หลังจากคืนพายุฝน หลิวซินก็กลับมายังจวนสกุลหลิวอย่างปลอดภัย แต่จิตใจของเธอกลับไม่สงบเหมือนเดิม ภาพของชายลึกลับในความฝัน และความอบอุ่นที่เธอััได้ยังคงชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เธอมองดูเงินเหรียญที่ถูกวางไว้ข้างๆ สำรับอาหารด้วยความรู้สึกซับซ้อน ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับชายผู้นั้นท่วมท้นในใจ แต่ก็ไม่มีทางที่จะสืบหาได้เลย
เหมยลี่เห็นคุณหนูกลับมาอย่างปลอดภัยก็รีบปรี่เข้ามาดูแลด้วยความเป็ห่วง “คุณหนูหายไปไหนมาเ้าคะ บ่าวเป็ห่วงแทบแย่”
“ข้าสบายดีเหมยลี่” หลิวซินตอบพลางยิ้มบางๆ “ข้าแค่ไปทำธุระส่วนตัวมาเท่านั้นเอง”
แม้จะกลับมาแล้ว แต่การถูกกักบริเวณก็ยังคงดำเนินต่อไป หลิวซินจึงกลับมาใช้เวลาอยู่กับตำราโบราณที่เธอค้นพบในห้องเก็บของอีกครั้ง เธออ่านมันซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ และยิ่งอ่านเธอก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติในตัวเอง เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่เธอรู้สึกตื่นเต้นหรือโกรธจัด เปลวไฟจางๆ ที่เคยปรากฏขึ้นในคืนพายุฝนก็มักจะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และบางครั้งเธอก็สามารถควบคุมมันได้อย่างไม่ตั้งใจ
ความสามารถนี้ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวและสับสน เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีพลังเช่นนี้มาก่อน และในตำราโบราณที่เธออ่านก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับพลังนี้ เธอจึงตัดสินใจที่จะสืบค้นให้ลึกกว่าเดิม เพื่อหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ
หลิวซินเริ่มออกเดินทางสำรวจห้องสมุดลับของจวนสกุลหลิว ห้องสมุดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเก็บรวบรวมตำราและบันทึกประวัติศาสตร์ของตระกูลหลิวไว้โดยเฉพาะ เป็สถานที่ที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ หลิวซินต้องใช้ความสามารถในการหลบหนีและไหวพริบของเธอเพื่อแอบเข้าไปในห้องสมุดโดยไม่ให้ใครรู้
ภายในห้องสมุดมืดสลัวและเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากตำราเก่าๆ กลิ่นอับชื้นคละคลุ้งไปทั่ว หลิวซินเริ่มสำรวจชั้นหนังสืออย่างละเอียด เธอไล่สายตาไปตามสันหนังสือแต่ละเล่มที่เต็มไปด้วยอักษรโบราณจนกระทั่งไปสะดุดกับหนังสือเล่มหนึ่งที่มีตราสัญลักษณ์รูปนกขนาดใหญ่ที่เธอเคยเห็นในตำราเล่มก่อนหน้านี้
หนังสือเล่มนั้นถูกล็อกด้วยกลไกบางอย่างที่ซับซ้อน แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของหลิวซิน เธอสามารถไขกลไกนั้นและเปิดหนังสือออกได้ ภายในหนังสือเต็มไปด้วยภาพวาดโบราณและอักษรที่เก่าแก่กว่าตำราเล่มอื่นๆ ที่เธอเคยเห็น เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้คือบันทึกประวัติศาสตร์ของตระกูลหลิว และมันได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอ
บันทึกนั้นกล่าวถึง "คำสาปเื" ของตระกูลหลิวซึ่งเป็คำสาปที่สืบทอดกันมานับพันปี กล่าวคือทุกๆ หนึ่งร้อยปี จะมีบุตรสาวคนหนึ่งในตระกูลที่เกิดมาพร้อมกับพลังของ "วิหคา" สิ่งมีชีวิตในตำนานที่สามารถควบคุมไฟได้ แต่พลังนี้ไม่ได้เป็พร หากแต่เป็คำสาป เพราะมันจะนำมาซึ่งความวุ่นวายและา และผู้ที่ได้รับพลังนี้จะต้องถูกผนึกไว้ในวิหารของตระกูลเมื่อพลังตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
หลิวซินอ่านไปเรื่อยๆ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว เธอไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เธอเป็จะเกี่ยวข้องกับตำนานและคำสาปโบราณเช่นนี้ เธออ่านไปจนถึงหน้าสุดท้ายของบันทึก เผยให้เห็นเื่ราวของบุตรสาวคนก่อนที่ได้รับพลังนี้ เธอต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและถูกจองจำในวิหารจนสิ้นใจ หลิวซินรู้สึกถึงความเศร้าและเ็ปแทนหญิงสาวผู้นั้น เธอกำหนังสือแน่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
