ตอนที่4 ธรรมชาติของมนุษย์
ฉีโย่วหลันจูงมือของตงฟางไป๋ออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วเดินไปจนถึงริมถนนที่ชำรุดทรุดโทรม
เมื่อััได้ถึงแสงแดดที่เจิดจ้า เขาก็ปล่อยมือของตงฟางไป๋ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา “เธอไม่ควรแกล้งเป็แฟนฉันแล้วออกมาพร้อมฉันเลย เธอควรอยู่ที่นั่นต่อ อาจมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น”
“ก็พวกเราเป็เพื่อนที่ร่วมรบกันมา ก็ต้องไปพร้อมกันสิ” ตงฟางไป๋พูดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
“ขอบคุณนะ!” ฉีโย่วหลันมองดูท้องฟ้าสีครามภายใต้ดวงอาทิตย์ ถนนตรอกซอกซอยที่เงียบสงัดราวกับเมืองผี น้ำเสียงที่ฟังดูจริงใจอย่างที่สุด
“นายช่วยฉันไว้ตั้งหลายครั้ง ฉันก็ยังไม่ได้บอกขอบใจนายเลย อย่าคิดมาก ตอนนี้เราควรทำยังไงต่อดี?”
“อันที่จริง เมื่อกี้ฉัน...เมื่อกี้ฉันมีความคิดที่อยากจะฆ่าคนพวกนั้น....” ดูเหมือนว่าอารมณ์ของฉีโย่วหลันจะผ่อนคลายลงบ้างแล้ว ในตอนนั้นเขาพยายามอย่างมากที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเอง
“ฉีโย่วหลันฉันจะพูดกับนายด้วยความจริงจังนะ อย่าดูถูกความเป็ความตายของคนอื่นง่าย ๆ เพียงเพราะว่าพวกเรามีพลังพิเศษจนลืมสิ่งที่พวกเราควรจะทำ นั่นเป็สัญญาณเตือนที่อันตรายมาก ๆ และวันหนึ่งมันจะทำให้พวกเราไม่สามารถกลับเป็เหมือนเดิมได้อีก”
“ฉันเข้าใจเื่นี้ดี ฉันก็เลยอดทนเอาไว้ ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังคงเคารพระบบของกฎหมายอยู่”
“ไม่ใช่เพราะกฎหมาย แต่มันคือขีดจำกัด คือความเป็มนุษย์!มันคือขีดจำกัดในฐานะที่เป็มนุษย์!ถ้าไม่ชอบใครก็เลยฆ่าคนนั้นทิ้ง แล้วพวกเรามีอะไรที่แตกต่างไปจากสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นกันล่ะ?”
ฉีโย่วหลันรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด จริงด้วย ได้รับพลังพิเศษมาแค่เล็กน้อย ก็เลยตัวลอยแล้วอย่างนั้นสิ? ก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวงแล้วเหรอ?
“ตงฟาง ขอบคุณเธอที่เตือนฉัน เมื่อกี้ฉันเกือบได้หลงมัวเมาในพลังพิเศษที่ได้มานั้นไปแล้ว” ฉีโย่วหลันหันกลับไปมองหน้าตงฟางไป๋อย่างจริงจัง ผู้สาวคนนี้มีจริยาดั่งบุปผาฮุ่ยหลันสำนวน
สิ่งที่สวยงามไม่ได้มีแค่รูปร่างหน้าตาเพียงเปลือกนอกของเธอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตใจที่ดีงามและจริงใจของเธอด้วย
ตงฟางไป๋ถูกเขามองจนใบหน้าเป็สีแดงระเรื่อ เหงื่อและโคลนรวมถึงสีเืฝาดบนใบหน้าของเธอราวกับภาพวาดที่งดงาม
เธอเกลี่ยเส้นผมเล็กน้อย แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ พวกเราควรออกไปกันได้แล้ว สายแท็งก์ของฉัน”
“ได้เลย พวกเราจะลองบุกเข้าไปในเมือง เพื่อเผ่าพันธุ์ เพื่อเทพธิดา!” แค่เพียงครู่เดียว ฉีโย่วหลันละทิ้งอารมณ์ที่หม่นหมองออกไปจนหมดสิ้น แล้วเปลี่ยนเป็ฮึกเหิมขึ้นอย่างภาคภูมิ
