โรงเรียนนี้เริ่มเรียนั้แ่ 9 โมงเช้า ถึงบ่ายสาม พักทานข้าวตอนเที่ยงวัน เป็เวลา 1 ชั่วโมง
เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ไกลจากจากตัวเมืองจึงมีบริการรถม้ารับส่งให้ ่เช้าจะให้นักเรียนไปรอที่จัตุรัสกลางเมือง รถม้า 2คันรถที่จอดรออยู่ ก็จะพานักเรียนเดินทางมาส่งที่โรงเรียนและเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนเหล่ารถม้าคันเดิมก็จะพาเด็กๆกลับไปส่งที่จัตุรัสเมื่อตอนเช้า
เท่าที่ครูใหญ่อธิบายสำหรับตารางสอนในโรงเรียนนี้ จะสอนคาบละ 1 ชั่วโมง
เริ่มที่9 โมง ถึง 10 โมง เป็การเรียนความรู้พื้นฐานที่ทุกคนจะได้เรียนเหมือนกันคือพวกการอ่าน เขียน นับเลข
เวลา10 โมง ถึง 11 โมง เป็การฝึกฝนทักษะเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคนจะมีครูอัตราจ้างมาสอนเป็รายบุคคล
11โมง ถึง เที่ยงวัน เป็่กิจกรรม ให้เหล่าเด็กๆได้ออกกำลังกาย เล่นด้วยกันกระชับความสัมพันธ์
หลังจากพักทานข้าว1 ชั่วโมงจะเป็เวลานอนกลางวันของเด็กหลังอาหารจนถึงบ่ายสอง
และ1 ชั่วโมงที่เหลือ เป็เวลาอิสระ ให้เล่นตาม้า มีของว่างให้ทาน
พอบ่ายสามก็เป็เวลากลับบ้าน
ใน 1สัปดาห์มีเรียนแค่ 4 วันติดกัน หลังจากนั้นหยุด 3 วัน ถึงจะบอกว่าเรียนแต่ว่าเด็กวัยนี้ไม่ได้เน้นสอนที่เชิงวิชาการ เน้นไปที่พัฒนาการจากการละเล่นและการเข้าสังคมเสียมากกว่า ดังนั้น แม้จะบอกว่า ใน 1 คาบ เรียนทั้งหมด 1 ชั่วโมง แต่ก็อาจจะปล่อยให้เล่นสนุกตามใจชอบกันเองเสีย30 นาทีเลยก็ได้
เนื่องจากวันนี้เป็วันแรกคาบแรกจึงเป็แค่การปฐมนิเทศ ทำความรู้จักกัน แนะนำสถานที่ ครูใหญ่ว่าอย่างนั้น
และพอมาถึงคาบที่สองก็มีครูอัตราจ้าง หรือเรียกว่าครูทักษะ พาทุกคนแยกไปทดสอบทาเลนท์ของแต่ละคนส่วนของผม ครูใหญ่จะเป็คนดูแลเองเลย
ก็นะ‘การเรียนรู้’ ของผมจำเป็ต้องให้ผู้ทรงวุฒิที่สุดดูแลจึงจะเหมาะสม ในบรรดาครูทุกคน ครูใหญ่นั่นแหละเหมาะที่สุด
“สวัสดีโยฮัน” ครูใหญ่เดินเข้ามา นั่งลง กล่าวทักทาย
“หวัดดีครับครูใหญ่”
“คงไม่ต้องแนะนำตัวกันอีกรอบเนอะเธอจำชื่อครูได้อยู่แล้ว”
“ครับ...ครูใหญ่อดัมฮิลมิสสัน”
ครูใหญ่อดัมยิ้ม
“...ครูอยากขอทดสอบเธอหน่อยเป็การวัดระดับสติปัญญาของเธอ คงไม่ว่าอะไรกันใช่มั้ย”
[หมายถึงทดสอบไอคิวสินะ]เราคิด
“จะทดสอบยังไงเหรอ”
“ง่ายๆครูมีของเล่นชิ้นหนึ่งให้เธอเล่น เป็เหมือนตัวต่อไม้ อยากให้เธอเล่นดู”
“ได้ครับ”
ตอนชาติก่อนด้วยอาชีพของเราก็เคยลองทดสอบเด็กอยู่เหมือนกันเราพอรู้หลักเกณฑ์ในการวัดคร่าวๆอยู่แล้ว คือความเร็วในการแก้ปัญหาความถูกต้องแม่นยำ
“นี่คือตัวต่อปริศนาไม้อย่างที่เธอเห็น มันเป็ชิ้นๆ กระจัดกระจายกันอยู่ครูอยากให้เธอประกอบมันเป็รูปร่างสมบูรณ์ให้ไวที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้”
ตัวต่อสามมิติเหรอกรณีนี้ ยิ่งประกอบได้เร็ว ก็ยิ่งแสดงถึงไอคิวที่สูง เราลองร่างแบบจำลองในหัวและลองประกอบในจินตนาการคร่าวๆแล้ว เป็รูปทรงสี่เหลี่ยม น่าจะใช้เวลาประมาณ 30วินาที
“...ถ้างั้นจะเริ่มจับเวลาล่ะนะ...เริ่มได้!!”