แต่ในบันทึกก็ยังมีข้อมูลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง บรรพบุรุษของเธอกล่าวว่า “พลังของวิหคาไม่ได้เป็เพียงคำสาป หากรู้จักควบคุม มันก็สามารถเป็อาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ ผู้ที่จะควบคุมพลังนี้ได้ ต้องเป็ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์และกล้าหาญ”
หลิวซินนั่งครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ความคิดหลายอย่างแล่นเข้ามาในหัวของเธอ นี่คือเหตุผลที่บรรพบุรุษของเธอถูกมองว่าเป็นางร้าย เพราะพวกเขาต้องปกปิดความลับและพลังนี้ไว้จากโลกภายนอก เธอรู้สึกสับสนว่าเธอควรทำอย่างไรต่อไป เธอควรจะยอมให้โชคชะตาตัดสิน หรือเธอควรจะต่อสู้กับมันเพื่อเลือกทางเดินของตัวเอง
แต่แล้ว เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาในห้องสมุดก็ทำให้เธอต้องเก็บความคิดไว้ในใจ เธอรีบซ่อนหนังสือเล่มนั้นไว้ใต้เสื้อและพยายามทำตัวให้ปกติ
“มาทำอะไรที่นี่ซินเอ๋อร์” เสียงเ็าของพี่สาวคนโตดังขึ้น “สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเ้า”
“ข้า… ข้าแค่มาหาหนังสืออ่านเท่านั้นเอง” หลิวซินตอบอย่างตะกุกตะกัก
“หนังสืออะไรกัน หึ! คนอย่างเ้าคงไม่รู้จักตัวอักษรหรอกกระมัง” พี่สาวคนโตกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “กลับไปที่เรือนของเ้าซะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายอีกเลย”
หลิวซินไม่ได้โต้เถียง เธอรีบเดินออกจากห้องสมุดอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับไปมอง ในใจของเธอก็ได้แต่คิดถึงเื่ราวในบันทึกโบราณ เธอรู้สึกเหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาตรงหน้า เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะดีใจที่เธอไม่ใช่คนธรรมดา หรือควรจะเศร้าใจที่เธอต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายเหมือนบรรพบุรุษของเธอ
เธอกลับมายังเรือนเล็กๆ ของเธอด้วยความรู้สึกที่สับสนและอัดอั้น เธอนั่งลงที่มุมห้องและกอดหนังสือโบราณเล่มนั้นไว้แน่นราวกับว่ามันเป็เพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอมีอยู่ เหมยลี่เห็นอาการผิดปกติของคุณหนูก็รีบเข้ามาหาด้วยความเป็ห่วง
“คุณหนูเป็อะไรไปหรือเ้าคะ”
หลิวซินเงยหน้ามองเหมยลี่ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา “เหมยลี่… ข้า… ข้าไม่รู้ว่าข้าเป็ใครกันแน่”
เธอไม่ได้เล่าความจริงให้เหมยลี่ฟังทั้งหมด แต่คำพูดของเธอก็ทำให้สาวใช้รู้สึกถึงความเศร้าที่อยู่ภายในจิตใจของคุณหนูได้อย่างชัดเจน เหมยลี่กอดหลิวซินเบาๆ เพื่อปลอบประโลม หลิวซินได้แต่ร้องไห้อย่างเงียบๆ ความรู้สึกที่หลากหลายถาโถมเข้ามาในจิตใจของเธอ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป น้ำตาของเธอก็หยุดไหล เธอเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าและมองไปยังหนังสือโบราณในมือของเธออย่างมุ่งมั่น ในขณะที่เธอรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากหนังสือเล่มนั้นอย่างรุนแรง
"ไม่..." หลิวซินพึมพำกับตัวเอง "ข้าจะไม่ยอมให้ชะตากรรมตัดสินข้า ข้าจะควบคุมมันให้ได้"
การค้นพบความจริงในครั้งนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับไว้บนบ่า แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เธอรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แรงกล้าขึ้นไปอีก เธอจะไม่ยอมเป็นางร้ายที่จะถูกจองจำในวิหาร เธอจะใช้พลังนี้เพื่อสิ่งที่ดีงาม เพื่อปกป้องผู้คนที่เธอรักและเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในโลกใบนี้
คืนนั้น หลิวซินนอนไม่หลับ เธอใช้เวลาอยู่กับการอ่านหนังสือโบราณเล่มนั้นอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจกับพลังวิหคาที่อยู่ภายในตัวเธอให้ได้มากที่สุด และเธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่เส้นทางที่อันตรายกว่าที่เธอเคยคิดไว้ และจะนำพาเธอให้เข้าไปใกล้กับชายผู้ลึกลับที่เธอได้พบเจอในคืนพายุฝนเข้าไปทุกที… ชายผู้ที่เป็ดั่ง “เงาั” ที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นมาในไม่ช้า