ทั้งสองเดินไปตามถนนหลักเข้าเมืองที่มุ่งไปทางทิศเหนือ พยายามค้นหาสัตว์กลายพันธุ์ที่มาตัวเดียว เพื่อให้เข้ากับทักษะปลุกพลัง
ฉีโย่วหลันสร้างโล่สีดำขนาดใหญ่ขึ้นมา คอยระแวดระวังปกป้องอยู่ข้างกายตงฟางไป๋
เมื่อเจอกับแมวป่าหรือหนูกลายพันธุ์ ทั้งสองก็ได้สำแดงทักษะการปลุกพลังออกมาและสามารถฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดายภายในไม่กี่วินาที
มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในเขตชานเมืองของเมืองหนานเจียง อยู่ห่างจากเขตตัวเมืองสามสิบกว่ากิโลเมตร
ทั้งสองใช้การเดินไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็ใช้สัตว์กลายพันธุ์ต่าง ๆ เป็เครื่องมือในการฝึกฝนทักษะ ดังนั้นจึงไม่ได้เดินเร็วนัก
ทันใดนั้นเอง ก็มีแมวป่าตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากตรอกถนนด้านข้าง แล้วกระโจนเข้าใส่ตงฟางป์ ฉีโย่วหลันยกโล่ที่มือซ้ายขึ้นเป็แนวทแยง
ก่อนจะมีเสียงดัง “ปึก” แม้ว่าแมวป่าจะตัวใหญ่พอ ๆ กับสุนัขตัวใหญ่ แต่ก็ถูกตีจนกระเด็นออกไปเช่นกัน
ตงฟางไป๋โบกมือออกไปะเิกลางอากาศ แมวป่าที่ถูกะเิกลางอากาศกรีดร้องด้วยความเ็ป “แง่ว แง่ว”
ยังไม่ทันที่แมวป่าจะล้มลงกับพื้น หนามปฐีแถบหนึ่งก็พุ่งออกมา “ซวบซวบ” ราวกับไม้เสียบเนื้อที่แทงทะลุเข้าไปที่ลำตัวของแมวป่า
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม นับวันยิ่งจะเข้ากันได้ดี
เมื่อพวกเขาทดสอบไปเรื่อย ๆ พบว่า หลังจากที่ได้ปลุกพลังแล้ว สมรรถภาพทางร่างกายของพวกเขาต่างก็ดีขึ้นมาก
แม้ว่าฉีโย่วหลันจะมีส่วนสูงถึงแปดสิบเิเ แต่เพราะอาการป่วยของเขาจึงทำให้ร่างกายค่อนข้างอ่อนแอมาโดยตลอด
ตอนนี้กลับรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แม้จะยังไม่แข็งแกร่งเท่าตงฟางไป๋ที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มานานหลายปี แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าคนปกติมาก
ตอนนี้เขามีทักษะการปลุกพลังสองอย่าง คือโล่ดิน และหนามปฐี
ส่วนพลังของตงฟางไป๋ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่ว่าิัของเธอดูแข็งแรงขึ้น และมือทั้งสองข้างของเธอคมราวกับดาบาสองเล่ม
เธอน่าจะปลุกพลังด้านสมรรถภาพทางร่างกาย เป็ทักษะการปลุกพลังที่สามารถปลดปล่อยออกมาข้างนอกได้
ด้านการใช้งานลูกะเิอากาศนั้นกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม สามารถใช้ได้ในที่ที่มีอากาศ แต่เห็นได้ชัดว่ามีพลังทำลายล้างไม่เท่าหนามปฐี
โดยพื้นฐานแล้วถ้าะเิหนูก็จะตายทันที แต่เมื่อต้องเจอกับรูปร่างลักษณะแบบแมวป่า ส่วนมากจะทำได้แค่สร้างความเสียหายอย่างหนักเท่านั้น ยังถือว่าด้อยกว่าหนามปฐีของฉีโย่วหลันที่สามารถจบชีวิตทันทีในเสียงเดียว
ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กัน อดคิดไม่ได้ว่า ในเมื่อพวกเขามีทักษะการปลูกพลัง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีคนอื่นที่ทำได้เหมือนกัน
หรือว่าทักษะการปลุกพลังของทุกคนก็จะแตกต่างกัน?