เราประกอบตัวต่ออย่างไม่รีบร้อนมาก
ใจจริงก็อยากรู้ผลวัดไอคิวของตัวเองที่แท้จริงอยู่หรอกแต่ถ้าเป็แบบนั้น อาจทำให้คนรอบข้างแตกตื่นหรือสนใจมากเกินโดยไม่จำเป็
มันสมองของเราตอนนี้มันเกินกว่าระดับเด็กทั่วไปไม่สิ ระดับมนุษย์ผู้ใหญ่ธรรมดาไปไกลโขแล้วเพราะฉะนั้นเราเลยจงใจประกอบตัวต่อให้ช้าลง อาจแกล้งชะงักหยุดคิดบ้างจากเดิมคาดว่าคงเสร็จไม่ถึง 30 วินาที บางทีอาจเหลือแค่ 10 วินาทีก็ได้ ...แต่เราเลือกให้เป็ 1 นาทีแทน
และผลลัพธ์ของมัน
“ยิ่งกว่าที่คาดไว้อีก!!” ทำให้ครูใหญ่ตกตะลึง ตาโตกว้าง เลิกคิ้วขึ้นและกล่าวต่อ
“เวลาเท่านี้ไอคิวของเธอไม่ต่ำกว่า 200 เลยนะ โยฮัน!!”
[ซวยละหลักในการวัดไม่เหมือนกันเหรอ กะว่าจะให้ออกมาประมาณ 160 ไม่ก็ 180 แท้ๆ...ทำเกินไปหน่อย]
“เหรอครับ”
ขออธิบายนิดหน่อยคนทั่วไปจะมีไอคิวอยู่ที่ประมาณ 90 ถึง 110 ถ้า 120 ขึ้นไปนี่ก็ถือว่าฉลาดมากแล้วและถ้า 140 ขึ้นไปเรียกอัจฉริยะ
“ฮะฮะมันเหนือกว่าที่ครูคาดไว้ซะอีก จนครูต้องไปคิดแผนการสอนเธอใหม่ซะแล้ว”
“ถ้างั้นแล้วตอนนี้ วันนี้ผมจะทำอะไรครับ”
“อ่าตอนแรกว่าจะแค่เล่นเกมลับสมองกันอย่าง หมากรุกกับให้อ่านหนังสือ...เธออยากทำอะไรล่ะ”
“งั้นเอาเป็เกมถามตอบละกันครับ ผมมีเื่สงสัยหลายเื่ หลังจากอ่านหนังสือสารานุกรมในห้องหนังสือของพ่อ”
“ได้เลย! ถามมาสิ”
“...ทาเลนท์คืออะไรกันแน่ครับ”
“อืม...คงต้องอธิบายเื่‘สกิล’ ก่อน”
“สกิล!?”
