน่การต่อสู้เป็ตาย เผชิญกับสัตว์อสูรรุมล้อมห้าตัวสิบตัวล่ะ?ยังจะมีสมาธิอยู่แค่ไหนกัน
ทำให้ใน่หลังๆการใช้เวทแบบไม่ออกเสียงก็เป็จุดหนึ่งในการแยกยอดฝีมือออกจากผู้เล่นธรรมดาได้ด้วย
วิฬาร์ยิ่งร่ายเวทก็ยิ่งเห็นภาพเบื้องหน้าซ้อนทับกับตัวเองและพวกพ้องในอดีต แต่มือก็ยังไม่หยุดปล่อยพลังเวทใส่หุ่นไม้ตรงหน้าเนื่องจากภารกิจฝึกทักษะเวทมนตร์ขั้นต้น ทำให้ถ้าร่ายเวทระดับล่างในสนามฝึกทักษะจะช่วยให้สามารถร่ายได้โดยไม่ต้องเสียค่าพลังเวทมนตร์ที่ตัวละครเริ่มต้นมีอยู่น้อยนิดทำให้เขาอดใจไม่ไหว ยิ่งร่ายยิ่งคล่องมือ
ในสนามประลองมีมือใหม่อยู่ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยทว่าในเวลานี้การกระทำของทุกคนกลับเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย ความอึ้งทึ่งตื่นตะลึงแพร่กระจายไปทั่วราวกับไฟลามทุ่งทุกคนค่อยๆหยุดมือ แล้วมองตรงไปยังจุดจุดเดียว พร้อมกับค่อยๆอ้าปากค้างราวกับเห็นเื่อัศจรรย์ที่สุดในชีวิต
ตูมครืนนน…
สารพัดแสงสีตระการตาเจิดจ้าจนตาแทบบอดแต่ทุกคนกลับไม่ละสายตาไปจากร่างร่างหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าหุ่นซ้อม ผู้เล่นบางคนถึงกับงงนักนึกว่าตัวเองหลุดออกจากเกมไปอยู่ท่ามกลางคอนเสิร์ตระดับโลกที่ไหนสักแห่ง
สองมือขยับขึ้นลงราววาทยกรมือฉมังควบคุมสั่งการวงดนตรีแห่งเวทมนตร์อย่างคล่องแคล่ว ทว่าดวงตากลับเลื่อนลอยคล้ายมิได้ใส่ใจภาพตรงหน้าสารพัดสกิลเวทมนตร์ก่อตัวรายล้อม เส้นสายหลากสีวิ่งวนราวพลุไฟรอบกายบ้างก่อตัวเสร็จก็โจมตีเป้าหมาย บ้างก็หลอมรวมกับเวทบทอื่น ผสานกันอย่างลงตัวแล้วค่อยโจมตี
ในขณะที่มือใหม่หลายๆคนต้องจดๆ จ้องๆ ต้องร่ายไปคิดไปอย่างตะกุกตะกัก ซ้ำยังต้องท่องเสียงดังฉะฉานทว่ามือใหม่คนนี้ แม้ร่ายอย่างเลื่อนลอย แต่ทว่ากลับลื่นไหลราวธาราคล้อยเมฆเคลื่อนแสงสีอันอลังการส่องแสงบาดตาเวทมนตร์ก่อตัวจนเห็นละอองไอเป็เส้นสายคล้ายกับจอมเวทระดับสูงมายืนอยู่ตรงหน้ายิ่งโจมตี ดาเมจยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดหุ่นไม้ที่ทุกคนต่างนึกว่ามันเป็ะ กลับะเิออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยท่ามกลางสายตาตกตะลึงนับร้อยคู่
ยอดฝีมือ!
ต่อให้สายตาต่ำตมแค่ไหนดูก็รู้ว่าเป็ยอดฝีมือ ไม่ว่าจะเป็ท่วงท่าการใช้ทักษะหรือทการยืน นี่ยังไม่นับว่าสามารถร่ายเวทโดยไม่ต้องออกเสียงยิ่งทำให้ดูลึกลับน่าหวาดหวั่น คนคนนี้เป็มือใหม่จริงหรอเนี่ย? ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมยังมาอยู่ที่เมืองเริ่มต้นแห่งนี้? มาโชว์สกิล เรียกร้องความสนใจ?
ถ้าคนคนนี้ต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า‘มือใหม่’ อันแปลได้อย่างตรงตัวว่า ‘พวกกระจอก’ ถ้าอย่างนั้นแล้วตนล่ะ?จัดอยู่ในกลุ่มไหนดี? จะมีคำไหนที่บรรยายความอ่อนแอของพวกตนได้ไปมากกว่ามือใหม่อีก?
เรียกว่า‘ขยะ’ จะดีมั้ยนะ?
ทำไมมันฟังดูแปลกๆยังไงก็ไม่รู้…
สารพัดคำถามของมือใหม่ดังขึ้นระงมโดยที่เ้าตัวต้นเหตุไม่รู้เื่รู้ราวเสียงกระซิบกระซาบแผ่กระจายไปทั่วลานฝึก เขาชะงักมือหลังจากเห็นหุ่นไม้ะเิเพราะพลังโจมตีก่อนจะได้ยินเสียงของระบบดังขึ้นในหัวเบาๆ
“ผู้เล่นวิฬาร์ผ่านภารกิจลับมือใหม่นักทำลายล้าง ได้รับรางวัลจากระบบ โปรดตรวจสอบ”
เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพ่นลมออกจากจมูกดังพรืดให้กับความขี้เล่นของตัวเกมที่ในลานฝึกฝีมือของผู้เล่นหน้าใหม่ ก็ยังอุตริใส่ภารกิจลับเข้ามาด้วย
และเมื่อพอใจกับฝีมือของตัวเองแล้วชายหนุ่มก็พยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงเดินออกจากสนามฝึกฝีมือไปรับภารกิจต่อเนื่องโดยไม่ได้สนใจสายตายกย่องนับถือรอบข้างแม้แต่น้อย
และในที่นี้ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่าการโจมตีเมื่อครู่ วิฬาร์ร่ายมนตร์ระดับล่างสายธาตุเวทร้อยเรียงกันทั้งร้อยยี่สิบบทวนไปถึงสองรอบ…