“หลิงเยว่…เ้าน้อยใจข้าหรือไม่ ที่ข้าจัดการพิธีศพท่านย่าอย่างเร่งรัดเช่นนี้” ฟางจื้อซ่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลยามที่ทั้งคู่อยู่ในห้องนอนตามลำพัง
ดรุณีน้อยสะดุ้งเล็กน้อยนางรีบก้มหน้าหลบสายตาพลางตอบเสียงแ่ “ข้า…ข้ามิกล้าน้อยใจหรอกเ้าค่ะข้าเข้าใจดีว่าคุณชายมีภารกิจสำคัญต้องรีบกลับจี้เฉิงเพื่อสะสางงานที่รออยู่…”
เขายิ้มบางๆอย่างเอ็นดู ก่อนจะเชยคางนางขึ้นเพื่อให้สบตาอย่างอ่อนโยน “ไหนบอกข้าซิ… ยามนี้เ้าควรเรียกข้าว่าอย่างไร”
เจียงหลิงเยว่มองหน้าเขาอย่างลังเลนางยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากตนเองพลางใช้ความคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มขัดเขิน “ทะ…ท่านพี่…”
ฟางจื้อซ่านหัวเราะเบาๆในลำคออย่างพอใจพลางกระชับอ้อมกอดนางให้แน่นขึ้น “เก่งมาก… พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันั้แ่ยามเหม่าการเดินทางอาจต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน”
นางเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ“ตั้งเจ็ดวันเชียวหรือทำไมถึงนานนักเ้าคะ”
“หากเป็ยามปกติย่อมใช้เวลาเพียงห้าวัน…แต่ขบวนของเรามีผู้าเ็หลายคน จึงต้องเผื่อเวลาไว้ให้มากหน่อย”เขาใช้สองมือประกบแก้มนางนวลขึ้นมา ประหนึ่ง้าลงโทษคนชอบหลบตาอย่างนุ่มนวล“หลิงเยว่… เ้ากลัวหรือไม่”
นางส่ายหน้าเบาๆแววตามั่นคงขึ้น “มีท่านพี่อยู่ข้างกาย…ข้ามิกลัวสิ่งใดเ้าค่ะ”
ฟางจื้อซ่านยกยิ้มรับทว่าภายในใจเขากลับมิอาจปฏิเสธความหวั่นใจได้เลยเขาโอบรวบเอวบางของนางไว้ด้วยความหวงแหน หญิงสาวช่างตัวเล็กบอบบางนักความสูงของนางถึงเพียงระดับหัวไหล่ของเขาเท่านั้น
“เ้าผอมลงไปมาก…เ้าต้องกินข้าวให้มากๆเดี๋ยวใครจะว่าข้าไม่ดูแลเ้า…เข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะ…”
“ไปนอนเถอะ…ดึกแล้วพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางั้แ่เช้า”
เขาส่งนางเข้านอนแล้วปลีกตัวออกไปนอนที่เตียงเล็กๆนอกห้องเช่นเคย
ท่ามกลางความมืดมิดก่อนรุ่งสางฟางจื้อซ่านพลันสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงสะอื้นไห้แว่วมาจากภายในห้องเขาจึงรีบลุกไปดูด้วยความห่วงใย เห็นเจียงหลิงเยว่ยังคงหลับทว่าใบหน้านวลกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา นางสะอึกสะอื้นจนตัวโยนมือบางไขว่คว้าหาบางสิ่งในความว่างเปล่า
“ท่านย่า...อย่าจากข้าไป... อย่าไปเลยเ้าค่ะ...”
เขาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะรีบคว้ามืออันสั่นเทานั้นไว้แล้วปลุกนางให้ตื่นจากฝันร้ายทันที เมื่อดวงตาเรียวปรือขึ้นมองเห็นคนตรงหน้าหลิงเยว่ก็โผเข้ากอดเขาไว้แน่นราวกับคนหาที่พึ่งจื้อซ่านลูบศีรษะนางอย่างแ่เบาเพื่อปลอบประโลม
“ท่านย่า...อึก... ท่านพี่ ข้าฝันเห็นท่านย่าเ้าค่ะ ท่านมาบอก... มาบอกลาข้าท่านบอกว่าต้องไปก่อนแล้ว...” นางพรั่งพรูออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“มิมีอันใดหรอก...เ้าเพียงคิดถึงท่านย่ามากเกินไปเท่านั้น”เขาถอนหายใจยาวพลางเอ่ยคำมั่น “ข้าสัญญา...จะพาเ้ากลับมาคารวะหลุมศพท่านย่าบ่อยๆ ดีหรือไม่”
“ท่านพี่...ท่านพี่พูดจริงหรือเ้าคะ” หลิงเยว่เงยหน้าขึ้นแววตาที่คลอด้วยน้ำตามีประกายความหวัง
“แน่นอน...อย่างไรเสีย ข้าก็ต้องกลับมาคารวะท่านพ่อของข้าอยู่แล้ว ข้าย่อมพาเ้ามาด้วยเสมอ”เขายกยิ้มพลางใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มให้นางอย่างอ่อนโยน “นี่คงใกล้ยามเหม่าแล้วกระมังเ้าไปล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวเถิด”
ฟางจื้อซ่านพาเจียงหลิงเยว่มาถึงจุดออกเดินทางขบวนต่างๆ ก็เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วหัวหน้าหมู่บ้านฉ่ายและท่านป้าฉ่ายต่างมายืนรอส่งด้วยแววตาอาวรณ์ท่านป้าฉ่ายรวบมือเจียงหลิงเยว่มากุมไว้แน่น
“อาเยว่...เ้าไปอยู่ทางนั้น ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะลูก”
นางหันมาหาฟางจื้อซ่านพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“คุณชาย... ข้าขอนางฝากด้วยช่วยดูแลนางให้ดีด้วยนะเ้าคะ”สิ้นคำสองสตรีต่างวัยก็โผเข้ากอดกันสะอื้นไห้ด้วยความอาลัย
“ท่านป้าฉ่ายมิต้องเป็ห่วงข้าขอสัญญาว่าจะดูแลนางอย่างดีที่สุด”ฟางจื้อซ่านเอ่ยสำทับให้ความมั่นใจ ก่อนจะหันไปประสานมือกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน...ข้าขอฝากท่านช่วยดูแลสุสานและเรือนของหลิงเยว่ด้วย ทันทีที่ถึงจี้เฉิงข้าจะรีบส่งเงินสำหรับค่าดูแลและทุนสำหรับสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมมาให้ข้าอยากให้อ่างเก็บน้ำสร้างเสร็จสิ้นก่อนฤดูฝนจะมาถึงเพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่”
“ได้เลยคุณชายฟางมิต้องเกรงใจไป ข้าจะเริ่มดำเนินการั้แ่วันนี้และจะจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายให้อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด”
ฟางจื้อซ่านประคองหลิงเยว่ขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอมหญิงสาวเลิกม่านขึ้นเพื่อโบกมือลาสองสามีภรรยาด้วยน้ำตาคลอเบ้านางทอดสายตามองดูหมู่บ้านเจิ้นซาน...บ้านเกิดที่เคยซุกหัวนอนและเปี่ยมไปด้วยความทรงจำเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่ภาพทุกอย่างจะค่อยๆ ลับเลือนหายไปจากสายตา
การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่นเจียงหลิงเยว่หลับบ้างตื่นบ้าง พูดคุยเจื้อยแจ้วบ้าง แอบร้องไห้บ้างนางจะดูตื่นตาตื่นใจเป็พิเศษเมื่อผ่านตัวเมืองนางยกม่านมองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาที่จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากฟางจื้อซ่านผู้ที่มาจากโลกอนาคต ไม่เคยเห็นเมืองโบราณโดยเฉพาะย่านการค้าที่ดูมีชีวิตชีวาและใหญ่โตกว่าเมืองโบราณที่เขาเคยเห็นในโรงถ่ายละครมากนัก
