บทที่ 4 ความจริงเื้ั
เมื่อได้ยินแบบนั้น เซี่ยอวิ้นหนิงที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่ข้างลู่จิ่วอันก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ พร้อมกับให้สัญญาอย่างหนักแน่น “ผมจะไม่ยอมให้ใครมารังแกจิ่วอันแน่นอน”
หญิงสาวยืนเคียงข้างสามีอย่างผึ่งผาย เธอหันมองไปที่ผู้ใหญ่บ้านด้วยรอยยิ้ม
“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันกับเซี่ยอวิ้นหนิงเพิ่งจะแต่งงานกัน ให้แยกกันอยู่แบบนี้มันใช้ได้เหรอคะ?”
จากนั้นก็เหลือบมองสมาชิกตระกูลลู่ที่มีแผนการอยู่ในใจ และพูดต่อด้วยท่าทีที่สบาย “อีกอย่างถ้าฉันไม่ไปที่ศูนย์อนุรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ก็จะคิดว่าตระกูลลู่ไม่ยอมให้ไป ถ้าศูนย์อนุรักษ์มาถามไถ่เื่นี้ที่อำเภอขึ้นมา จะไม่เป็การสร้างความเดือดร้อนให้หมู่บ้านหรอกเหรอ?”
ผู้ใหญ่บ้านหยิบยาเส้นขึ้นมาสูบ จากนั้นมองไปที่ลู่จิ่วอันและเซี่ยอวิ้นหนิง
เซี่ยอวิ้นหนิงอยู่ในชุดสูทจงซาน*[1]สะอาดสะอ้าน ใบหน้าสวมแว่นตาดูมีภูมิฐาน
ส่วนลู่จิ่วอันนั้นทั้งผิวคล้ำและซูบผอม หากว่ากันตามตรงแล้ว ทั้งสองดูไม่เข้ากันเลยสักนิดเมื่อยืนคู่กัน
ถ้าหญิงสาวไม่ไปที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ ชีวิตคู่ของทั้งสองก็คงพบเจออุปสรรคในไม่ช้า
“ลู่เจี้ยนกั๋ว ทำไมพวกคุณสองคนถึงไม่อยากให้ลูกสาวไปอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ล่ะ?”
แผนการซ่อนเร้นของตระกูลลู่ย่อมเปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้ ลู่เจี้ยนกั๋วทำหน้ากระดากอายพร้อมกับยิ้มสู้ “ผู้ใหญ่บ้าน ฉันกับจางกุ้ยอิงไม่ได้บอกว่าไม่ให้ลู่จิ่วอันไป พวกเราก็แค่ไม่อยากให้ลูกสาวต้องไปลำบากที่นั่นก็เท่านั้น”
จังหวะนั้นจางกุ้ยอิงก็บีบน้ำตาออกมาสองหยดได้พอดิบพอดีโดยแสร้งทำเป็อาลัยอาวรณ์พลางร้องห่มร้องไห้ “ผู้ใหญ่บ้าน ั้แ่เล็กจนโตจิ่วอันไม่เคยต้องอยู่ไกลจากพวกเราเลย เธอยังเป็เด็กในสายตาฉันเสมอ ฉันน่ะ…”
เมื่อได้เห็นท่าทางทุกข์ใจของจางกุ้ยอิง สมาชิกตระกูลจางก็กรูกันออกมาเป็ปากเสียงให้กับเธอ
“จิ่วอัน แม่เขาหวังดีกับเธอนะ!”
“เมื่อวานแม่เธอบอกว่าถ้าเธอรู้หนังสือมากกว่านี้อีกสักหน่อย ก็คงไม่ต้องกลัวว่าเธอจะถูกพวกคนข้างนอกเอาเปรียบ”
“แม่เธอยังบอกอีกว่าถ้าเธอถูกคนที่ศูนย์อนุรักษ์รังแก แม้แต่จดหมายก็ยังส่งไม่เป็ด้วยซ้ำ…”
ลู่จิ่วอันเห็นคนตระกูลจางออกตัวปกป้องจางกุ้ยอิงถึงเพียงนี้ นอกจากเธอจะไม่โกรธแล้ว ยังตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “แล้วฉันอ่านหนังสือไม่ออกเพราะใครกัน? ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเรียนหนังสือหรอกเหรอ? ตอนนั้นที่ครูซูมาเกลี้ยกล่อมบอกว่าฉันผลการเรียนดี ไม่ควรเลิกเรียนกลางคัน แล้วพ่อกับแม่พูดว่ายังไง บอกว่าไม่มีคนเลี้ยงวัวบ้างล่ะ ให้อาหารหมูบ้างล่ะ แล้วก็บังคับให้ฉันลาออกจากโรงเรียน”
“ฉันทำงานบ้านให้ครอบครัวมาั้แ่เจ็ดขวบ ไม่ว่างานนอกบ้านหรือว่าในบ้านก็เป็ฉันทั้งนั้น ต้องออกไปทำงานในไร่นาั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง เสร็จงานกลับมาก็ยังต้องทำกับข้าว ซักเสื้อผ้า ให้อาหารหมู พวกเขาไม่อยากให้ฉันไปอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ เพราะกลัวว่าถ้าฉันไปแล้ว จะไม่มีคนคอยทำงานพวกนี้ให้น่ะสิ”
จางกุ้ยอิงพูดไปก็ด่าไป “ลู่จิ่วอัน แกพูดเื่เหลวไหลอะไรกัน?”