“สกิลก็คือ พลังพิเศษที่มนุษย์เราใช้แสดงพลังออกมา สามารถสร้างปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติได้รูปแบบพลังที่แสดงออกมาไม่แน่นอน มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสกิลนั้นๆ
สกิลเป็สิ่งที่มนุษย์สามารถมีได้โดยการฝึกฝน เรียนรู้ หรือสืบทอดมาจากผู้อื่น
ส่วนทาเลนท์อันที่จริงก็นับเป็สกิล แต่แตกต่างตรงที่ ไม่สามารถมีได้ด้วยการฝึกฝนลอกเลียนแบบไม่ได้ และส่งต่อสืบทอดไปยังผู้อื่นไม่ได้”
“เหมือนความสามารถเฉพาะตัวน่ะเหรอ”ผมถาม
ถ้าแปลตรงตัวสกิลหมายถึงทักษะ ส่วนทาเลนท์หมายถึงพร์นี่นะ กิฟท์เองบางครั้งก็หมายถึงพร์ด้วย
“ใช่แล้ว”
ครูใหญ่ตอบรับและเริ่มอธิบายต่อ
“และสกิลก็มีอีก2 ประเภทนะ คือ แอคทีฟสกิล กับ พาสซีฟสกิล
แอคทีฟสกิลคือ สกิลที่ต้องสั่งให้ทำงานด้วยตัวเอง
พาสซีฟสกิลคือ สกิลที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา เหมือนพลังติดตัว ไม่ต้องสั่งให้ทำงาน
ยกตัวอย่างเช่น‘ส่องแสง’ ของมาร์ธาเป็แอคทีฟสกิล เพราะเมื่อจะใช้พลัง เ้าตัวต้องสั่งให้พลังแสดงออกมามาร์ธาไม่ได้ส่องสว่างตลอดเวลา จะส่องแสงเมื่อเ้าตัวใช้งานสกิลเท่านั้น
และกรณี‘การเรียนรู้’ ของเธอนับเป็พาสซีฟสกิล เพราะความฉลาดของเธอเป็สิ่งติดตัว ใช้งานอยู่ตลอดเวลาเธอฉลาดอยู่ตลอดโดยที่ไม่ต้องสั่งให้ตัวเองฉลาดขึ้นมา”
[ถ้าอย่างนั้น‘การอ่านใจ’ ของเราก็ควรเป็แอคทีฟสกิลสินะ เพราะเราจะได้ยินเสียงความคิดเมื่อเราเพ่งความสนใจไปที่คนๆนั้น]
“...แบบนี้นี่เองแล้วครูใหญ่มีสกิลไหมครับ”
“สกิลของครูชื่อ‘ลิฟวิ่ง เปเปอร์’(กระดาษมีชีวิต)”
ครูใหญ่ควักกระดาษสีขาวสี่เหลี่ยมออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วพับอย่างคล่องแคล่วเป็รูปนกกระเรียน
จากนั้นไม่นานนกกระดาษก็เริ่มกระพือปีก บินวนไปรอบห้องเรียน
“มันบินได้ด้วยเหรอ”
“นั่นแหละถึงเป็พลังพิเศษสกิลของครูจะทำให้สัตว์กระดาษที่พับออกมา มีพฤติกรรมตรงตามภาพลักษณ์ของมันเองได้ราวกับมีชีวิต ถ้าครูพับนก มันก็จะบินได้ ถ้าครูพับกบ มันก็จะะโ ถ้าครูพับช้างมันร้อง แปร๊น ยังได้เลย”
“ฮะฮะเป็ความสามารถที่ชวนเพลิดเพลินดีนะครับ”
“ทำได้แค่ผ่อนคลายเท่านั้นแหละ”
“ครูบอกว่าสกิลมาจากการเรียนรู้และฝึกฝน งั้นสกิลของครูฝึกยังไงเหรอครับ”
“ไม่มีอะไรมากหรอกครูแค่มีงานอดิเรกชอบพับกระดาษเล่นเท่านั้น ทำมาั้แ่เด็ก จนพออายุ 20 อยู่ๆผีเสื้อกระดาษที่พับก็บินได้ขึ้นมาซะงั้น”
“เพราะทำบ่อยๆงั้นเหรอ”