พวกเขาอยากจะรู้คำตอบเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ
ในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์กลายพันธุ์ หากไม่มีพลังที่แข็งแกร่งเป็เกราะป้องกัน
อย่าว่าแต่ตามหาพ่อเลย แค่การที่ตัวเองจะมีชีวิตรอดต่อไปก็ยังเป็ปัญหาเลย
แต่เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป เพื่อตามหาพ่อให้เจอ ฉันจำเป็ต้องแข็งแกร่งขึ้น!
ฉีโย่วหลันขบคิดมาตลอดว่าทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว หรือต้องทำเหมือนรายละเอียดที่แจ้งในระบบก็คือต้องติดเชื้อไวรัสให้ได้มากที่สุด?
แต่ว่าการติดเชื้อไปมั่วซั่วอย่างนั้น ก็อาจตายได้ง่ายขึ้นสิ
แม้ว่าในระบบจะแสดงให้เห็นว่า ฉันไม่มีทางตายเพราะติดเชื้อไวรัส แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเชื่อถือได้รึเปล่า
เพื่อง่ายต่อการตามหาเป้าหมาย ทั้งสองเดินขึ้นบนดาดฟ้าของอาคารที่มีสิบกว่าชั้น
ประสาทััด้านความรู้สึกตงฟางไป๋เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง เธอก็พบว่าถนนเจียงหลินที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลัก มีจุดสีดำเล็ก ๆ หลายจุดกำลังเคลื่อนตัวมาทางนี้อย่างรวดเร็ว ข้างหลังยังมีจุดสีดำที่เล็กกว่าตามมาอีกมากมาย
และใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนในที่สุดตงฟางไป๋ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
จุดสีดำด้านหน้าคืุ์ในชุดทหาร ส่วนจุดสีดำเล็ก ๆ หลายสิบจุดที่ด้านหลังคือหมาป่าที่มีขนาดตัวเล็กประมาณลูกวัว
ดูเหมือนว่าจุดสีดำที่อยู่ข้างหน้าต่างก็มีปืนอยู่ในมือ พวกเขาวิ่งหนีไปด้วย พร้อมทั้งเปิดฉากยิงไปด้วย
แต่ดูเหมือนว่าปืนจะมีอานุภาพไม่ร้ายแรงมากนัก เพียงแค่ทำให้หมาป่าที่อยู่ข้างหลังได้รับาเ็เท่านั้น
แต่นี่กลับยิ่งไปกระตุ้นสัญชาตญาณบ้าเืของหมาป่าพวกนั้นเสียมากกว่าและไล่ล่าพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
เพียงชั่วพริบตาเสียงปืนก็ดังสนั่นหวั่นไหว
มีทั้งเสียงสุนัขเห่าหอน เสียงร้องคร่ำครวญ เสียงะโด่าทอสาปแช่งของมนุษย์ที่ดังขึ้นพร้อมกัน
เมื่อสัตว์กลายพันธุ์ที่อยู่บริเวณโดยรอบได้ยินความเคลื่อนไหวทางฟากนี้ ต่างก็พากันกรูเข้ามา ทั้งแมวกลายพันธุ์และหนูกลายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ วิ่งลุกฮือกันเข้ามาเป็กลุ่ม
ทั้งสองไม่กล้าลงไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า พวกหมาป่ากลายพันธุ์ที่อยู่ด้านล่างเป็สัตว์ที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน หนำซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่าพลังการต่อสู้ของพวกมันเป็อย่างไร
อีกอย่างพวกเขาก็ไม่เคยเห็นคนที่สวมชุดทหารสีเขียวเหลืองสองสามคนที่วิ่งอยู่ด้านหน้ามาก่อน
จากระยะทางที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เริ่มทำให้พวกเขามองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว
ในบรรดาหมาป่ากลายพันธุ์ที่ไล่ตามหลังมา มีสามตัวที่ลำตัวสูงใหญ่เป็พิเศษ หน้าตาดุร้ายและมีคมเขี้ยวที่ยาวมาก
ั์ตาสีแดงดุจโลหิต รู้สึกว่ารูปร่างของมันหลุดออกจากข้อจำกัดลักษณะของการเป็สุนัขไปแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้เป็แค่เป็สัตว์กลายพันธุ์ที่ธรรมดาขนาดนั้น
ฉีโย่วหลันจ้องมองสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็สุนัขแปลกประหลาดพวกนั้น แล้วบ่นพึมพำ “ตอนที่เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี่ใช้แรงมากเกินไปใช่ไหมเนี่ย?”