“ฉันพูดความจริง พี่สาวสามคนได้จบมัธยมต้นกันหมด น้องชายคนเล็กสอบได้ที่โหล่ทุกปี แต่พวกคุณก็ยังส่งเสียให้เขาเรียนมัธยมปลาย แล้วฉันล่ะ? ได้เรียนป.สามแค่ครึ่งปี มาตอนนี้ฉันได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดี จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกคุณก็เอาแต่พูดกรอกหูฉันทุกวันว่าพอแต่งงานไปแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ถูกรังแกกันทั้งนั้น”
“ทำไม? คิดจะรั้งฉันไว้ที่นี่เป็ตัวประกัน ปล่อยให้เซี่ยอวิ้นหนิงทำงานที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้คอยส่งเงินมาให้ทุกเดือนอย่างสินะ?”
หญิงสาวฉีกหน้าบิดามารดาของตนอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ ทำเอาลู่เจี้ยนกั๋วโกรธจัดและเงื้อมมือขึ้นเพื่อหวังจะทำร้าย
ลู่จิ่วอันไม่คิดแม้แต่จะหลบเลี่ยงฝ่ามือที่กำลังหวดลงมา ทว่าเซี่ยอวิ้นหนิงคว้าข้อมือของพ่อตาและปกป้องภรรยาด้วยท่าทางน่ากลัว “ถ้าคุณกล้าทำร้ายภรรยาของผมก็ลองดู!”
เธอมองร่างสูงตรงหน้าที่กำลังปกป้องตนเอง ภาพที่เขาพุ่งเข้ากองไฟเพื่อไปช่วยเธอกับลูกชายในชาติก่อนก็ปรากฏขึ้นในหัวสมอง
ไม่ว่าเซี่ยอวิ้นหนิงจะเคยทำอะไรในชาติที่แล้ว อย่างน้อยเขาก็ยังมีศีลธรรมในตัว
มิหนำซ้ำ… ชายหนุ่มก็มียีนที่โดดเด่นจนเกิดเป็ลูกชายที่น่ารักอย่างเซี่ยซิงเหอ!
“ลูกสาวฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้!”
จางกุ้ยอิงหยิบไม้กวาดและฟาดไปที่ลู่จิ่วอันอย่างแรง
หญิงสาวคว้าไม้กวาดเหวี่ยงกลับไป
“ฉันไม่ใช่ลูกสาวของพวกคุณ!”
จางกุ้ยอิงรีบเอ่ยอย่างร้อนตัว “แกเมาแล้วสินะ ถึงได้พูดจาเลอะเทอะแบบนี้?”
“ตอนนั้นพวกคุณสลับตัวฉันกับลูกของผู้หญิงจากเมืองหลวงที่มาคลอดลูกที่โรงพยาบาลในอำเภอพร้อมกับคุณ…”
ลู่เจี้ยนกั๋วกับจางกุ้ยอิงสวนขึ้นโดยพร้อมเพรียง “เหลวไหลสิ้นดี!”
ในชาติที่แล้ว ลู่จิ่วอันนึกว่าเป็เพราะความลำเอียง คนตระกูลลู่ถึงได้ปฏิบัติกับเธอเช่นนั้น
จนกระทั่งเมิ่งเจียฉีกับเซี่ยิจิ่นร่วมมือกันลักพาตัวเธอ ถึงได้รู้ความจริงว่าตระกูลลู่รู้มาตลอดว่าตนไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเขา
“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของลู่เจี้ยนกั๋วกับจางกุ้ยอิง ตอนนั้นพวกเขาจงใจสับเปลี่ยนตัวเด็ก ฉันจะไปแจ้งความที่สำนักสันติบาล!*[2]”
ทั้งลู่เจี้ยนกั๋วและจางกุ้ยอิงไม่อยากจะเชื่อว่าลู่จิ่วอันจะล่วงรู้ความลับที่แม้แต่คนใกล้ตัวก็ยังไม่รู้
ทั้งสองมองหน้ากันโดยคิดว่าอีกฝ่ายเปิดเผยความลับนี้ออกไป
ผู้ใหญ่บ้านได้ยินดังนั้นก็หันไปมองลู่เจี้ยนกั๋วที่เผยพิรุธเพราะว่าร้อนตัวทันที “ลู่เจี้ยนกั๋ว ที่เด็กคนนี้พูดเป็ความจริงหรือเปล่า?”
