วันถัดมา
เนื่องจากวันนี้เป็วันประลองใหญ่ประจำเดือนของสนามสอบถงซื่อ บรรยากาศทั่วทั้งสนามสอบถงซื่อจึงคึกคักเอิกเกริกเป็พิเศษ
บนลานฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้มีเวทีประลองตั้งเรียงรายไว้ถึงหนึ่งร้อยแห่ง รอบเวทีคลาคล่ำไปด้วยผู้คน คลื่นฝูงชนมหาศาล ทุกสายตาต่างเปี่ยมล้นไปด้วยจิติญญาแห่งการสู้รบ
“ปราณและโลหิตของศิษย์พี่เฉิงเยี่ยเพิ่มพูนขึ้นจากยามสอบระดับอำเภอถึงสองสลึงกว่าเชียวนะ หนนี้ในการประลองใหญ่ประจำสถาบัน ต้องติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกได้อย่างแน่นอน”
“หากศิษย์พี่เฉิงเยี่ยก้าวเข้าสู่ร้อยอันดับแรกได้จริง ย่อมต้องกลายเป็นักเรียนใหม่ที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ของสนามสอบถงซื่ออย่างแน่นอน!”
ฉู่ซิวเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้ ก็เห็นพวกของฉู่เฉิงเยี่ยยืนอยู่ตรงนั้น สายตาฉายแววฉงนใจขึ้นมาแวบหนึ่ง พวกมันเองก็ลงแข่งขันด้วยหรือ?
“อ้าว นี่มันฉู่ซิวไม่ใช่หรือ?”
“มันกล้าเดินทางมาจริง ๆ ด้วย!”
ชายผมสั้นข้างกายฉู่เฉิงเยี่ยสังเกตเห็นฉู่ซิว ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มหยามหยัน
ชายผู้นี้มีนามว่าเฉินลิ่ว เป็คุณชายจากตระกูลเล็ก ๆ ตระกูลหนึ่ง เพื่อสอพลอตระกูลฉู่ เขาจึงคอยรับใช้ฉู่เฉิงเยี่ยอยู่ในสนามสอบถงซื่อ กลายเป็สุนัขรับใช้ของฉู่เฉิงเยี่ยไปโดยสมบูรณ์
“ฉู่ซิว ไม่ได้เจอกันครึ่งค่อนเดือน ปราณและโลหิตของเ้าทะลวงผ่านสองสลึงไปแล้วหรือยังล่ะ?” เฉินลิ่วรู้ดีว่าฉู่เฉิงเยี่ยกับฉู่ซิวเป็คู่อริศัตรูคู่แค้นกัน จึงออกตัวหาเื่ฉู่ซิวโดยตรง
เพื่อนร่วมชั้นในห้องเดินทางมากันไม่น้อย ยามพวกเขามองเห็นฉู่ซิว ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม
ฉู่เฉิงเยี่ยยินคำก็เดินเข้ามาใกล้ฉู่ซิว เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ “ข้านึกว่าเ้าเอ่ยปากว่าจะลงแข่งขันประลองใหญ่เป็เพียงแค่วาจาคุยโตเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าจะกล้ามาจริง ๆ ! ด้วยปราณและโลหิตอันน้อยนิดของเ้า ไม่กลัวโดนผู้อื่นซัดจนตายอยู่บนเวทีประลองหรือไร?”
เผชิญหน้ากับการท้าทายของฉู่เฉิงเยี่ยและเฉินลิ่ว ฉู่ซิวเลือกที่จะเมินเฉยโดยสิ้นเชิง ยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่เอ่ย วาจาใดแม้แต่คำเดียว เมื่อเห็นฉู่ซิวเมินตน ฉู่เฉิงเยี่ยก็โมโหเดือดดาล สายตาฉายแววเยียบเย็นขึ้นมา
ทว่าในตอนนั้นเอง กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็พุ่งปะทะเข้ามา ทั่วทั้งลานฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้พลันเงียบสงบลงในทันใด ทุกคนต่างพากันหันไปมองยังเวทีประลองแห่งหนึ่งพร้อมกัน บนนั้นมีเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ชายผู้นั้นคือเหลียวสิงนั่นเอง!
“ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่สนามประลองใหญ่ประจำเดือนของสนามสอบถงซื่อ เนื่องจากหนนี้มีนักเรียนศิษย์ใหม่เข้าร่วมแข่งขันเป็จำนวนมาก ข้าจะขอชี้แจงกฎกติกาให้พวกเ้าฟังอีกครั้ง”
“ประการแรก การประลองใหญ่แบ่งออกเป็สามรอบ รอบแรกและรอบที่สองจะทำการจับสลากเลือกคู่ต่อสู้ เพื่อเฟ้นหาผู้เข้าแข่งร้อยอันดับแรก ส่วนรอบที่สามจะเป็การแข่งท้าประลองบนเวที ผู้เข้าแข่งขันทุกคนสามารถท้าประลองร้อยอันดับแรกได้ หากเอาชนะได้ก็จะได้รับอันดับของผู้ถูกท้าประลองไป”
“ประการที่สอง การประลองใหญ่ประจำเดือนมิใช่ศึกความเป็ตาย ทุกคนต้องสู้กันแบบยั้งมือพอประมาณ หากมีผู้ใดเจตนาทำร้ายผู้อื่นจนาเ็ สนามสอบถงซื่อจะทำการขับไล่ออกจากสถาบันทันที”
…
ยามฉู่ซิวกำลังตั้งใจฟังกฎกติกาการแข่งขัน เสียงแค่นหัวเราะเ็าของฉู่เฉิงเยี่ยก็ดังขึ้นข้างหู
“บนเวทีประลองเจตนาทำร้ายคนไม่ได้ก็จริง แต่หากยั้งมือไม่ทันพลั้งมือทำร้ายผู้อื่นเข้า ย่อมไม่ถูกลงโทษหรอกนะ ฉู่ซิวเ้าจงสวดมนต์อ้อนวอนอย่าให้เจอกับข้าก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นมันคงไม่จบลงแค่การาเ็หรอก”
ฉู่เฉิงเยี่ยจ้องมองฉู่ซิวด้วยสีหน้าหมองมืด พลางชูมือทำท่าปาดคอใส่ฉู่ซิว มองดูตัวตลกะโโลดเต้นผู้นี้ ฉู่ซิวแค่นยิ้มเ็าในใจ หากฉู่เฉิงเยี่ยรู้ว่าปราณและโลหิตของเขาพุ่งทะยานถึงเก้าตำลึงหนึ่งสลึงแล้ว มันจะมีสีหน้าอย่างไรกันนะ?
“ข้าขอประกาศ บัดนี้การประลองใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ! ทุกคนจงเข้ามาจับสลากที่ข้า!” เสียงตวาดกึกก้องของเหลียวสิงดังขึ้น ฉู่ซิวไม่ได้สนใจตัวตลกผู้นี้ เดินตรงไปจับสลากทันที
มองดูแผ่นหลังของฉู่ซิว ฉู่เฉิงเยี่ยที่ถูกเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่าโมโหจนมุมปากสั่น จากนั้นจึงนำพาเฉินลิ่วและพวกพ้องเดินตามไป หนนี้มีผู้เข้าร่วมการประลองใหญ่เป็จำนวนมาก ฉู่ซิวต่อแถวอยู่นานครู่ใหญ่ จึงเดินมาถึงต่อหน้าเหลียวสิง เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่อง บนนั้นเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้
“หมายเลขเก้าสิบสี่”
เหลียวสิงปรายตามองหมายเลขสลากของฉู่ซิว แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เ้าไปรอที่เวทีประลองหมายเลขเก้าสิบสี่เถิด”
ฉู่ซิวพยักหน้ารับ เอ่ยลาเหลียวสิงเตรียมจะก้าวเดินจากไป ทว่าชายคนหนึ่งกลับดึงดูดสายตาของเขาไว้เสียก่อน
ชายผู้นั้นสวมชุดยาวสีขาว ในมือถือพัดพับ หน้าตางดงามเกลี้ยงเกลา ดูมิคล้ายจอมยุทธ์ แต่คล้ายบัณฑิตมากกว่า ยามผู้คนเห็นชายผู้นั้นปรากฏตัว ต่างก็พากันถอยฉากเปิดทางให้อย่างพร้อมเพรียง สายตาที่มองไปยังชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความยำเกรงยำเกรง
“ปราณและโลหิตของศิษย์พี่เยี่ยเจ๋อคล้ายจะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ใกล้จะทะลวงผ่านสู่ขอบเขตหลอมกระดูกแล้วมั้งเนี่ย!”
“ไม่รู้ว่าผู้ใดจะโครตซวยจับสลากได้ศิษย์พี่เยี่ยเจ๋อ?”
“เ้าแม่กวนอิมโปรดคุ้มครอง ขออย่าให้ศิษย์พี่เยี่ยเจ๋อจับสลากได้ข้าเลยนะ”
เขาคือบัณฑิตหน้าขาวเยี่ยเจ๋อ อันดับที่สองในการประลองใหญ่หนก่อนหรือ?
ั์ตาของฉู่ซิวทอประกายจิติญญาแห่งการต่อสู้ขึ้นมาแวบหนึ่ง ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ประลองฝีมือกับเยี่ยเจ๋อผู้นี้ดูสักหน
เยี่ยเจ๋อไม่ได้สังเกตเห็นฉู่ซิว หลังจากจับสลากเสร็จ เขาก็เดินตรงไปยังเวทีประลองของตนเอง ฉู่ซิวทอดสายตามมองเยี่ยเจ๋อจากระยะไกล ยามกำลังจะเดินจากไป เสียงหัวเราะร่าพลันดังแทรกขึ้นมาทันที
“หมายเลขเก้าสิบสี่!”