ตงฟางไป๋กลอกตามองบนอย่างไม่สบอารมณ์ไปให้เขาหนึ่งที “คนที่อยู่ด้านหน้าพวกนั้นไปเอาปืนมาจากไหน? เหมือนเป็ปืนที่ใช้ทางการทหารด้วย”
ในระหว่างที่คนด้านล่างกำลังวิ่งสุดชีวิต ก็มีคนะโขึ้นมาว่า “มีซูเปอร์มาเก็ตอยู่ตรงนั้น ไปที่นั่น ไปที่นั่น!”
คนเ่าั้มุ่งหน้าไปทางซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมฝูงหมาป่าที่ไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง พวกแมวป่าและหนูต่างก็ไล่ตามไปด้วย
สัตว์กลายพันธุ์เหล่านี้เมื่อรวมตัวอยู่ด้วยกัน ก็ไม่ได้อยู่กันอย่างสันติสักเท่าไหร่ ในขณะที่กำลังไล่ล่าอย่างดุเดือดก็ยังคงกัดกันไม่ปล่อย
ระหว่างการไล่ล่าอยู่นั้นก็มีแมวป่าสองตัวจับหนูได้หนึ่งตัว พวกมันเริ่มฉีกร่างออกเป็ชิ้นๆ จากนั้นก็มีหมาป่าตัวหนึ่งที่วิ่งไล่ล่าแมวป่าไปอีกเส้นทางหนึ่ง
เมื่อมองดูทิศทางของพวกเขา ทั้งสองสบตากัน
หากสัตว์กลายพันธุ์เหล่านี้บุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ถึงแม้ว่าพวกของหม่าจวิ้นเซิงจะมีปืน
แต่ก็คงจะต้องมีผู้คนล้มตายเป็จำนวนมาก ที่สำคัญคือพวกเขามีปืนไม่พอ
ตงฟางไป๋ลองถามหยั่งเชิง “ไปหรือไม่ไป?”
ตอนนี้ภายในใจของฉีโย่วหลันรู้สึกสับสนวุ่นวายเอามาก ๆ เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนที่จะกัดฟันแล้วตอบ “ชีวิตคนสำคัญที่สุด ไปกันเถอะ!”