ขณะที่เจียงหลิงเยว่หลับฟางจื้อซานมักออกมานั่งคุยกับอี้หยวนที่นั่งด้านนอกหน้าบังคับรถม้าเื่เหตุการณ์บ้านเมืองของแคว้นเยี่ยน
“อี้หยวนบ้านเมือง่นี้เป็อย่างไรบ้าง เจริญรุ่งเรืองราษฎร มีกินมีใช้หรือไม่”
“ถือว่ารุ่งเรืองนะขอรับท่านพ่อเคยบอกว่า สมัยเป็เด็กไม่ได้สุขสบายเช่นรุ่นของพวกเราแต่หากเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่นก็ถือว่าดีกว่ามากขอรับ”
“เพราะเหตุใดหรือ”
“ท่านพ่อเล่าว่าท่านปู่ชื่นชมนายท่านผู้เฒ่าฟาง ว่าท่านเก่งมากขอรับ ในสมัยนั้นราชสำนักอ่อนแอขุนนางมีอิทธิพลมาก นายท่านผู้เฒ่าสามารถอ่านการเมืองได้เฉียบขาดจึงสามารถรักษากิจการค้าของตระกูลฟางไว้ อย่างหาคนทำได้ยากขอรับ”
“่นั้นมีากลางเมืองอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับมีทั้งากลางเมืองสู้รับกันเอง และที่แย่คือแคว้นฉีถือโอกาสรุกรานขณะที่ราชสำนันกอ่อนแอ ขุนนางขัดแย้งกันเอง”
“แล้วตอนแคว้นฉีรุกราน ตระกูลฟางยังคงอยู่เมืองหลวงหรือ”
“ท่านพ่อเล่าให้ฟังว่านายท่านผู้เฒ่าฟางสั่งย้ายครอบครัว ครั้งใหญ่ไปอยู่โหย่วเป่ยก่อนถูกแคว้นฉีรุกรานเพียงสองเดือนขอรับ นี่เป็อีกข้อที่ยืนยันว่านายท่านผู้เฒ่าอ่านการเมืองได้เฉียบคมนัก ขอรับ”
“อาจเป็เพราะนายท่านผู้เฒ่าทำการค้าเดินทางไกลบ่อยจึงรู้เื่ราวความเป็ไปก่อนผู้ใด และได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา” ฟางจื้อซ่านวิเคราะห์สถานะการจากคำบอกเล่า
“ขอรับอาจเป็ไปได้… หากคุณชายชอบเื่การบ้านการเมือง ต้องคุยกับพี่ชิงสือขอรับ”
“ทำไมหรือ”
“พี่ชิงสือเห็นเงียบๆ แต่มีความรู้กว้างขวางมากขอรับ ท่านพ่อมักสนทนาเื่พวกนี้กับพี่ชิงสืออยู่บ่อยๆ ขอรับ”
การเดินทางล่วงเข้าวันที่สามทว่าบรรยากาศในรถม้ากลับเริ่มเปลี่ยนไปเจียงหลิงเยว่ผู้เคยเจรจาแจ้วจำนรรจ์กลับนั่งเงียบงันผิดวิสัยแววตาที่เคยสดใสดูหม่นแสงลงจนคนข้างกายสังเกตเห็น
ฟางจื้อซ่านพยายามทบทวนความคิดอย่างหนักพลางแอบลอบสังเกตดรุณีน้อยข้างกาย เขากระทำสิ่งใดให้ขัดใจนางอย่างนั้นหรือ ชายหนุ่มที่มาจากโลกอนาคตเขาเริ่มประมวลผลตามหลักสากลของสตรีที่มักจะงอนเง้าด้วยเหตุผลไม่กี่ประการ... มาสาย ผิดนัด ลืมวันสำคัญหรือเผลอพูดจาไม่ถนอมน้ำใจนางกันแน่
เขาเริ่มนับนิ้วไล่เรียงเหตุการณ์ในใจอย่างถี่ถ้วนพลันความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาจนดวงตาเบิกกว้าง
‘อ้า... ใช่แล้ว วันนี้วันเกิดนาง!’
ใน่พักทานอาหารยามเที่ยงฟางจื้อซ่านเดินปลีกตัวไปหาซ่งอี้หยวนพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแววตามีประกายบางอย่าง“อี้หยวน อีกนานเท่าใดขบวนของเราจึงจะเข้าสู่เขตตัวเมือง”
“อีกประมาณหนึ่งชั่วยามขอรับคุณชาย”อี้หยวนตอบขณะตรวจสอบความเรียบร้อยของบังเหียน
“ดี...ถ้าเช่นนั้นเมื่อถึงตัวเมือง เ้าจงไปแจ้งพี่ชิงสือให้หยุดขบวนพักสักครึ่งชั่วยามข้ามีธุระสำคัญต้องไปจัดการเสียหน่อย”
ซ่งอี้หยวนชะงักมือพลางขมวดคิ้วสงสัย“ธุระอันใดหรือขอรับคุณชาย ให้ข้าไปเป็เพื่อนหรือไม่”
ฟางจื้อซ่านเพียงยกยิ้มพรายที่มุมปากทว่ามิได้ตอบคำถามเขาเพียงตบไหล่อี้หยวนเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นรถม้าไปพร้อมออกคำสั่ง “ออกเดินทางได้!”
ซ่งอี้หยวนได้แต่ยืนเกาหัวแกรกๆด้วยความงุนงงในท่าทีมีลับลมคมในของผู้เป็นาย ทว่าก็มิอาจขัดคำสั่งได้จึงรีบะโบอกต่อขบวนเดินทางอีกทอดหนึ่ง “เตรียมตัว!ออกเดินทางได้!”