“ข้าจับสลากได้ไอ้ขยะนี่หรือนี่ ช่างโชคดียิ่งนัก!”
ยามเฉินลิ่วรู้ว่าตนจับสลากได้ฉู่ซิวก็ะโโลดเต้นด้วยความยินดีปรีดา ปราณและโลหิตของเขากระทั่งเพิ่งทะลวงผ่านสองสลึงกว่ามาเท่านั้น การลงแข่งขันประลองใหญ่หนนี้ก็เพื่อเป็ใบไม้เขียวประดับให้ฉู่เฉิงเยี่ย เจอใครเขาก็มีแต่ต้องยอมแพ้พ่าย ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าตนจะโชคดีจับสลากมาเจอฉู่ซิว!
ฉู่ซิวมีปราณโลหิตแค่หนึ่งสลึงกว่า ๆ การที่ตนจะเอาชนะย่อมง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปากไม่ใช่หรือ? หากรอบที่สองโชคดีจับสลากผ่าน ไม่ใช่ว่าตนจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ร้อยอันดับแรกหรอกหรือ?
นึกได้ดังนั้น เฉินลิ่วก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เดินยิ้มกระหยิ่มวางท่าเข้ามาหาฉู่ซิวแล้วเอ่ย “ยามนี้เ้าเอ่ยปากขอร้องข้าเสีย บางทีเดี๋ยวข้าอาจจะยังเหลือหน้าตาไว้ให้เ้าบ้างนะ”
ฉู่เฉิงเยี่ยยามรู้ว่าคู่ต่อสู้ที่เฉินลิ่วจับสลากได้คือฉู่ซิว ก็เอ่ยเสแสร้งทำทีเป็เตือนอยู่ข้าง ๆ “เฉินลิ่วเป็คนลงมือไม่รู้จักหนักเบานะ ฉู่ซิว เ้าก้มหัวขอร้องเฉินลิ่วเสียเถอะ อย่าโดนเฉินลิ่วอัดจนาเ็ไปเสียล่ะ”
“อาศัยแค่มันเนี่ยนะ? ไอ้ขยะปราณโลหิตสองสลึงกว่าเนี่ยนะ?” ฉู่ซิวแค่นหัวเราะ เดินตรงไปยังเวทีประลองด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
เมื่อเห็นฉู่ซิวสบประมาทตนปานนี้ เฉินลิ่วก็ขบฟันแน่นด้วยความเคียดแค้น ั์ตาฉายแววฆ่าฟัน ั์ตาของฉู่เฉิงเยี่ยสาดประกายเ็า หากไม่ใช่เพราะมีกฎห้ามเปลี่ยนหมายเลขสลากเองตามใจชอบ มันคงออกไปต่อสู้กับฉู่ซิวด้วยตนเองนานแล้ว
จ้องมองแผ่นหลังของฉู่ซิว ฉู่เฉิงเยี่ยออกคำสั่งกับเฉินลิ่ว
“เ้าต้องทำให้ฉู่ซิวพิการให้ได้ ทางที่ดีทำลายมันให้กลายเป็คนพิการไม่อาจฝึกยุทธ์ได้อีกตลอดกาล”
“วางใจได้เลยขอรับศิษย์พี่เฉิงเยี่ย ข้าจะทำให้ไอ้เด็กนี่ต้องนึกเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน” เฉินลิ่วพยักหน้ารับคำ แล้วก้าวเท้าเดินไปยังเวทีประลองเช่นกัน
เวทีประลองหมายเลขเก้าสิบสี่
ยามเฉินลิ่วก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง สองตาก็จ้องมองฉู่ซิวด้วยสายตาคละคลุ้มรังสีฆ่าฟัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “ฉู่ซิว เมื่อครู่ข้าให้โอกาสเ้าแล้ว ในเมื่อเ้าอยากหาที่ตายเอง ยามลงมืออย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน!”
“ไร้ความปรานี? อย่างเ้าน่ะหรือคู่ควร?” ฉู่ซิวสบประมาท
เมื่อสิ้นเสียง สีหน้าของฉู่ซิวก็พลันจริงจังขึ้นมา กลิ่นอายคละคลุ้มไอสังหารพลันะเิออกมาจากเรือนร่างอย่างฉับพลัน
เฉินลิ่วถูกกลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวบนร่างฉู่ซิวเข้ากระแทกใส่ ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ มันคิดไม่ถึงเลยว่า ฉู่ซิวจะสามารถะเิกลิ่นอายอันทรงพลังถึงเพียงนี้ออกมาได้!
หรือว่าปราณและโลหิตของฉู่ซิว จะทะลวงผ่านสองสลึงไปแล้วด้วยเหมือนกัน?