ตงฟางไป๋ชูนิ้วโป้งให้เขาไม่ได้พูดอะไร แล้วพลิกตัวะโลงไป ฉีโย่วหลันเองก็รีบพลิกตัวแล้วะโตามเธอลงไปติด ๆ
ทั้งสองไม่เดินลงบันได แต่กลับใช้การะโลงจากผนังด้านนอกอาคารโดยตรง
ระหว่างร่อนลงก็หาจุดพักเพื่อออมแรง สิบกว่าวินาทีให้หลังก็ลงมาด้านล่างได้อย่างราบรื่น
ในขณะที่รีบวิ่งไปซูเปอร์มาร์เก็ต ฉีโย่วหลันก็อธิบายไปด้วย “หนามปฐีของฉันอาจใช้ในห้างไม่ได้ ถ้าจะให้ดีคือล่อพวกสัตว์กลายพันธุ์ออกมาฆ่าข้างนอก”
“ได้ ฉันจะหาวิธีเอง”
ระยะทางสองสามกิโลเมตร ทั้งสองรีบไล่ตามด้วยความเร็วสูง ไม่ถึงสามนาทีก็บุกมาถึงซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว
สัตว์กลายพันธุ์บางตัวก็เพิ่งตามมาถึงที่นี่ด้วยเช่นกัน ทั้งสองต้องคอยต่อสู้กับแมวป่าและหนูกลายพันธุ์ไปด้วย พร้อมทั้งมุ่งหน้าเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตด้วย
ในเวลานี้ก็เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นภายในซูเปอร์มาร์เก็ต หลายคนที่หนีมาก่อนหน้านี้เดิมทีคิดจะใช้ซูเปอร์มาเก็ตเป็สถานที่หลบซ่อนเพื่อให้หลุดพ้นจากฝูงหมาป่า
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ในซูเปอร์กลับมีคนอยู่อีกเป็ร้อยกว่าคน ที่สำคัญยังมีคนถือปืนอีกด้วย
คนที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ใช้ปืนเปิดฉากยิงเช่นกัน มีทั้งคนที่กำลังทุบตีฝูงหมาป่าที่ไล่ตามมา รวมถึงบางคนที่ยิงปืนใส่คนที่สวมชุดทหารสีเขียวเหลืองด้วย
หมาป่าบางตัวถูกยิง แต่ไม่ตาย มีเพียงคราบเืเต็มตัว ก่อนที่จะกระโจนกัดผู้คนอย่างบ้าคลั่ง
แมวป่าและหนูที่ไล่ตามหลังมา พอเห็นว่ามีคนให้กินอยู่มากมาย ก็ไม่กัดกันเองอีก แล้วพากันพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนทั้งหลาย
ภายในซูเปอร์มาร์เก็ต มีเืและเศษเนื้ออยู่กระจัดกระจาย เปลวไฟลุกโชนสว่างไสว เสียงร้องคร่ำครวญของสัตว์กลายพันธุ์ที่ถูกยิง ผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนที่โดนกัด
ภายใน่เวลาสั้น ๆ มีผู้คนเสียชีวิตไปแล้วกว่าสิบคน ชั้นสองของซูเปอร์มาร์เก็ตราวกับเป็ขุมนรกก็มิปาน
มีรุ่นน้องหลายคนกำลังปกป้องหม่าจวิ้นเซิงที่ซุกตัวอยู่อีกมุมหนึ่งของซูเปอร์มาร์เก็ต เขาผลักชั้นวางของทั้งหมดล้มลงเพื่อกำบังสัตว์กลายพันธุ์ที่จะเข้ามาจู่โจม
หม่าจวิ้นเซิงจับต้นคอของสวีซินเพื่อเป็ที่กำบังหน้าด้านของเขา
มีน้ำกระเซ็นอยู่ใต้เท้าของเธอ ดูเหมือนว่าเธอจะกลัวจนฉี่ราดออกมา
ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอยังรู้สึกดีใจและมีความสุขรึเปล่าที่ได้พึ่งพาคุณชายหม่าผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้
เมื่อเห็นผู้คนที่ลี้ภัยที่นี่ล้มตายกันมากขึ้นเรื่อยๆ หม่าจวิ้นเซิงก็เริ่มหวาดกลัวจนขาสั่น
แม้จะมีปืนอยู่ในมือ แต่กลับไม่ได้ยิงมันออกไปแม้แต่นัดเดียว มือสั่นเทาราวกับเป็ตะคริวอย่างไรอย่างนั้น
ในเวลานี้เอง ก็มีหมาป่าตัวหนึ่งที่กำลังหาอาหารอยู่ตรงทางขึ้นบันไดร้องเสียงดัง “เอ๋ง” มันถูกโล่สีดำขนาดใหญ่กระแทกจนกระเด็นลอยขึ้นไป
ตามด้วยเสียงดัง “ตูม” จู่ ๆ หน้าท้องของหมาป่าก็ะเิออกมาจนเืกระจาย
เงาร่างทั้งสองที่ะโขึ้นมาจากชั้นหนึ่ง ก็คือฉีโย่วหลันและตงฟางไป๋นั่นเอง
ฉีโย่วหลันใช้โล่วาดออกไปเป็แนวทแยง ชั่วพริบตาเดียวก็กวาดเหล่าสัตว์กลายพันธุ์ที่เบียดเสียดกันอยู่ตรงทางขึ้นบันไดให้ลอยคว้างออกไปกลางอากาศ ตงฟางไป๋โบกมือติดต่อกันหลายครั้ง ลูกะเิอากาศล่องหนะเิใส่พวกสัตว์กลายพันธุ์เ่าั้จนแตกละเอียด
บันไดทางขึ้นถูกเคลียร์ออกจนเป็ที่โล่งกว้าง ทั้งสองมาถึงก็ะเิทันที
กลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กับสัตว์กลายพันธุ์อย่างสุดชีวิต เมื่อเห็นคนที่มาพร้อมกับะเิคือสองคนนี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
บ้าเอ๊ย ใครกันที่ขับไล่เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองนี้ออกไป? เทพทั้งสองคนนี้มีพลังวิเศษ?
