วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 3
…ปัจจุบัน
ณ จวนสกุลหยวน
เสียงเจื้อยแจ้วแห่งความปรีดาดังแว่วออกมานอกชายคา เมื่อบุรุษวัยกลางคนและสตรีวัยกลางคนผู้เป็เ้าของและอนุแห่งจวนราชครู พร้อมทั้งสตรีใบหน้าผุดผายจิ้มลิ้ม กำลังนั่งสนทนากันอย่างสนุกสนานอยู่ในห้องโถงใหญ่กลางเรือนหลัก
“ถูกปากหรือไม่เ้าคะท่านพ่อ ลูกทำสุดฝีมือเลยนะ” ‘หยวนถิงถิง’ เอ่ยถามบิดาด้วยความนอบน้อม
“ถูกปากๆ ไม่เคยกินเซ่าปิ่งที่ใดอร่อยเท่านี้มาก่อน” ราชครูหยวนเอื้อมมือลูบศีรษะบุตรสาวที่เกิดจากอนุด้วยความรักใคร่
“เชื่อได้แน่หรือเ้าคะ มิใช่ปากหวานเอาใจลูกหรอกนะ”
“อร่อยๆ จริงถิงเอ๋อร์” ราชครูหยวนยืนยัน
“ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อก็ห้ามชมผู้ใดว่าทำเซ่าปิ่งอร่อยเท่าลูกนะเ้าคะ”
“ได้ๆ”
ใบหน้าของทั้งสามประดับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เพราะเอ็นดูในความขี้อ้อนของบุตรสาว บิดามารดาจึงยิ้มและเอ็นดูนางเป็อย่างมาก
“เหอะ” หยวนซูลี่เค้นเสียงเย้ยหยันในลำคอ หากแต่เสียงนั้นหาได้เย้ยคนทั้งสามที่อยู่ในเรือนหลักไม่ แต่ถากถางตนเองและเซ่าปิ่งในมือมากกว่า
ตากลมโตหลุบมองขนมที่อุตส่าห์ปรุงเองั้แ่ขั้นตอนแรก หมายให้บิดาได้ชิมฝีมือของนางและชมเชย แต่กลับสายไป… หยวนซูลี่รู้สึกว่าตัวเองเป็ส่วนเกินของคนในจวนนี้เข้าไปทุกที ครอบครัวที่มีบิดาของนาง มารดาเลี้ยงปากมาก และลูกสาวที่เกิดจากมารดาที่เป็อนุแต่ทำตัวราวกับเป็คุณหนูใหญ่ก็มิปาน
“คุณหนูเ้าคะ เหตุใดถึงมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะเ้าคะ เข้าไปข้างในเถอะเ้าค่ะ ตรงนี้มันหนาว” แม่นมของนางเอ่ยถามหยวนซูลี่ที่กำลังยืนแอบฟังการสนทนาอยู่เงียบๆ
“ข้าแค่ยืนดูอิงฮวาเพียงครู่ กำลังจะเดินเข้าไป” นางเอ่ยบอกแม่นม
แม่นมฉู่ยืนดูคุณหนูใหญ่ที่เดินเข้าไปในเรือนหลักอย่างรู้สึกเห็นใจและสงสาร ั้แ่มารดาของนางเสียไป หยวนซูลี่ที่เคยยิ้มแย้มก็ไม่สดใสอีกเลย…
วันนี้อยู่ๆ ก็หนาวขึ้นมาอย่างมาก ทั้งๆ ที่กำลังจะอุ่นขึ้นแล้วแท้ๆ แม่นมฉู่หรือแม่บ้านใหญ่ประจำตระกูลหยวนจึงเดินออกมาข้างนอก เพื่อวางเตาผิงขนาดเล็กเอาไว้ที่หน้าประตูเรือน นางจึงมองเห็นคุณหนูของนางยืนอยู่ข้างนอกคนเดียว เลยกลัวว่าจะไม่สบายขึ้นมา จึงต้องเดินมาทักให้หยวนซูลี่เข้าไปข้างใน ถึงแม้ว่าหยวนซูลี่จะไม่อยากเดินเข้าไปก็ตาม
“ลี่เอ๋อร์ มาๆ มาชิมเซ่าปิ่งฝีมือถิงเอ๋อร์” บิดาหันมาทักบุตรสาวทันทีที่เห็นนางเดินเข้ามา
“ลูกอิ่มแล้วเ้าค่ะ” นางตอบกลับท่านราชครูไปเรียบๆ สั้นๆ ในหัวคิดถึงเซ่าปิ่งของตนเองที่วานสาวใช้ข้างกายนำกลับไปวางไว้ในเรือนของตน