เป็เื่ยากที่ชายชราจะยอมรับ ได้แต่ตอบอย่างอับจนหนทาง
“ผู้ใหญ่บ้าน คนซื่อตรงอย่างฉันจะกล้าทำเื่ไร้ศีลธรรมแบบนั้นได้ยังไง!”
เป็ผู้ใหญ่บ้านมาตั้งหลายสิบปี พบเจอคนมาตั้งมากมาย มีหรือที่จะดูสีหน้าร้อนตัวของลู่เจี้ยนกั๋วไม่ออก
เขาจงใจตีหน้าเคร่งขรึม พร้อมกับสั่งสอนลู่จิ่วอัน “หนูจิ่วอัน เธอกล่าวหาลอย ๆ แบบนี้ ถ้าเื่ถึงตำรวจขึ้นมาอาจติดคุกได้เลยนะ!”
ตัวของผู้ใหญ่บ้านย่อมไม่หวังให้เกิดเื่อื้อฉาวแบบนี้ขึ้นในหมู่บ้านของตัวเอง เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่้าให้มันกลายเป็เื่ใหญ่ก็เท่านั้น!
“ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับก็แจ้งตำรวจเลย” ลู่จิ่วอันมองไปที่พ่อและแม่จอมปลอมด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายโดยไม่มีที่ท่าว่าจะโอนอ่อน มิหนำซ้ำยังจงใจพูดเพื่อหลอกพวกเขา “ฉันได้ยินมาว่าที่เมืองใหญ่มีเทคโนโลยีตรวจ DNA ที่สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเืได้ ถ้าผลตรวจออกมาว่าฉันเป็ลูกของพวกเขา ฉันจะยอมติดคุก! แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าฉันเป็เด็กที่ถูกสับเปลี่ยนตัว คนที่เป็ฝ่ายต้องเข้าไปอยู่ในคุกก็คือพวกเขา!”
ลู่จิ่วหยางพุ่งมาหาลู่จิ่วอันพร้อมกับเงื้อมฝ่ามือ ไม่วายพ่นคำด่าไปด้วย “ไอ้คนกตัญญู ฉันจะตบสั่งสอน…”
แต่ไม่ทันไรก็ถูกลู่จิ่วอันยกเท้าถีบอย่างแรงเข้าที่หน้าท้อง
“พวกคุณคิดดูให้ดีล่ะ ฉันน่ะไม่กลัวติดคุกหรอก แต่ถ้าพวกคุณติดคุกนี่สิ ลูกชายสุดที่รักที่เพิ่งเรียนจบม.ปลายก็จะไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม รับราชการทหารไม่ได้ หลานกับเหลนของพวกคุณก็จะต้องรับกรรมไปด้วย…”
ลู่เจี้ยนกั๋วและจางกุ้ยอิงไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าคนซื่อ ๆ ไม่พูดไม่จาอย่างลู่จิ่วอันจะพูดจาฉะฉานถึงเพียงนี้
ผู้ใหญ่บ้านรู้ดีว่าหญิงสาวต้องทำงานถวายชีวิตรับใช้ตระกูลลู่ขนาดไหน เขาเองก็เคยเอ่ยปากขอให้สองสามีภรรยาทำดีกับเธอบ้าง
ผลสุดท้าย หลังผ่านไปไม่กี่วัน ทั้งคู่ก็กลับไปทำสันดานเดิมของตน เขาที่เป็แค่คนนอกก็ไม่อยากยื่นมือเข้าไปสอดเื่ภายในครอบครัวของคนอื่น
ตอนนี้ลู่จิ่วอันตระหนักได้แล้วว่าหากอยากหลุดพ้นจากชะตากรรมที่น่าสังเวชโดยใช้เื่แต่งงานเป็ข้ออ้าง ตัวเขานั้นสามารถช่วยเหลือเธอได้อย่างแน่นอน
“ลู่จิ่วอัน ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาใส่ร้ายตระกูลลู่เด็ดขาด!” ผู้ใหญ่บ้านมองไปยังเสมียนซึ่งอยู่ในฝูงชน และพูดอย่างมีโทสะ “เธอขี่จักรยานไปที่อำเภอแล้วเรียกตำรวจให้มาที่นี่…”
[1]ชุดสูทจงซาน เป็ชุดประจำชาติจีนของผู้ชาย คิดค้นโดยดร.ซุนยัตเซ็น
[2]สำนักสันติบาล เป็หน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