แต่กลับไม่มีใครคิดเลยว่าเพราะอะไรทั้งสองคนถึงได้ย้อนกลับมาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อช่วยพวกเขา
ทั้งสองไม่สนใจว่าคนพวกนี้จะคิดอะไร แต่กลับมองสำรวจดูรอบ ๆ ต่อไป ตัวการหลักที่ทำร้ายผู้คนมากมายยังคงเป็หมาป่าที่ตัวเท่าลูกวัว
หมาป่าสามตัวที่มีวิวัฒนาการดุร้าย เหมือนจะสนใจแค่คนที่สวมชุดทหารมากเป็พิเศษ รุมกัดแค่สองสามคนนั้นไม่ยอมปล่อย
ปืนทหารของคนพวกนั้นยังพอทำร้ายหมาป่าทั่วไปให้สาหัสได้ แต่ไม่ถึงตาย
แต่สำหรับหมาป่าที่เป็จ่าฝูงทั้งสามตัวนั้น ถูกะุยิงใส่ไปแล้วแต่กลับไม่มีาแเลยสักนิด อย่างมากแค่แรงกระแทกทำให้หมาป่าสามตัวนั้นกระเด็นออกไป
เมื่อมองดูสถานการณ์ที่น่าหดหู่ตรงหน้า คราบเืกระจาย คนนอนตายเกลื่อนอยู่เต็มพื้น ชิ้นส่วนแขนขาที่ขาดเป็ส่วน ๆ กลิ่นคาวฉุนแสบจมูกและพวกสัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากที่กำลังแทะศพอย่างบ้าคลั่ง
ฉีโย่วหลันโกรธจนแทบคลั่ง อดไม่ได้ที่จะคว้าโล่ขนาดใหญ่ขึ้นแล้วกระแทกใส่สัตว์กลายพันธุ์เ่าั้
ตงฟางไป๋แทบจะอ้วกออกมาหลังจากเห็นสภาพตรงหน้า เธอเคยฆ่าสัตว์กลายพันธุ์มาแล้วมากมาย แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้เห็นฉากนองเืขนาดนี้
เธอพยายามข่มกลั้นอาการคลื่นไส้ แล้วชูมือขึ้นขว้างลูกะเิอากาศออกไปอย่างต่อเนื่อง
“ตูม ตูม ตูม” เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกัน สัตว์กลายพันธุ์ที่ตัวเล็กถูกะเิจนแหลกละเอียดทันที ส่วนตัวโตก็ถูกะเิจนกระเด็นออกไปไกล
“สามตัวนั้น!” ฉีโย่วหลันรีบะโบอก ความหมายของเขาคืออยากให้ตงฟางไป๋ะเิสามตัวนั่น เพื่อดึงดูดพลังไฟ
ตงฟางไป๋เข้าใจความตั้งใจของเขาในทันที ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วปล่อยลูกะเิอากาศใส่กลางท้องของหมาป่าตัวใหญ่สามตัวนั้น
หมาป่าตัวใหญ่สามตัวถูกกระตุ้นจนเกรี้ยวกราด เบนความสนใจแล้วหันมาพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองแทน
ในบรรดาคนที่สวมชุดทหารตายไปแล้วสองคน ส่วนคนที่เหลือกำลังใช้ะุที่เหลือเพียงน้อยนิดกระหน่ำยิงใส่หมาป่าสองสามตัวที่เหลือ
ปืนกลของชายคนหนึ่งเล็งมาทางหมาป่าตัวใหญ่ แต่ไม่ได้เล็งไปทางหมาป่า แต่กลับเบนทิศทางไปเล็งทางฝั่งของตงฟางไป๋แทน
ฉีโย่วหลันตาไวมือไว รีบปักโล่ขนาดใหญ่ลงกลางพื้นคอนกรีตเสียงดัง “ตึ้ง!” ขวางอยู่ตรงหน้าของตงฟางไป๋
“ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง!” เสียงของะุดังกระแทกกับโล่ที่แข็งแกร่งก่อนที่จะกระเด็นออกไป