วันนี้หยวนซูลี่ออกไปดูแลร้านน้ำชาที่เพิ่งเปิดใหม่ของนางั้แ่เช้า เดิมทีร้านแห่งนี้เป็เพียงร้านขายใบชาแห้งของมารดา กิจการไม่กำไรไม่ขาดทุน ประจวบเหมาะกับการที่นางมีความคิดอยากค้าขายเองบ้าง จึงปรับปรุงร้านใหม่ด้วยการริเริ่มทำการค้าจากสิ่งที่ชอบ ซึ่งก็คือขนม หากไปได้ดีนางคิดจะยึดอาชีพแม่ค้าเป็หลัก
เมื่อยืนได้ด้วยตัวของนางเองแล้ว จากนั้นค่อย…
“พี่ซูลี่เ้าคะ ขนมของถิงเอ๋อร์อร่อยมากนะเ้าคะ ท่านพ่อเพิ่งจะชมไปหมาดๆ ไม่ลองชิมดูสักชิ้นหรือเ้าคะ”
ขณะคุณหนูใหญ่นั่งคิดอะไรเพลินๆ คุณหนูรองก็ดึงหัวข้อกลับสู่ขนมของตัวเองทันที
“...” หยวนซูลี่ไม่คิดหยิบตะเกียบขึ้นจับ นางไม่ใส่ใจคำพูดชักชวนที่เสแสร้งจอมปลอม
“นี่เ้าค่ะ ลองชิมดู” แต่หยวนถิงถิงก็ยังคะยั้นคะยอ เลื่อนจานขนมเข้าใกล้แถมยังจับตะเกียบยัดใส่มือของพี่สาวอีก
“ถิงเอ๋อร์ รักษามารยาทหน่อยลูก” มารดาเลี้ยงเอ่ยเตือนบุตรสาวของนาง
“ก็ขนมมันอร่อยนี่เ้าคะ เลยอยากให้พี่ซูลี่ได้ชิมเหมือนท่านพ่อบ้าง”
เพล้ง
หยวนซูลี่ปัดตะเกียบหลุดร่วงกระทบชามกระเบื้องเสียงดัง
“ข้าบอกว่าอิ่มแล้ว เ้าไม่ได้ยินหรือ”
“ชิมสักหน่อยเถิดลี่เอ๋อร์” ท่านพ่อของนางเอ่ยออกมา
“ไม่เ้าคะ ลูกไม่อยากชิม”
“ถิงเอ๋อร์ขอโทษที่บังคับท่านพี่นะเ้าคะ” หยวนถิงถิงเอ่ยด้วยเสียงสำนึกผิดปลอมๆ
“ถิงเอ๋อร์ไม่ผิดหรอกลูก ลี่เอ๋อร์ อย่างไรเสียก็ชิมสักนิดสักหน่อยเถิด น้องอุตส่าห์ทำมาให้กิน” บิดาของนางเข้าข้างน้องสาวจอมเสแสร้งนั่น
“ไม่ชิม! เหตุใดท่านพ่อต้องบังคับลูกด้วย” คนขี้โวยวายเอ่ยถามบิดาด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ นางก็แค่อยากรู้ว่าท่านลืมสิ่งสำคัญอะไรไปหรือไม่ หรือว่าท่านไม่ได้ลืม แต่แค่ไม่คิดจะจำ
“ถิงเอ๋อร์ลองทำขนมเป็ครั้งแรก พ่อเลยอยากให้ลูกได้ชิมฝีมือน้องก็เท่านั้น”
“เหอะ ท่านพ่อลืมไปแล้วหรือว่าลูกแพ้แป้งที่ทำเซ่าปิ่ง” นางบอกบิดาของตัวเองออกไปน้ำเสียงเบาหวิว
หยวนซูลี่เป็บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนและเคยเป็ที่รักของท่านราชครู แต่บัดนี้ดูเหมือนทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไป บิดาไม่ใส่ใจนางเหมือนแต่ก่อน แต่กับหยวนถิงถิงกลับอ่อนโยนและเอ็นดูเช่นเดิม
“ลี่เอ๋อร์ บิดาผิดเอง” เ้าของจวนหยวนบอกกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด
‘เหอะ นางถูกลืมจากทุกคน’ หยวนซูลี่นึกสมเพชตัวเองในใจ
เพียงแค่นางตีสองหน้าไม่เก่ง นางก็ถูกลืมและถูกแย่งคนที่รักไป ทั้งท่านพ่อ พี่ชายแท้ๆ และเว่ยตงหยาง