“และอาจเป็เพราะ...ครูปรารถนาให้พวกมันมีชีวิตทุกครั้งที่ครูพับมาั้แ่เด็กแล้วก็ได้จิตใจเองก็เกี่ยวข้องด้วยสำหรับสกิลนะ”
“...งั้นเหรอครับ”
“แล้วก็นะบางครั้ง...แอคทีฟสกิล ก็มักมี พาสซีฟสกิล พ่วงมาด้วย
อย่างเช่น‘ลิฟวิ่ง เปเปอร์’ ของครู มันเป็แอคทีฟสกิลที่ทำให้กระดาษมีชีวิต แต่มันยังมีพาสซีฟสกิลที่ชื่อ ‘เปเปอร์มาสเตอร์’ ติดมาด้วยผลของมันทำให้ครูสามารถพับกระดาษเป็รูปร่างอะไรก็ได้แม้แต่รูปที่ครูก็ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เหมือนมันผุดขึ้นมาในหัวเองอย่างนั้นแหละ”
ครูใหญ่พูดไปเริ่มควักกระดาษออกมาพับเป็ ผีเสื้อบ้าง สิงโตบ้าง งูบ้าง
“ว้าว!! สุดยอดไปเลยนะครับ...อ๊ะ!?หวังว่างูตัวนี้คงไม่มีพิษนะ”
“ฮ่าฮ่าวางใจได้ มันไม่ใช่งูพิษหรอก”
[พูดแบบนี้แสดงว่าพับงูมีพิษได้งั้นเหรอ สกิลอันตรายกว่าที่คิดนะเนี่ย]
“...สังเกตมาั้แ่เมื่อกี้แล้วชื่อของสกิลนี่ ครูเป็คนตั้งเองเหรอครับ”
“หือ!? ใช่แล้ว ชื่อของสกิล หรือแม้แต่ทาเลนท์เ้าของเป็ผู้ตั้งเอง หรือจะให้คนอื่นตั้งให้ก็ได้ ตามแต่้าเลย”
“เหรอครับ”
“เธออยากเรียกมันว่าอะไรล่ะทาเลนท์ของเธอ ‘การเรียนรู้’ ครูว่ามันแคบไป”
“ถ้าเป็ครูใหญ่จะตั้งให้ว่าอะไรครับ”
“ครูเหรอ!? อืม...คงเป็ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’...ละมั้ง”
[ค่อนข้างศัพท์วิชาการน่าดู...แต่ก็เหมาะกับเราล่ะนะ]
“เข้าใจแล้วครับ งั้นผมเอาชื่อนี้แหละ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’(ฉลาดเหนือล้ำ)”
“งั้นเหรอ...ฮะฮะถ้าเธอไม่รังเกียจ ก็ตามใจเธอเลย”
และสำหรับ‘การอ่านใจ’ ของเราจากที่ครูใหญ่เล่า บางครั้ง แอคทีฟสกิล ก็มีพาสซีฟสกิล ตามมาด้วยซึ่งสอดคล้องกับความสามารถทั้งสองของเราพอดี
ความจริงเรารู้ตัวว่าอ่านใจผู้คนได้ั้แ่วันแรกที่มาที่โลกนี้แล้วจากกการได้ยินเสียงของแม่ทั้งที่ไม่ได้พูด และเราก็รับรู้ถึงมันสมองของตัวเองที่เพิ่มระดับไปซะจนเทียบกับชาติก่อนไม่ติดพร้อมๆกับที่เราเริ่มอ่านใจได้
นั่นจึงแสดงว่า‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’เป็พาสซีฟสกิล ของ ‘การอ่านใจ’
จะเรียกอ่านใจก็ดูไม่เหมาะอีกแล้ว…
นั่นสิ! หลังจากนี้จะขอเรียกว่า
‘มาสเตอร์มายด์’ (ผู้บงการ) ละกัน
ทาเลนท์ของเราคือ‘มาสเตอร์มายด์’ที่มี ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ เป็ความสามารถย่อยติดตัวมานี่แหละคือความสามารถที่แท้จริงของเรา ทาเลนท์ที่แท้จริงของเรา