“บ้าจริง มันป้องกันปืนกลได้ด้วย” ฉีโย่วหลันะโด้วยความตื่นเต้น
เขาโบกมือขวาขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
“ซวบ ซวบ ซวบ” หนามปฐีคอนกรีตหนึ่งแถวพุ่งออกมาจากพื้นคอนกรีตอย่างรวดเร็ว เจาะทะลุหมาป่าขนาดใหญ่ที่กำลังพุ่งเข้ามาจนกลายเป็ไม้เสียบเนื้อ
หมาป่าขนาดใหญ่ตัวนั้น ถูกปืนกลยิงแล้วไม่เป็อะไร
แต่กลับถูกฉันแทงตายเสียได้ หนามปฐีคอนกรีตของฉันมีอานุภาพที่แข็งแกร่งมากกว่าปืนกลเสียอีก
เมื่อมีอาวุธนี้อยู่ในมือ ทั้งสองแทบจะเป็ผู้ที่กวาดล้างทั้งหมด
สัตว์กลายพันธุ์ขนาดเล็กก็ใช้ะเิอากาศ สัตว์กลายพันธุ์ขนาดใหญ่ก็มอบหนามปฐีคอนกรีตให้พวกมัน
สถานที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันไม่เหมาะกับการใช้ะเิอากาศ ฉีโย่วหลันจึงใช้หนามปฐีคอนกรีตคอยแทงพวกมันทีละตัว
การมีส่วนร่วมของทั้งสอง ทำให้ชั้นสองของซูเปอร์มาร์เก็ตกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
หลายคนที่ถืออาวุธปืนกล กลับมารวมตัวกันอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดการต่อต้านที่มีประสิทธิภาพ
หม่าจวิ้นเซิงและสวีซินที่หลบซ่อนตัวสั่นงกๆ อยู่อีกมุมห้อง เมื่อเห็นทั้งสองสังหารสัตว์กลายพันธุ์จนราบเป็หน้ากลองราวกับเทพ์ ต่างก็จ้องหน้ากันด้วยความตกตะลึง
ตอนนี้คนพวกนี้เพิ่งจะเข้าใจว่าสองคนนี้ไม่ได้ถูกขับไล่ออกไป แต่เป็เพราะเขาไม่อยากร่วมทีมกับคนธรรมดาอย่างพวกเขาต่างหาก
หม่าจวิ้นเซิงยังคิดว่าตัวเองขับไล่ฉีโย่วหลันไปได้แล้วจะเจ๋งมาก แต่ตอนนี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นโง่เขลาแค่ไหน
ถ้าไม่ใช่เพราะสองคนนี้ที่ย้อนกลับมาช่วยโดยไม่ถือเื่ก่อนหน้านั้น ไม่แน่ว่าคนพวกนี้อาจจะต้องตายอยู่ที่นี่
สิบนาทีต่อมา ในที่สุดทุกคนก็จัดการกับสัตว์กลายพันธุ์ทั้งใหญ่ทั้งเล็กบนชั้นสองทุกตัวได้สำเร็จ
เมื่อตรวจสอบสถานการณ์ภายหลังการต่อสู้ แม้ว่าทั้งสองคนจะมาได้ทันเวลา แต่ก็มีผู้เสียชีวิตมากถึงสามสิบกว่าคน
ในบรรดาคนที่เหลือ จะมีสักกี่คนที่ถูกสัตว์กลายพันธุ์กัดจนาเ็แล้วติดเชื้อ ก็ไม่อาจรู้ได้
อาจารย์และนักศึกษาที่หนีตามตงฟางไป๋ออกมาจากเขตมหาวิทยาลัย มีหลายคนที่ต้องจบชีวิตลงจากการจู่โจมของสัตว์กลายพันธุ์ในครั้งนี้
มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ชื่อว่าอาจารย์หวังจื้อรอดชีวิตมาได้ แต่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนกองเื ปากก็บ่นพึมพำเหมือนคนที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางใจอย่างหนักจนกลายเป็คนบ้า
เกิดการต่อสู้ขนาดนี้ขึ้นที่นี่ ทุกที่เต็มไปด้วยซากศพและซากสัตว์กลายพันธุ์ ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ไม่สามารถหลบภัยอีกต่อไป
ทั้งสองยังได้ทราบข่าวบางอย่างจากปากของกลุ่มคนที่สวมชุดทหาร
เดิมทีแม้จะมีผู้คนตายมากมายในเขตตัวเมือง จนเกิดความโกลาหล
แต่เพราะกองทัพของรัฐบาลได้ออกมาทันเวลา จนสามารถควบคุมความเรียบร้อยเอาไว้ได้
พวกเขาเป็ทหารรับจ้างที่ได้รับคำสั่งจากกองทัพรัฐบาล ให้ออกตามหาผู้รอดชีวิต
ตอนนี้พวกเขาพบผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้แล้วก็พร้อมที่จะกลับไปยังตัวเมืองกันแล้ว ที่นั่นถือว่ายังปลอดภัยอยู่
อีกอย่าง พวกทหารรับจ้างกลุ่มนี้ได้บอกเื่ที่สำคัญมากแก่พวกเขา ดูเหมือนว่าในเขตตัวเมืองหลักจะมีคนที่มีทักษะการปลุกพลังอยู่ไม่น้อย
เพียงแต่พวกเขาอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป และไม่ได้อยู่ในแวดวงนั้น ก็เลยรู้อะไรไม่มากนัก รู้เพียงแต่ว่าทักษะการปลุกพลังต่าง ๆ ที่หลากหลายนั้น มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ
เมื่อทั้งสองกล่าวลาทหารรับจ้างเสร็จและกำลังจะเดินลงชั้นล่าง หัวหน้าทหารคนหนึ่งก็ถามขึ้นมาอย่างร้อนใจ “ทั้งสองท่าน ไม่ไปกับพวกเราเหรอครับ? ถ้าทุกคนไปด้วยกันจะได้ช่วยดูแลซึ่งกันและกันด้วย”
ฉีโย่วหลันกวาดสายตามองดูผู้คนที่รอดชีวิตตรงชั้นสองพวกนั้น ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นหม่าจวิ้นเซิงที่ยังนั่งตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง แล้วก็เห็นสวีซินที่ฉีราดเต็มกางเกง
ขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “แบบนี้แหละดีแล้ว หมาป่าพวกนั้นก็ตายหมดแล้ว ระหว่างทางพวกคุณคงปลอดภัย”
พูดจบ หันหลังเดินตรงไปยังบันไดพร้อมกับตงฟางไป๋
ในเวลานั้นเอง จู่ ๆ สวีซินก็เหมือนคนบ้าคลั่งพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากมือของหม่าจวิ้นเซิงที่กำลังจับเธอแน่น
แล้ววิ่งออกมาร้องไห้โฮ “โยวหรัน ช่วยฉันด้วย พาฉันไปด้วยสิ!”
หม่าจวิ้นเซิงมองภาพตรงหน้า ั์ตาที่สับสนก็พลันเปลี่ยนเป็เยือกเย็น
จ้องเขม็งไปที่สวีซินและแผ่นหลังที่เดินหายไปของฉีโย่วหลัน ก่อนที่จะกัดฟันเสียงดัง “กรอด
“กรอด”
ในความมืดนั้น ฉีโย่วหลันพ่นออกมาหนึ่งประโยค “ไสหัวไป!”